Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บ้านห้วยหินลาดใน จ.เชียงราย ชุมชนกะเหรี่ยงเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งแรก ประสบภัยน้ำท่วมดินถล่มปี 2567 และถูกกล่าวหาว่าทำลายป่า แต่งานวิจัยชี้ดินถล่มเกิดจากฝนตกหนักผิดปกติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลจากการตัดไม้สัมปทานในอดีต ชุมชนใช้ภูมิปัญญาพยากรณ์ภัยจากพฤติกรรมสัตว์ แต่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่ไม่รับรองกรรมสิทธิ์ชุมชน นักวิชาการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรและรับมือภัยพิบัติ


เมื่อเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกชุมชนปกาเกอะญอ บ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของเสียหายและทำความสะอาดชุมชน หลังเกิดเหตุภัยพิบัติดินถล่มและน้ำหลากเฉียบพลันในช่วงปลายเดือนกันยายน 2567 | ภาพโดย: รัชชา สถิตทรงธรรม

หมู่บ้านหินลาดใน ตั้งอยู่บนเทือกเขาในอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงพื้นเมืองที่ถูกประกาศให้เป็นเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งแรกของประเทศไทย ชุมชนแห่งนี้อาศัยอยู่บนพื้นที่ป่าไม้กว่า 10,000 ไร่ มีการใช้ประโยชน์เพียง 1,632 ไร่ ความพยายามของหมู่บ้านหินลาดในทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์มาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัลวีรบุรุษพงไพร (Forest Hero) ของสหประชาชาติ

เมื่อกันยายน 2567 ชุมชนห้วยหินลาดในได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและดินถล่ม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงระดับที่เรียกได้ว่า อาจจะเกิดครั้งหนึ่งในรอบหลายร้อยปี

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ชุมชนถูกครหาว่าเป็นต้นเหตุของอุทกภัย คลิปวิดีโอและรายงานข่าวหลายฉบับกล่าวหาว่าประเพณีการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งได้โพสต์ภาพถ่ายทางอากาศของชุมชนและอ้างว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ต้นไม้ไม่สามารถเติบโตบนภูเขาได้ ขณะที่นักวิชาการบางคนอ้างว่าชุมชนแห่งนี้เป็นต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น

องค์กรภาคประชาสังคมได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและสหพันธ์ชาวนาภาคเหนือ ออกแถลงการณ์ระบุว่า รายงานข่าวลักษณะนี้ผลิตซ้ำอคติต่อชนเผ่าพื้นเมือง และเป็นการซ้ำเติมชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติด้วยการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ปัจจุบันชุมชนกำลังฟื้นตัวแล้ว แต่การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไปว่า ภูมิปัญญาดั้งเดิมจะถูกนำมาใช้ในการป้องกันภัยพิบัติได้อย่างไร และชุมชนพื้นเมืองควรมีอำนาจในการจัดการตัวเองและมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการจัดการภัยพิบัติหรือไม่ 

หลายร้อยปีจะมีสักครั้ง

นิเวศน์ ศิริ (ภาพโดย รัชชา สถิตทรงธรรม)

นิเวศน์ ศิริ อายุ 68 ปี หนึ่งในผู้นำชุมชนห้วยหินลาดใน เปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมและดินถล่มเกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน และเขาไม่เคยเห็นดินถล่มรุนแรงขนาดนี้ในหมู่บ้านมาก่อน

ในวันที่เกิดน้ำท่วม นิเวศน์ได้ยินเสียงน้ำท่วมและท่อนไม้หล่นลงมาพร้อมกับดินถล่ม เขาพบว่าอาคารเรียนได้รับความเสียหาย และต้นไม้ด้านหลังอาคารล้ม เขาจึงกลับไปเตือนสมาชิกในชุมชนให้นำข้าวของและเอกสารสำคัญไปไว้บนที่สูง เขาเล่าว่าหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอในละแวกใกล้เคียง และคงยากที่จะขอเอกสารใหม่หากเอกสารใดได้รับความเสียหาย

นิเวศน์กล่าวว่าเขาไม่เคยเห็นดินถล่มรุนแรงขนาดนี้ในหมู่บ้านมาก่อน และเขาได้รับการบอกเล่าจากผู้เชี่ยวชาญว่าเหตุการณ์นี้เป็นภัยพิบัติประเภทที่สองสามร้อยปีจะมีสักครั้ง เขาสังเกตว่านาข้าวและไร่ชาบางส่วนของชุมชนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และบางครอบครัวก็เสียหมูไป เขากล่าวอีกว่าปกติแล้วพวกเขามักจะปลูกผักในนาข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว แต่ต้องเลื่อนการปลูกผักออกไปเนื่องจากต้องเก็บเศษไม้ในไร่ออกไปก่อน

ชัยธวัช จอมติ (ภาพโดยรัชชา สถิตทรงธรรม)

