Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยศาลอาญายกฟ้อง “แดง ชินจัง” 2 คดีสุดท้ายเหตุระเบิดชุมนุม กปปส. ปี 57 สิ้นสุดการคุมขัง 415 วัน โดยไม่ได้สิทธิประกันตัว

28 ต.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีจำนวน 2 คดี ของ “แดง ชินจัง” หรือ ยงยุทธ (สงวนนามสกุล) ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงวัย 37 ปี ในคดีที่มีข้อหาหลักคือพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จากเหตุเกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิดจากการชุมนุม กปปส. เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2557 และวันที่ 8 ก.พ. 2557

ศาลพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี โดยวินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกันในทำนองว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ จำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจระหว่างถูกควบคุมตัว ทำให้คดีที่เขาถูกคุมขังอยู่ทั้งหมด 5 คดีถูกพิพากษายกฟ้องทั้งหมดแล้ว และในช่วงค่ำวันนี้ ยงยุทธจะถูกปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกขังระหว่างพิจารณายาวนานถึง 415 วัน หรือประมาณ 1 ปี 1 เดือนเศษ

“แดง ชินจัง” หรือยงยุทธ เป็นผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มีคดีพัวพันต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร 2557 เคยถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหาร เคยร้องเรียนเรื่องการถูกซ้อมทรมาน เคยถูกคุมขังในเรือนจำหลายแห่ง และในคดีที่เขาเคยถูกกันเป็นพยานฝ่ายโจทก์ในคดีอื่น กลายเป็นว่าถูกนำมากล่าวหาต่อเขาในฐานะจำเลยใหม่ทั้งหมด

การถูกคุมขังของยงยุทธในครั้งนี้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เป็นเหตุมาจากที่ถูกดำเนินคดีจำนวน 5 คดี แยกตามวันเกิดเหตุระหว่างชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในวันที่ 8 ก.พ. 2557, 10 มี.ค. 2557, 26 มี.ค. 2557, 10 เม.ย. 2557 และ 11 พ.ค. 2557 ทำให้ถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2567 ซึ่งเป็นช่วงภายหลังที่ศาลอาญามีคำสั่งรับฟ้องและไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมา

สำหรับทั้งห้าคดี ฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ในคดีว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงบันทึกซักถามของจำเลยฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2557 เพียงชิ้นเดียว ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยจูงใจ ให้คำมั่นสัญญา และขู่เข็ญจากทหารขณะที่ควบคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1

อีกทั้งพฤติการณ์ในคดี เป็นเหตุเดียวกันกับคดีที่ศาลอาญาเคยพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนไปก่อนหน้าแล้ว ซึ่งในคดีดังกล่าวมีพยานหลักฐานชุดเดียวกับคดีทั้งนี้ และมีเพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวน โดยจำเลยถูกข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย และพูดจาข่มขู่ว่าจะทำอันตรายครอบครัว เพื่อให้การรับสารภาพ

ก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว 3 คดี และสำหรับทั้งสองคดีที่ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ คดีหนึ่งมีมูลเหตุมาจากการถูกกล่าวหาว่ายิงระเบิดระหว่างการชุมนุม กปปส. ในวันที่ 11 พ.ค. 2557 และและอีกคดีหนึ่งถูกกล่าวหาจากเหตุชุมนุมวันที่ 8 ก.พ. 2557

สำหรับคดีเหตุชุมนุมวันที่ 11 พ.ค. 2557 มีการสืบพยานจำนวน 4 นัด ระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค. และ 1 ต.ค. 2568 โจทก์นำพยานเข้าสืบทั้งสิ้น 9 ปาก และสืบพยานจำเลย 2 ปาก ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้

ส่วนคดีจากเหตุชุมนุมวันที่ 8 ก.พ. 2557 โจทก์นำพยานเข้าเบิกความ 4 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความ 2 ปาก ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้

พิพากษายกฟ้องคดีเหตุวันที่ 11 พ.ค. 57: โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานในเหตุการณ์ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าจำเลยกระทำผิด

วันนี้ (28 ต.ค.​ 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 710 ยงยุทธถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำพิพากษา โดยเขาถูกสวมกุญแจข้อเท้าทั้งสองข้าง พร้อมทั้งมีทนายความ ครอบครัว และประชาชนมาติดตามฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

เวลา 09.36 น. ศาลเริ่มพิจารณาคดีนี้เป็นคดีแรก โดยขานเรียกยงยุทธให้ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษา สรุปเป็นใจความสำคัญได้ว่า

เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีประจักษ์พยานในเหตุการณ์ ประกอบกับกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุใช้งานไม่ได้ อีกทั้งในช่วงที่คณรักษาความสงบแห่งชาติ​ (คสช.) ยึดอำนาจและประกาศกฎอัยการศึก พบว่าจำเลยถูกควบคุมตัวมาซักถาม และรับว่ายิงลูกระเบิดใส่ผู้ชุมนุม 11 ครั้ง ซึ่งเหตุตามคำฟ้องเป็นครั้งที่ 10 จากนั้นจำเลยถูกส่งตัวไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจำเลยให้การเช่นเดิมตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ซึ่งมีที่มาจากแหล่งเดียวกันคือจำเลย

ศาลต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ฝ่ายโจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เห็นว่าคำให้การเรื่องจำนวนรถยนต์ที่นำมาใช้ก่อเหตุแตกต่างกัน ข้อเท็จจริงมีความขัดแย้งกันจึงทำให้บันทึกการซักถามและบันทึกคำให้การมีพิรุธ ไม่สามารถรับฟังได้ 
จำเลยนำสืบว่าคำให้การต่อเจ้าหน้าที่ทหารนั้นถูกบังคับขู่เข็ญ โดยนำเอกสารมาให้จำเลยลงชื่อ โดยไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของจำเลย ดังนั้นเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำซักถามและคำให้การจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษานี้เสร็จสิ้น ครอบครัวเดินไปโอบกอดแสดงความยินดีกับยงยุทธ ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวเดินไปฟังคำพิพากษาคดีสุดท้ายที่ห้องพิจารณาคดีที่ 912

พิพากษายกฟ้องคดีเหตุวันที่ 8 ก.พ. 57: รับฟังได้ว่าจำเลยให้การโดยไม่สมัครใจระหว่างถูกควบคุมตัวโดยทหาร

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พาตัวยงยุทธมาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 912 เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีสุดท้าย โดยครอบครัว ประชาชน และทนายความที่ร่วมฟังคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 710 ก็ได้เดินตามยงยุทธมาด้วย

เวลา 10.05 น. ศาลพักการพิจารณาในคดีอื่นและเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ โดยเรียกยงยุทธให้ยืนขึ้น และแจ้งว่าจะอ่านเฉพาะส่วนเหตุผล เพราะคำพิพากษาฉบับเต็มมีประมาณ 20 หน้า คำพิพากษาสรุปเป็นใจความสำคัญได้ดังนี้

เห็นว่าพยานโจทก์เบิกความบอกเล่าข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุ ไม่ได้รับรู้จากเหตุการณ์โดยตรง คำเบิกความของพยานโจทก์ที่ว่าคนร้ายใช้อาวุธ M79 เป็นการคาดเดาและสันนิษฐาน ไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัด เมื่อพิจารณาตามบันทึกคำให้การน่าสงสัยว่าจำเลยให้การตามบันทึกการซักถามและบันทึกคำให้การจริงหรือไม่

เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดในรัศมี 400 เมตรในที่เกิดเหตุ พบว่ากล้องวงจรปิดเสีย มีบางตัวใช้ได้แต่ก็ไม่พบคนร้าย จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาเบิกความว่าถูกทำร้าย บังคับขู่เข็ญโดยไม่สมัครใจในบันทึกซักถามของเจ้าหน้าที่ทหารและคำให้การในชั้นสอบสวน

รับฟังได้ว่าจำเลยให้การโดยไม่สมัครใจซึ่งเกิดขึ้นระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร อีกทั้งไม่พบอาวุธ และยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุหรือหลบหนี ไม่พบว่าจำเลยใช้อาวุธ M79 ยิงระเบิดในที่เกิดเหตุ พิพากษายกฟ้อง

หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ครอบครัวไปเข้าไปกอดแสดงความยินดีกับยงยุทธอีกครั้ง ยงยุทธฝากข้อความก่อนที่จะถูกพาตัวลงไปที่ห้องขังใต้ถุนศาลว่า “เย็นนี้เจอกัน”

ยงยุทธต้องกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อน เพื่อทำเรื่องรอปล่อยตัวในช่วงค่ำของวันนี้ เนื่องจากทั้ง 5 คดีที่ยงยุทธถูกกล่าวหาและเป็นเหตุให้ถูกคุมขังในครั้งนี้ ศาลได้พิพากษายกฟ้องครบทั้ง 5 คดีแล้ว รวมระยะเวลาคุมขังยงยุทธทั้งสิ้น 415 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2567 - 28 ต.ค. 2568

สรุปแล้วทั้ง 5 คดีที่ยงยุทธถูกกล่าวหาสั่งฟ้องในชุดคดีนี้ ศาลอาญามีคำวินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกันในทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่ไม่มีน้ำหนักรับฟังมากพอให้รับฟังได้ และคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ได้มาจากความสมัครใจ

415 วันที่ถูกคุมขัง : ศาลไม่เคยให้สิทธิประกันตัว ‘ชินจัง’ แม้ยื่นคำร้องไปถึง 49 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้คดีของยงยุทธจะมีคำพิพากษายกฟ้องมาอย่างต่อเนื่อง แต่ศาลอาญารวมไปถึงศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวตลอดมา หากนับในทุกคดีรวมกันแล้วในรอบปีเศษที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นคำร้องไปทั้งหมด 49 ครั้ง แบ่งเป็นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลอาญา 38 ครั้ง และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ไปอีก 11 ครั้ง

แม้ในช่วงที่ศาลทยอยพิพากษายกฟ้องแต่ละคดี ในคดีแรกศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568 วันต่อมาทนายความได้ยื่นประกันตัวใน 4 คดีที่เหลือที่ยงยุทธถูกคุมขังอยู่ แต่ก็ปรากฏว่าศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวเช่นเคย โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ต่อมาหลังศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่สองในวันที่ 3 ก.ย. 2568 ต่อมาในวันที่ 9 ก.ย. 2568 ทนายความยื่นประกันตัวในสามคดีที่เหลืออยู่ ศาลอาญายกคำร้อง และยื่นประกันตัวอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ศาลอาญายังคงยกคำร้องอีกครั้ง

และหลังจากที่ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีที่สามเมื่อวันที่ 15 ต.ค.​ 2568 ทนายความได้ยื่นประกันตัวอีกครั้งในสองคดีที่เหลือ ศาลอาญาก็มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จากนั้นยังได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้อง

จนกระทั่งในวันนี้ (28 ต.ค. 2568) ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีครบทั้ง 5 คดีแล้ว กล่าวโดยสรุปได้ว่ายงยุทธไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีแม้แต่ครั้งเดียว 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง