Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เกือบ 2 เดือนแล้วที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกคุมขังจาก ‘คดีชั้น 14’ ขณะที่สังคมยังเถียงกันอยู่ว่านี่คือคำพิพากษาในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง หรือความบิดเบี้ยวจากผลพวงรัฐประหาร 2549 หรือราคาของการ ‘ดีล’ ที่ล้มเหลว ซึ่งทักษิณและพรรคเพื่อไทยต้องเป็นคนจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร และแม้วันนี้เพื่อไทยจะอยู่ในช่วงขาลงสุดๆ หลังนายกฯ ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลด 2 คนใน 2 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก็อยู่ในคุก แถมล่าสุด ทายาททางการเมืองลาออกหัวหน้าพรรค แต่ทุกวันเรื่อยมานับตั้งแต่ ‘พ่อใหญ่โทนี่’ ก้าวขาเข้าเรือนจำ ก็ยังมี ‘คนเสื้อแดง’ แวะเวียนมาให้กำลังใจไม่ขาด มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่วัน เฝ้ารอเวลาคัมแบ็คของนายกฯ ในดวงใจ

ท่ามกลางคอมเมนต์บนโซเชียลมีเดียที่แห่แหนวิจารณ์ว่า ‘ควายแดง-โง่-ยึดติดตัวบุคคล’ แต่พวกเขาก็โนสนโนแคร์ บางคนยังเรียกทักษิณว่า ‘นาย’ ได้อย่างไม่เคอะเขิน

ตัวอย่างคอมเมนต์ข่าวคนเสื้อแดงให้กำลังใจทักษิณหน้าเรือนจำ
ที่มา: Thai PBS (เผยแพร่ 20 ก.ย. 2568)

โฆษณา - Advertising

ทว่า ภาพลักษณ์ ‘ไม่มีสมอง-พรรคเพื่อไทยทำอะไรก็ไม่ผิดในสายตาพวกแบก’ มันเป็นเช่นนั้นจริงไหม? พวกเขาคิดอย่างไรกับทักษิณ คิดอย่างไรกับเส้นทางที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทยและอนาคตข้างหน้า ตลอดจนเราสามารถ ‘เหมารวม’ พวกเขาได้แค่ไหน คำตอบซ่อนอยู่ระหว่างถ้อยคำในบทสนทนาที่พวกเขาบางส่วนบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เราฟัง

คาถามหานิยม ‘30 บาท’ มนต์ขลังไม่เสื่อมคลาย

โต้ง ในวัยเกือบ 60 ปี โชว์แผลเป็นที่ข้อมือของเขา เป็นรอยบาดขนาดใหญ่ แม้ผ่านมานานปี แต่รอยแผลก็ยังเห็นชัด เขาเล่าว่าถูกกระจกบาดระหว่างทำงาน แต่รอดตายจากเส้นเลือดขาดมาได้ เพราะโครงการ ‘30 บาท รักษาทุกโรค’

“ได้ยาดี ได้หมอดูแลดี ทุกวันนี้ผมบอกได้เลยว่าผมเป็นหนี้ชีวิตท่าน”

แผลเป็นเส้นเลือดขาดที่ข้อมือของโต้ง

“ประชาธิปไตยกินได้”

นอกจากคาถา 30 บาทที่มัดใจประชาชนมายาวนาน โต้งยังเล่าว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ยุคก่อตั้ง เพราะไล่ดูนโยบายแล้วชอบ ในยุคสมัยของรัฐบาลทักษิณ คนทำอาชีพรับจ้างทั่วไปเช่นเขามีงานเยอะ หาอยู่หากินได้ตลอด นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาบอกกับตัวเองว่าจะขอรักพรรคการเมืองนี้ไปตลอดชีวิต

เช่นเดียวกับ ติ๊ก หญิงวัย 50 ปี ที่มาร่วมให้กำลังใจทักษิณหน้าเรือนจำ เธอเล่าว่าไม่เคยเลือกพรรคการเมืองอื่นเลยตั้งแต่อายุประมาณยี่สิบกลาง ๆ เพราะชอบนโยบายที่เข้าถึงรากหญ้าของพรรคไทยรักไทย-เพื่อไทย และย้ำว่าประเทศพัฒนาไม่ได้ ถ้ารากหญ้าไม่เข้มแข็ง

ติ๊ก อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป

ทั้งติ๊กและโต้งเห็นตรงกันว่าพรรคการเมืองต้องจัดการเศรษฐกิจให้ดีก่อน โต้งนั้นไม่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ‘ในตอนนี้’ ขณะที่ติ๊กมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือสถาบันสูงสุดของชาติ เธอไม่ชอบอยู่ในที่ที่สุ่มเสี่ยงประเด็น ม.112 แต่เธอก็ต่อต้านรัฐประหาร แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมช่วงหลัง 2549 จนถึง 2553 มากนัก เพราะไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แต่ก็เข้าร่วมการแสดงออกต่อต้านรัฐประหารเมื่อ 2557 เช่นกัน

ส่วนโต้งยืนยันว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และกองทัพเป็นเรื่องที่ภาคการเมือง ‘ไม่มีทางทำได้’ ต้องให้เกิดการปฏิรูปกันเอง

เขาเล่าย้อนความว่าเป็นคนใต้ที่โตในกรุงเทพฯ ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปมาตลอด ศึกษาการเมืองตั้งแต่ความขัดแย้งในปี 2548-2549 เพราะไปเดิน ‘สนามหลวง’ กับแม่แล้วได้ยินพ่อค้าแม่ขาย แท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ คุยเรื่องการเมือง ระบอบการปกครอง จึงแวะเวียนมาฟัง และซึมซับเรื่อย ๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยฟังความจากฝั่งเสื้อเหลืองด้วยเหมือนกัน โต้งพูดติดตลกว่าหากมีคนถามว่าอยู่สีไหน เขาตัดสินใจได้ทันทีด้วยการใส่เสื้อแดงโชว์

“รู้จักป๋าสุรชัยเปล่าล่ะ ป๋าสุรชัยเนี่ย ผมถ่ายรูปคู่กับแกไว้อยู่ ป๋าสุรชัย แซ่ด่าน” แต่เขาปฏิเสธว่าตนไม่ใช่ ‘แดงสยาม’

เขาเชื่อว่าถ้าเศรษฐกิจดี อย่างอื่นก็จะดีตาม ทั้งคู่จึงไม่ผิดหวังเพื่อไทยในแง่นี้ ที่ถูกมองว่า ‘สู้ไปกราบไป’

เมื่อถามว่า สมมติพรรคภูมิใจไทยบริหารเศรษฐกิจได้ดี จะย้ายไปเชียร์ไหม ทั้งโต้งและติ๊กให้คำตอบเดียวกันว่าอย่างไรก็จะเลือกเพื่อไทย เพราะเป็นสีแดงไปแล้ว อีกทั้งโต้งยังไม่เชื่อว่าอนุทินจะบริหารได้ดี

ผิดหวังจับมือข้ามขั้ว แต่ยังมีลุ้น ‘ยกเครื่องเพื่อไทย’

ทว่า แม้จะรักพรรคแดงแค่ไหน ทั้งโต้งและติ๊กก็เล่าว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังเมื่อครั้งที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปจับมือกับเหล่าศัตรูเก่าตั้งรัฐบาล จนถูกประณามว่า ‘ตระบัดสัตย์’ หนำซ้ำยังทำนโยบายไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผล เพราะความเป็นรัฐบาลผสม

โต้งเล่าว่าเขารู้สึกผิดหวัง แต่ไม่โกรธ และเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค เชื่อว่าคงมีเหตุผลของเขา เพราะประเทศต้องมีรัฐบาล เขามองว่ารอเวลาถึง 10 เดือนไม่ได้ และวิจารณ์ว่าพรรคก้าวไกลในเวลานั้น ‘เล่นสูงเกินไป’ เมื่อโยน[การจัดตั้งรัฐบาล]มาให้ ก็ต้องทำต่อ

“เรารู้ว่ามันฝืนความรู้สึกของพี่น้องประชาชน แต่ก็ต้องยอมทน”

เขายังเล่าว่าช่วงนั้นเคยมีปัญหากับเพื่อนคนหนึ่งที่ย้ายไปเชียร์พรรคก้าวไกล หนักหนาถึงขนาดจะต่อยกัน แต่ตอนนี้กอดคอกันได้แล้ว เพราะเพื่อนกลับมาเชียร์พรรคเพื่อไทย หลังจากพรรคประชาชนยกมือโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ

ในมุมของติ๊ก เธอยอมรับว่าเคยไปร่วมการชุมนุมของพรรคก้าวไกล เพราะอยากดู ‘พิธา’ แต่เธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นสีส้ม ด้วยเหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112 ที่เธอมองว่า ‘แรงเกินไป’ ทำให้เธอยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอยู่ แม้ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2566 ก็ตาม

“ตอนนั้นแอนตี้ (พรรคเพื่อไทย) ทำไมทำอย่างนั้น การเมืองอาจจะเป็นกันอย่างนั้นก็ได้ แต่ความรู้สึกของพี่ก็แอนตี้นะ ทำไมไปจับมือกับเขาแล้ว”

กระนั้น เมื่อถามว่าเธอรู้ไหมว่ากองเชียร์พรรคส้มและแดงทะเลาะกันหนักมาก โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย ติ๊กตกใจเล็กน้อยและตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะรอบตัวเธอไม่เป็นเช่นนั้น เธอเองก็โพสต์บ่นพรรคเพื่อไทยลงโซเชียลมีเดียของตนอยู่บ้าง แต่ก็คาดเดาได้ว่ากองเชียร์สองพรรคน่าจะไม่ชอบกัน

ปัจจุบัน เธอเห็นด้วยว่าพรรคเพื่อไทยอาจไม่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเมื่อก่อนก็จริง แต่เชื่อว่าพรรคยังสู้อยู่ เธอใช้คำว่า “มันต้องเป็นไปตามวาระของมัน” และยังคาดหวังการกลับมาของทักษิณ ว่าจะนำมาซึ่งโครงการดี ๆ พร้อมกับการยกเครื่องพรรคตามที่แพทองธารเพิ่งประกาศ เธอให้ข้อสังเกตว่าตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีคน ‘GEN Y’ หลายคน รวมถึงวัยรุ่นที่สนใจการเมืองไหลเข้าพรรคไม่น้อย

ทางฝั่งของโต้ง เขาพูดถึงข้อเสนอที่มีต่อพรรคเพื่อไทยว่า

“ผมกล้าบอกได้เลยว่าถ้าเลือกตั้งสมัยหน้าเนี่ย ไอ้ที่เขา ‘ยกเครื่องเพื่อไทย’ ผมก็โพสต์ลงไปบอกว่า ถ้าคุณอยากจะให้เพื่อไทยมีบทบาทเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอย่างเก่า คุณต้องเอา ส.ส. ที่มีอุดมการณ์ เดินเข้าหาประชาชน”

“ต้องคัดสิ บางคนโนเนมมา บางคนลูกผู้ลากมากดี บางคนลูก ส.ส. มาฝากเนื้อฝากตัว ถามว่าคุณมีอุดมการณ์อะไรหรือเปล่า คุณต้องคัด ไม่คัดไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าการเมืองไม่ได้เป็นของล้อเล่น ผมมอบอำนาจให้คุณแล้ว คุณก็เอาไปทำ เป็นปากเป็นเสียงให้พวกฉัน” นั่นคือความเห็นส่วนตัวของโต้ง ที่คาดหวังต่อการ ‘ยกเครื่อง’ ครั้งนี้

ส่วนข่าวลือ ‘ชินวัตร’ เซ้งพรรคให้ ‘ตระกูลจึง’ โต้งเชื่อมั่นว่าทักษิณและอุ๊งอิ๊งยังคงอยู่หลังม่าน แต่จำเป็นที่ต้องถอยเพราะข้อครหาจากสังคม

‘ยายษา’ ชอบมายด์ เชียร์รุ้ง ติดตามอานนท์ นิยมทักษิณ

อุษา อายุ 89 ปี อาชีพขายของชำ

อุษา คุณยายวัย 89 ปี อาชีพขายของชำ นั่งรถเมล์ตัวคนเดียวมาที่หน้าเรือนจำในวันเสาร์ เธอเล่าว่าเป็นคอการเมืองตัวกลั่น เชียร์ทักษิณตั้งแต่ยุคไทยรักไทย ยิ่งรักเหนียวแน่นเมื่อม็อบพันธมิตรฯ ออกมาไล่ จนนำมาสู่รัฐประหาร 2549 ช่วงนั้นคนเสื้อแดงก่อตั้งวิทยุชุมชน เธอก็ติดตามเรื่อยมา ตระเวนต่อสู้นับตั้งแต่นั้น จนเพื่อนที่ร่วมสู้ด้วยกันแก่ชราเกินกว่าจะออกจากบ้าน บางคนก็ตายจากไป แต่ยายษายังแข็งแรง เมื่อนายกฯ ในดวงใจติดคุกอย่างไม่เป็นธรรมตามความเห็นของเธอ จึงต้องมาให้กำลังใจ เพราะรักและสงสาร เธอเล่าด้วยความเขินอายว่าบางวันมาถึงหน้าเรือนจำก่อนลูกทักษิณเสียอีก

ยายษาเสริมว่าเธออยู่ที่ราชประสงค์ ระหว่างเดือนพฤษภาอำมหิตเมื่อปี 2553 แม้ลูกหลานไม่อยากให้ไป ขนาดว่าจะจับยายขังห้องใส่กุญแจเลยทีเดียว

หนำซ้ำ ยายษายังเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอเชียร์เด็กรุ่นใหม่ และปันใจให้พรรคส้มในการเลือกตั้งปี 2566 อีกต่างหาก

“ดูในโทรศัพท์สิ ยายชูสามนิ้วตลอดเลย เชียร์เขานะ”

“ยายมาน้อยใจเพื่อไทยอะไรรู้เปล่า ถ้าเป็นมวยนะคะ ก็ให้เขาต่อยอยู่ข้างเดียว ไม่สู้เขา ยายเบื่อ”

ยายเล่าว่าเชียร์คนรุ่นใหม่เพราะสู้ดี พร้อมยกรายชื่อนักกิจกรรมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 มากล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็น ไมค์ [ภาณุพงศ์] มายด์ [ภัสราวลี] รุ้ง [ปนัสยา] ทนายน้อย [อานนท์ นำภา] ฯลฯ ว่ายายก็ไปสู้ด้วยกันกับเด็ก ๆ เพราะอยากได้ประชาธิปไตยเต็มใบ ไม่คิดว่าเด็ก ๆ จะสู้กันมาได้ถึงขนาดนี้

“อย่างทนายอานนท์นี่ยายก็เป็นกองเชียร์เขา”

“ยายมองเห็นทะลุถึงลำไส้แล้ว ทีนี้เราพูดไม่ได้ ใครคือใคร ใครเป็นต้นเหตุ ที่เราไม่ได้ประชาธิปไตยเพราะฝ่ายตรงข้ามมันไม่ให้ เขาเกลียดเรา เขาเกลียดประชาธิปไตย เขาจะกุมอำนาจไว้คนเดียว”

“กฎหมายนี่ก็คือของเขา ศาลก็คือของเขา ข้าราชการทหารตำรวจก็คือของเขา เขาคุมหมดเลย”

ยายษาไม่เฉลยว่าเขาที่ว่าคือใคร แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือเหตุผลที่ทำให้ยายเชียร์พรรคสีส้ม ณ เวลานั้น

“แต่เดี๋ยวนี้ยายเปลี่ยน เพราะอะไรรู้เปล่า เพราะเขาไปเป็นไม้ค้ำให้โจร”

เมื่อถามย้ำว่ากลับมาเชียร์เพื่อไทยหลังจากพรรคประชาชนโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ใช่ไหม ยายตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า “ใช่” และสงสารทักษิณที่ติดคุก เพราะถึงอย่างไร ยายก็รอดตายจากน้ำท่วมปอดมาได้เพราะ ‘30 บาท’ ของทักษิณ

ยายษาบอกว่าเสียใจที่พรรคประชาชน ‘อุ้ม’ อนุทิน เพราะยายเชื่อว่า

“อนุทินมันเป็นนอมินีของฝ่ายตรงข้าม ตอนเขาสลายการชุมนุม [2553] มันก็เป็นฝ่ายนี้ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ยายก็รู้”

“เสียใจที่เราอุตส่าห์รัก เราต่อสู้กันมา เด็กๆ มันก็ติดคุกติดตารางกัน เด็ก ๆ มันก็เป็นกองเชียร์ให้พรรคประชาชน พอศาลรัฐธรรมนูญมายุบพรรค เขาก็เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ พวกเด็กริบบิ้นนักศึกษาก็หนีไปต่างประเทศกัน”

ยายษาต้องเสียใจถึงสองครั้งสองครา เพราะผิดหวังตั้งแต่เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ซ้ำถูกปัดตกนโยบายโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง

กระนั้นยายษาก็เชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือทนายอานนท์ ต่างคนต่างรู้กันว่ากฎหมายเป็นแบบนี้ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ ‘ไอ้ยุทธ์’ (ตามคำเรียกของคนแก่วัยใกล้ 90) สร้างขึ้นมาหลังปฏิวัติ ทำให้ขัดแข้งขัดขาฝ่ายประชาธิปไตยให้รวมกันไม่ได้ ยายจึงไม่เกลียดใคร

“ตระบัดสัตย์นี่มันมีความจำเป็น กฎหมายมันเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แล้วไอ้พวกประยุทธ์มันก็รักษาการต่อไป ไม่มีรัฐบาลแล้วประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์ ยายไม่คิดเกลียดอะไร”

ยายษายืนยันว่ายังเชียร์คนรุ่นใหม่ แม้รู้ว่าสู้ไม่ได้อย่างที่หวังเพราะกฎหมาย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising