เมื่อ 6 เม.ย.2569 ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ก่อตั้ง 112WATCH ออกรายงานสรุปสถานการณ์คดีมาตรา 112 ไตรมาสแรก 2569 ที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีถึงอย่างน้อย 291 ราย 321 คดี เพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2567 ถึง 10 % และโดยที่ไม่มีคดีใดที่ศาลให้รอลงอาญา รวมถึงความพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ที่ถูกขัดขวางไปจนถึงการดำเนินคดีจริยธรรมกับ 44 สส.ของพรรคก้าวไกลที่เสนอให้แก้กฎหมาย
ทั้งนี้รายงานได้ออกข้อเสนอในหลายประเด็นทั้งสำหรับรัฐและองค์กรตุลาการของไทยรวมถึง องค์กรระหว่างประเทศและประเทศคู่ค้าที่กำลังเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA ) กับไทย
ในรายงานได้เสนอสำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ ให้พักการบังคับใช้ชั่วคราวในกรณีพลเมืองทั่วไปแจ้งความดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และต้องแก้ไขกฎหมายให้สำนักพระราชวังเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจในการริเริ่มร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นคดีได้เพื่อป้องกันการฟ้องร้องจากคนทั่วไปซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563-2569 เพื่อรับประกันว่ากฎหมายมาตรานี้จะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองหรือถูกใช้ในเรื่องส่วนตัวระหว่างพลเมืองด้วยกัน
ส่วนฝ่ายตุลาการ ให้ศาลฎีกาออกแนวปฏิบัติการให้ประกันตัวสำหรับกรณีการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ใช้ความรุนแรง การคุมขังก่อนการพิจารณาต้องเป็นมาตรการสุดท้ายไม่ใช่การลงโทษก่อนมีคำพิพากษา และต้องเลิกลงโทษโดยนับตามจำนวนโพสต์ข้อความเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเรื่องความได้สัดส่วนในการลงโทษ
112WATCH ยังได้เรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองต้องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่รวมคดีมาตรา 112 ด้วยในการสร้างความปรองดองแห่งชาติ
สุดท้ายยังได้มีข้อเรียกร้องไปถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) ที่ไทยเป็นประเทศสมาชิกอยู่ด้วย ใช้กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) เพื่อกำหนดบรรทัดฐานและระยะเวลาที่ชัดเจนสำหรับไทยที่จะต้องปล่อยตัวผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 และยังได้เรียกร้องไปถึงประเทศคู่ค้าของไทยจะต้องประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการทำข้อตกลงทวิภาคีด้วย เพื่อให้เป็นต้นทุนต่อกระบวนการยุติธรรมไทยในการพิจารณาพิพากษาคดี