ขณะเดียวกัน ชัยธวัช จอมติ สมาชิกชุมชนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า เขาอยู่ที่เชียงใหม่ตอนที่ได้รับแจ้งเหตุน้ำท่วม ชัยธวัชเป็นผู้ประสานงานของศูนย์บัญชาการเพื่อดูแลการบรรเทาทุกข์ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิดเหตุดินถล่ม ซึ่งทำให้ถนนขึ้นไปที่หมู่บ้านห้วยหินลาดในถูกตัดขาด น้ำไม่ไหล และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ชัยธวัชกล่าวว่าความเสียหายเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง พืชผลได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะผักและข้าวที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่ม ระบบจ่ายน้ำจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม แต่ไม่มีความกังวลเรื่องอาหาร เนื่องจากมีการกันงบไว้ซื้ออาหารเพื่อป้องกันการขาดแคลน เขาไม่แน่ใจว่าผลกระทบจากอุทกภัยจะยังคงดำเนินต่อไปในปีต่อๆ ไปหรือไม่ แต่ชุมชนไม่ได้เตรียมการรับมือ เนื่องจากภัยพิบัติแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ชัยธวัชกล่าวว่าเมื่อชุมชนฟื้นตัวแล้ว พวกเขาจะต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงภัยพิบัติมาใช้ประโยชน์และจัดทำระบบติดตามตรวจสอบในระยะยาว เขายังต้องการให้หินลาดในเป็นชุมชนต้นแบบในการรับมือกับภัยพิบัติ และแบ่งปันข้อมูลกับชุมชนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้วย

เหยื่อของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ชุมชนบ้านผาเยือง อำเภอเวียงป่าเป้า
จังหวัดเชียงราย จัดเวทีสาธารณะว่าด้วยการศึกษาปัจจัยการถล่มของดินในป่าอนุรักษ์ของชุมชนบนพื้นที่สูง
กรณีศึกษาบ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.),
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน),
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)
โดยกิจกรรมภายในงานมีเวทีเสวนาเปิดข้อมูลงานศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยการถล่มของดินในป่าอนุรักษ์
กรณีศึกษาบ้านห้วยหินลาดใน ที่ประสบเหตุการณ์ภัยพิบัติ ฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม เมื่อช่วงเดือนกันยายน พ.ศ.2567
ที่ผ่านมา และกิจกรรมเดินเท้าสำรวจพื้นที่ดินถล่มบริเวณป่าอนุรักษ์ของชุมชนในช่วงบ่าย
ภาพโดย กัญญ์วรา หมื่นแก้ว/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่คงอยู่จากการให้สัมปทานตัดไม้ในอดีตน่าจะเป็นสาเหตุของดินถล่ม ตามโครงการวิจัยที่นำเสนอในงานที่จัดโดยชุมชนห้วยหินลาดใน ชุมชนบ้านผาเยือง มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิสาหกิจเพื่อสังคมโลก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568

อ.ดร.จตุพร เทียรมา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าปรากฏการณ์ลานีญาทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงที่เกิดน้ำท่วม เขาตั้งข้อสังเกตอีกว่ามรสุมที่ควรจะเคลื่อนตัวเข้าสู่พม่ามาหยุดที่จังหวัดเชียงราย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้ระดับน้ำในอากาศสูงกว่าปกติ

นักวิจัยพบว่าดินรับน้ำหนักจากฝนมากเกินไป จนทำให้เกิดดินถล่มในที่สุด ขณะเดียวกัน ต้นไม้ในบริเวณดังกล่าวก็มีความสูงเท่ากันหมด และเป็นไม้เนื้ออ่อนที่ไม่มีรากแก้ว ในพื้นที่ที่ไม่มีดินถล่มพบว่ามีร่มไม้หลายชั้นและมีต้นไม้หลายชนิดผสมกัน ซึ่งช่วยดูดซับแรงของน้ำฝนที่ตกลงมาบนยอดไม้ พื้นที่ที่มีต้นไม้หลายชนิดผสมกันยังมีระบบรากที่ซับซ้อนกว่า และดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดดินถล่มน้อยกว่า

จตุพรกล่าวอีกว่า มีเหตุการณ์ดินถล่มเคยเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ที่เคยเปิดให้มีสัมปทานตัดไม้ในปี 2532 เขากล่าวว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมต้นไม้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่จึงเป็นไม้เนื้ออ่อน ซึ่งไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและยึดเกาะดินได้ไม่ดี เขาสรุปว่าดินถล่มและน้ำท่วมที่ห้วยหินลาดในเกิดจากฝนตกหนักผิดปกติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งข้อสังเกตว่าเขาไม่เคยเห็นการปลูกข้าวโพดในพื้นที่เลย งานวิจัยยังพบด้วยว่าดินถล่มเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าที่ได้รับการคุ้มครองโดยชุมชนซึ่งไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตร

จากผู้ถูกกระทำสู่ผู้มีส่วนร่วม

หลังเหตุการณ์ดินถล่ม นิเวศน์กล่าวว่าสมาชิกชุมชนได้มีการเฝ้าระวังรอบหมู่บ้านเพื่อดูว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกหรือไม่ พวกเขาสังเกตกิจกรรมของสัตว์ เช่น แมลงและเต่า โดยทำตามความรู้ที่ส่งต่อกันมาระหว่างชุมชนต่างๆ นิเวศน์กล่าวว่าการที่สัตว์อพยพไปยังที่สูงเป็นสัญญาณว่าพายุกำลังมา

ขณะเดียวกัน ปรีชา ศิริ ผู้นำชุมชนวัย 70 ปี อธิบายว่า ก่อนฝนตกหนักมักจะมีสัญญาณเตือนให้เห็น เต่าปูลูและปูในลำธารใกล้เคียงจะอพยพขึ้นที่สูง ซึ่งเขาสังเกตเห็นในช่วงวันก่อนเกิดน้ำท่วมทั้งหมด เขาเล่าด้วยว่าตอนนั้นอากาศร้อนผิดปกติ

นอกจากความรู้ดั้งเดิมแล้ว ปรีชากล่าวว่าชุมชนควรนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้เพื่อจัดทำแผนรับมือ เขาต้องการให้มีการรวบรวมข้อมูลและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ปรีชา ศิริ (ภาพโดย รัชชา สถิตทรงธรรม)

นิเวศน์กล่าวว่าสมาชิกชุมชนมีความกระตือรือร้นมากขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดินถล่ม และการสังเกตธรรมชาติช่วยให้พวกเขาเอาตัวรอดได้ ชุมชนจะต้องหันหน้าเข้าหากันและวางแผนปฏิบัติการโดยใช้ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีและวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลายประการในปัจจุบันทำให้ชุมชนพื้นเมืองไม่สามารถใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอนุรักษ์ที่จำกัดการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า หรืออคติของคนส่วนมากต่อชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตป่า และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะลงนามในปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (United nation Declaration on the rights of indigenous peoples – UNDRIP) ไทยไม่เคยยอมรับเลยว่ามีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ

สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกล่าวว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนกะเหรี่ยงพื้นเมือง ตั้งแต่วิธีการสร้างบ้านเรือน วิธีการทำไร่ และการพยากรณ์อากาศจากพฤติกรรมของสัตว์ สามารถนำมาใช้ในการรับมือและการบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติได้ทั้งหมด แต่ด้วยข้อจำกัดสมัยใหม่ ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ไม่สามารถถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมมักถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวในสายตาของเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีการออกบ้านเลขที่ถาวรให้ และดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปาได้ ทำให้ชุมชนต้องหันมาใช้การออกแบบสมัยใหม่เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นเหล่านี้ได้ บางแห่งสร้างบ้านบนที่ดินที่รู้ว่าเสี่ยงน้ำท่วม แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่อื่น

และแม้ในอดีตชุมชนจะได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์และอพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ ปัจจุบันพวกเขากลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ สุวิชานกล่าวว่า กฎหมายอนุรักษ์กำลังควบคุมวิถีชีวิตของชุมชน ชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่พวกเขารู้ว่ามีความเสี่ยง บางแห่งปล่อยให้สัตว์เดินเตร่ในป่าไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี ซึ่งทำให้พวกเขามีโอกาสลาดตระเวนในป่าและสังเกตสัญญาณเตือนได้น้อยลงหากเกิดอันตราย

สุวิชานกล่าวว่า ชุมชนพื้นเมืองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาไม่สามารถใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป แต่จะเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับภัยพิบัติสมัยใหม่ก็ไม่ได้อีก เขากล่าวว่าสังคมจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับประเพณีท้องถิ่น และใช้ทั้งภูมิปัญญาและความรู้ ขณะเดียวกัน รัฐบาล นักวิชาการ และภาคประชาสังคมก็ต้องหันมาร่วมมือกัน เพื่อสร้างกลไกการรับมือกับภัยพิบัติ และสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติในบริบทต่างๆ โดยชุมชนต้องมีบทบาทในการออกแบบกลไกและรวบรวมข้อมูล ไม่ควรเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว

สุวิชานกล่าวว่า กฎหมายที่จำกัดศักยภาพของชุมชนควรได้รับการแก้ไข ในขณะที่การพัฒนายุทธศาสตร์ในการรับมือภัยธรรมชาติโดยให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมควรเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวิกฤตสภาพอากาศนำไปสู่ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น ประเทศไทยอาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้

ถนนทุกสายมุ่งสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ชุมชนห้วยหินลาดในเก็บเกี่ยวข้าวในไร่หมุนเวียนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567
ภาพโดย รัชชา สถิตทรงธรรม

สำหรับ อ.ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุปสรรคอยู่ที่ระบบกฎหมายของประเทศไทย เขาอธิบายว่ากฎหมายไทยไม่ยอมรับแนวคิดกรรมสิทธิ์ชุมชน ถึงแม้ว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ทรัพย์สินหน้าหมู่' หรือทรัพย์สินส่วนรวมจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมมาโดยตลอด ดังนั้น ทรัพยากรจึงเป็นของเอกชนหรือเป็นของรัฐไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง และทรัพยากรของรัฐก็ถูกบริหารจัดการโดยรัฐบาลทั้งหมด กฎหมายป่าไม้และกฎหมายอนุรักษ์ของไทยถูกเขียนขึ้นเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุมที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ทั้งหมด และแม้แต่ชุมชนที่เคยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวก่อนที่จะมีกฎหมายก็ไม่มีสิทธิในที่ดินเหล่านั้น 

ระบบกรรมสิทธิ์ชุมชนนอกจากไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว สาธารณชนยังมักมีอคติกับวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองด้วย สงกรานต์ตั้งข้อสังเกตว่าตำราเรียนได้ทำการผลิตซ้ำแนวคิดว่า ชุมชนชนพื้นเมืองเป็นสาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า ผ่าน 'การทำไร่เลื่อนลอย' แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาใช้วิธีการทำไร่หมุนเวียน โซึ่งเป็นการหมุนเวียนเพาะปลูกบนที่ดินแปลงที่ชุมชนกำหนดไว้แล้วว่าใช้สำหรับทำไร่ การเว้นระยะระหว่างการเพาะปลูกทำให้หน้าดินเสียหายน้อยและทำให้ดินมีโอกาสได้ฟื้นฟู

สงกรานต์กล่าวว่า การรวมศูนย์อำนาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา รัฐบาลมีอำนาจควบคุมทั้งหมดเมื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ และชุมชนท้องถิ่นหรือองค์กรภาคประชาสังคมทำได้เพียงมีส่วนร่วมหากรัฐบาลร้องขอความช่วยเหลือ เช่น ในกรณีฉุกเฉินหรือเมื่อขาดแคลนกำลังคน

สงกรานต์กล่าวว่า ระบบเช่นนี้ไม่มีประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องรอให้หน่วยงานในกรุงเทพมหานครเข้ามาดำเนินการ ส่งผลให้การรับมือกับภัยพิบัติต้องใช้เวลา ขณะเดียวกัน เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้น ก็ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นว่าระบบปัจจุบันไม่สามารถรับมือได้

เมื่อเดือนธันวาคม 2568
ชุมชนห้วยหินลาดในจัดพิธีมัดมือตามประเพณีและความเชื่อของปกาเกอะญอเพื่อเรียกขวัญชุมชนหลังผ่านภัยพิบัติ
ภาพโดย รัชชา สถิตทรงธรรม

การแก้ไขปัญหาที่ต้นตออาจต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สงกรานต์ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุดฉบับหนึ่งและถูกยกเลิกไปหลังการรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวคุ้มครองสิทธิของชุมชนและปัจเจกบุคคลในการมีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สงกรานต์ตั้งข้อสังเกตว่าภาคประชาสังคมเคยใช้มาตราเหล่านี้เป็นรากฐานในการรณรงค์เพื่อแก้ไขกฎหมายหรือยื่นฟ้องคดีต่างๆ

สงกรานต์กล่าวว่า ในฐานะเอกสารพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำหรับกฎหมายอื่นๆ รัฐธรรมนูญควรระบุให้ชัดเจนว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นของพลเมืองทุกคน ไม่ใช่ของรัฐ รัฐธรรมนูญควรคุ้มครองสิทธิของชุมชนและสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน หากหลักการเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ การผลักดันการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เช่น กฎหมายอนุรักษ์ต่างๆ ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

เขากล่าวอีกว่า หากสิทธิในทรัพยากรของชุมชนได้รับการคุ้มครอง การนำทรัพยากรดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ก็จะไม่ผิดกฎหมาย ถึงแม้สงกรานต์จะเห็นด้วยกับการใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าที่มีระบบนิเวศละเอียดอ่อนและไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ และควรจะใช้มาตรการที่ต่างกันกับพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่แล้ว โดยเขามองว่าไม่เป็นธรรมกับชุมชนที่อยู่มาก่อน ถ้าพวกเขาต้องถูกขับไล่ออกจากพื้นที่หรือถูกห้ามไม่ให้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน
 

ที่มา:
Lesson from Huai Hin Lad Nai: how integrating Indigenous wisdom can aid disaster response (Anna Lawattanatrakul, Prachatai English, 22 October 2025) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง