กทม. เชื่อคุมสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาได้ แม้น้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุนยังสูง เตือน 11 ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำเฝ้าระวัง - ปภ.ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนสมุทรปราการเตรียมการป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลหนุนสูง - สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำชุดสุดท้ายลงอ่าวไทย คาดหลังวันที่ 13 พ.ย. นี้ ฝนตอนบนของประเทศจะลดลง - 'ภราดร' เผยสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลน่าห่วง คาดอีก 2 วันจะเต็มความจุ ด้านกรมชลประทานระบายน้ำเพิ่มไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมพิจารณาแนวทางเยียวยาเพิ่มเติม และมาตรการ “ดีดบ้าน” ในพื้นที่ท่วมซ้ำซาก
11 พฤศจิกายน 2568 นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ว่ายังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จากการระบายน้ำของกรมชลประทาน โดยคาดว่าปริมาณน้ำจะทรงตัวในช่วงวันที่ 11–12 พฤศจิกายนนี้ ก่อนมีแนวโน้มลดระดับลงหลังจากนั้น โดยวานนี้ (10 พ.ย. 68) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณสะพานพุทธ–ท่าเตียน ยืนยันสถานการณ์ยังควบคุมได้ พร้อมสั่งทุกเขตริมเจ้าพระยาเฝ้าระวัง “3 น้ำ” ทั้งน้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝน ตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ ขณะนี้น้ำเหนือเพิ่มเป็นราว 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่น้ำหนุนน้อยลง ระดับน้ำสูงสุดราว 2.1 เมตร ต่ำกว่าแนวคันป้องกัน 2.8 เมตร เหลือระยะปลอดภัย 70 เซนติเมตร พร้อมใช้วิธี “สูบสู้” ระบายน้ำที่รั่วซึมกลับสู่แม่น้ำ ป้องกันล้นเข้าถนน ย้ำ กทม. ควบคุมสถานการณ์ได้ มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอดเวลา
กทม. เตรียมพร้อมเต็มกำลัง ป้องกันน้ำเหนือ–น้ำหนุน โดยได้ประสานความร่วมมือกับ กรมชลประทาน กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมแผนรองรับมวลน้ำ โดยตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วมตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ รวมระยะทาง 88 กิโลเมตร
- แนวป้องกันน้ำของ กทม. 80 กม.
- แนวป้องกันของเอกชนและหน่วยงานอื่น 3.65 กม.
- แนวฟันหลอหรือยังไม่สามารถป้องกันได้ 4.35 กม.
ทั้งนี้ สำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต ได้เรียงกระสอบทรายป้องกันน้ำทะเลหนุนและน้ำเหนือหลากแล้วเสร็จ 100% โดยมีระดับความสูง +2.40 ถึง +2.70 ม.รทก. พร้อมดูแลแนวป้องกันที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแนวฟันหลอให้สามารถใช้งานได้ในภาวะฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ ระบุว่า กรุงเทพมหานครมี 11 ชุมชน นอกแนวคันป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ครอบคลุมพื้นที่ 6 เขต ได้แก่ ดุสิต พระนคร บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน รวมทั้งสิ้น 320 หลังคาเรือน ประชากรราว 1,070 คน ซึ่งเป็นพื้นที่ตลิ่งต่ำและมีโอกาสได้รับผลกระทบโดยตรงหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการให้ทุกเขตเร่งเสริมแนวกระสอบทราย ตรวจสอบแนวฟันหลอ และสร้างสะพานไม้ชั่วคราวในจุดจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสัญจรได้ปลอดภัย รวมทั้งเตรียมกระสอบทรายสำรองและเครื่องสูบน้ำในจุดสำคัญ และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอดแนวพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที
ด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้ ฝนลดลงต่อเนื่อง ไม่เพิ่มความเสี่ยงน้ำหลาก โดยรายงานว่า ขณะนี้ปริมาณฝนทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง หลังพายุ “ฟงวอง” ในทะเลจีนใต้ตอนบนเปลี่ยนทิศทางไปทางตอนเหนือ และไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้ช่วงนี้ ไม่มีมวลฝนก้อนใหญ่เข้ามาเติมระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ถือว่าไม่น่ากังวลเรื่องน้ำฝนในช่วงเฝ้าระวังนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. เป็นต้นไป มวลอากาศเย็นจากจีนจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุม ทำให้อากาศเย็นลงและฝนลดลงอย่างชัดเจน
ปภ.ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนสมุทรปราการเตรียมการป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลหนุนสูง
วันนี้ (11 พ.ย.68) เวลา 09.06 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งข้อความแจ้งสถานการณ์น้ำ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำที่ 2,800 ลูกบาศก์เมตร /วินาที ประกอบกับช่วงนี้มีน้ำทะเลหนุนสูงจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ผู้อยู่ริมน้ำได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
จึงขอให้ประชาชนจังหวัดสมุทรปราการที่อยู่ในพื้นที่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอพระประแดง อำเภอบางบ่อ และพื้นที่ใกล้เคียง ที่อยู่ใกล้พื้นที่ริมทะเล แม่น้ำเจ้าพระยา /คลองสาขา และในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมการป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและน้ำทะเลหนุนสูง หลีกเลี่ยงการกลับรถใต้สะพานที่มีน้ำท่วมขัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหมั่นสังเกตุพนังกั้นน้ำ/คันกั้นน้ำ หากชำรุดหรือผิดปกติให้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ทันที หรือที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรปราการ โทร 02 382 6040 /
สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำชุดสุดท้ายลงอ่าวไทย คาดหลังวันที่ 13 พ.ย. นี้ ฝนตอนบนของประเทศจะลดลง
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะบางจังหวัดที่ประสบปัญหามาเป็นระยะเวลานานหลายเดือน เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เร่งคลี่คลายปริมาณน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ขณะนี้ได้ประสานกรมชลประทานระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งลุ่มต่ำที่ยังมีพื้นที่รองรับเพิ่มเติม เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ แต่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพและระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันออก และตะวันตกของเขื่อนเจ้าพระยา ให้ได้มากที่สุด คาดว่าการระบายปริมาณน้ำนี้จะเป็นชุดสุดท้ายของฤดูฝน ปี 2568
เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ประเมินฝนในพื้นที่ตอนบนจะลดลง ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ และไม่มีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากพายุเพิ่มเติม เพราะมวลความกดอากาศสูงได้แผ่เข้าปกคลุมพื้นที่ โดยฝนจะเคลื่อนตัวไปตกหนักในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น คาดจะสามารถเริ่มระบายน้ำในอัตราต่ำกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 2 - 3 ของเดือนธันวาคมนี้
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่และให้เร่งหาแนวทางชดเชยเยียวยาเพิ่มเติมให้ผู้ประสบอุทกภัยมากกว่า 30 วัน รวมถึง กำชับให้เร่งรัดโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในระยะยาว
รองเลขาธิการ สทนช. ย้ำว่า ปีนี้มีฝนตกเหนือเขื่อนเจ้าพระยามากเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2565 โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนมีฝนตกหนักจากอิทธิพลทางอ้อมของพายุ “คัลแมกี” แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำระลอกใหม่ไหลเข้าเขื่อนภูมิพลเพิ่มเติม
ปัจจุบัน เหลือช่องว่างรองรับน้ำอยู่อีกเพียงประมาณ 127 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำโดยไม่ต้องเปิดทางระบายน้ำล้นฉุกเฉินของเขื่อน (Spillway) ด้วยการทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล หากจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มเติมจะไม่เกิน 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน สำหรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าปี 2565 ที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาสูงสุด 3,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปี 2554 ระบายน้ำท้ายเขื่อนสูงสุด 3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
'ภราดร' เผยสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพลน่าห่วง คาดอีก 2 วันจะเต็มความจุ ด้านกรมชลประทานระบายน้ำเพิ่มไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมพิจารณาแนวทางเยียวยาเพิ่มเติม และมาตรการ “ดีดบ้าน” ในพื้นที่ท่วมซ้ำซาก
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ ว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์ ซึ่งมีความน่าเป็นห่วง และตัวเลขการระบายน้ำที่ประเมินไว้ คือ 90 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่การระบายของเขื่อนภูมิพล มีเพียงแค่ 45-48 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นั่นหมายความว่าเกินภูมิพลจะต้องรับน้ำสะสมประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ความจุของเขื่อนอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสามวัน เขื่อนภูมิพลก็จะเต็ม นับจากวันนี้เหลือแค่สองวัน เมื่อเขื่อนเต็มก็ต้องระบายน้ำเพิ่ม ขึ้นเป็น 50-55 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนเต็ม
ดังนั้น ระดับน้ำของแม่น้ำปิง ลงมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ต้องสูงขึ้นตามอัตโนมัติ ซึ่งขณะนี้กรมชลประทาน ระบายน้ำอยู่ที่ 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้าเป็นนั้น ก็ต้องหาวิธีการระบายน้ำเพิ่ม พร้อมทั้งต้องหาทางแก้ไข โดยใช้เขื่อนสิริกิติ์ เพราะปริมาณน้ำเข้าเขื่อนไม่มากเท่าเขื่อนภูมิพล สามารถลดการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ได้ โดยลดวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ลดน้อยหรือน้อยกว่านั้นทำให้การเติมน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาลดน้อยลงได้
นอกจากนี้ กรมชลประทานรับปากว่าจะระบายน้ำออก ทั้งทางฝั่งตะวันตก และตะวันออกเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมระบายอยู่ที่ 500 ลูกบากศ์เมตรต่อวินาที จะระบายเป็น 600-650 ลูกบากศ์เมตรต่อวินาที เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณของเขื่อนภูมิพล เมื่อเป็นเช่นนั้นปริมาณน้ำที่ระดับแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะคงอยู่ที่ปริมาณเดิมได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมา คือพื้นที่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่จะต้องรับน้ำเพิ่ม อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง จึงได้กำชับว่าการเอาน้ำเข้าทุ่ง ควรระบายน้ำเข้าไปในปริมาณที่พอสมควร ไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบ
สำหรับมาตรการในการเยียวยา ที่ทางกรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจเพิ่มเติมมานั้น ก็จะมีการอนุมัติเพิ่มเป็นรอบ เพื่อไม่ให้ล่าช้า ส่วนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในช่วงหน้าฝน ก็ได้รับเงินเยียวยาไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังดูมาตรการเพิ่มเติมสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบยาวนาน สองหรือที่เรียกว่าอยู่ในน้ำยาวนาน 2-3 เดือน นายกฯมีแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมอยู่แล้วรวมทั้งมาตรการช่วยเหลือเกี่ยวกับการดีดบ้าน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
ที่มาเรียบเรียงจาก NBT Connext [1] [2] [3] [4]
