วานนี้ 'จำนงค์ - ธีรเนตร' สมาชิกพีมูฟ เดินไปศาลแขวงดุสิต ตรวจพยานหลักฐานนานกว่า 6 ชม. ในคดีละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เจ้าตัวยืนยันเป็นการชุมนุมโดยสงบ และเป็นสิทธิตาม รธน. เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองสู้ ประกาศห้ามชุมนุม 50 เมตร รอบทำเนียบฯ ของตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย หวังเป็นบรรทัดฐานการใช้เสรีภาพของประชาชน
13 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวานนี้ (12 พ.ย.) ที่ศาลแขวงดุสิต ธีรเนตร ไชยสุวรรณ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) พร้อมด้วย จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ และทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เดินทางเข้าตรวจคำให้การและพยานหลักฐานตามการนัดของศาล ในคดีที่ถูกฟ้องตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม ฝ่าฝืนคำสั่งประกาศห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล โดยศาลใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ในการตรวจคำให้การและพยานหลักฐานในครั้งนี้
ทนายยืนยันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง
ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจพยานว่า วันนี้เป็นการตรวจพยานใน 2 คดี คือ
- ธีรเนตร และจำนงค์ ถูกฟ้องร่วมกันจากการละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
- จำนงค์ ถูกฟ้อง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ คนเดียว
ทิตศาสตร์ ระบุว่า ทางเขาได้เสนอพยานบุคคลและพยานเอกสารต่อศาลเรียบร้อย พร้อมมีพยานบางส่วนที่จำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยยืนยันในข้อเท็จจริงว่า เรายอมรับว่าได้จัดชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจริง แต่เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญให้ไว้
ทิตศาสตร์ ย้ำว่าคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อ้างมาตรา 7 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นคำสั่งที่ "ออกโดยไม่ชอบ" และต้องได้รับการตรวจสอบในชั้นศาล โดยคดีนี้ศาลกำหนดนัดสืบพยานต่อในวันที่ 11-12 ธ.ค. 2568 ส่วนคดีของคุณจำนงค์ เพียงคนเดียวจะสืบในวันที่ 18-19 ธ.ค. 2568 ซึ่งโจทก์และจำเลยจะสืบพยานฝ่ายละหนึ่งนัด
"เราไม่กังวลอะไร เพราะนี่คือการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุม ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เป็นการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการชุมนุม หากเราไม่สู้ ครั้งต่อ ๆ ไปการชุมนุมในเขต 50 เมตรจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่จะอ้างคำสั่งลักษณะนี้ออกมาซ้ำอีก" ทิตศาสตร์ กล่าว
'พีมูฟ' ลั่นเตรียมยื่นศาลปกครองสู้คำสั่งห้าม 50 เมตร
ธีรเนตร กล่าวภายหลังการตรวจคำให้การและพยานหลักฐานว่าจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองควบคู่กันไป เนื่องจากคำสั่งห้ามดังกล่าวออกภายหลังจากที่พีมูฟ แจ้งการชุมนุมอย่างถูกต้องแล้ว ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบและละเมิดสิทธิตามกฎหมาย
"เมื่อเราแจ้งการชุมนุมตามระเบียบแล้ว เจ้าหน้าที่กลับออกประกาศห้ามภายหลัง โดยอ้างรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นคำสั่งที่ขัดต่อหลักการปกครอง ผมคิดว่ามันไม่เป็นผลดี เพราะเป็นสิทธิในการเรียกร้องและแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน หากไม่สามารถแสดงออกหรือชุมนุมได้ การเมืองของประเทศก็จะวนอยู่ในวงจรเดิม" ประธานพีมูฟ กล่าว
ธีรเนตร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตนมากขึ้น และยังถูกจำกัดโดย พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่ใช้ปิดกั้นการแสดงออก เขายืนยันว่าจะไม่ยอมรับคำสั่งนี้และจะสู้ในชั้นศาลปกครองต่อไป พร้อมชี้ว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อพีมูฟเพียงกลุ่มเดียว แต่เพื่อเปิดทางให้กลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐสามารถลุกขึ้นใช้สิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนี่จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้ภาคประชาชนรุ่นต่อไป
'จำนงค์' ยืนยันชุมนุมโดยสงบ สู้ถึงที่สุดตามสิทธิเสรีภาพ
จำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาพีมูฟ กล่าวยืนยันว่าจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะการชุมนุมของเราเป็นการชุมนุมโดยสงบ และใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวของพีมูฟเกิดจากปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ในพื้นที่ จึงต้องเข้ามายื่นข้อเรียกร้องต่อส่วนกลาง เราจะยื่นศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิกประกาศห้ามดังกล่าว และจะสู้ให้ถึงที่สุดตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เพื่อปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชนทุกคน
"สิทธิในการชุมนุมไม่ใช่อาชญากรรม" Protection International Thailand กล่าวสนับสนุนพีมูฟ ย้ำสิทธิเสรีภาพคือรากฐานของสังคมยุติธรรม รัฐควรแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยความรับผิดชอบแทนการดำเนินคดี
ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International Thailand กล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบไม่ใช่อาชญากรรม แต่คือหัวใจของประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การดำเนินคดีต่อแกนนำพีมูฟ สะท้อนถึงวิกฤติของพื้นที่พลเมืองในประเทศไทย ที่รัฐยังคงใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจำกัดเสียงของประชาชน แทนที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาตามครรลองประชาธิปไตย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่บรรยากาศเลือกตั้ง การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับยังคงเกิดขึ้นอย่างน่ากังวล
ตัวแทนจาก Protection International Thailand กล่าวอีกว่า ข้อเรียกร้องของพีมูฟ ล้วนมุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่ตอบโต้ด้วยการคุกคามหรือดำเนินคดี
ปรานม กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ต้องรับรองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในรัศมี 50 เมตร หรือที่ใดก็ตาม เพราะสิทธิเหล่านี้คือรากฐานของสังคมที่ยุติธรรมและเท่าเทียม
"เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทุกฝ่าย รวมทั้งศาล เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องอย่างสันติ เพื่อให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง" ตัวแทนจาก PI ระบุ
พีมูฟถูกฟ้อง 4 คดีรวด
สำหรับที่มาที่ไปของคดีนี้สืบเนื่องจากการชุมนุมของพีมูฟเมื่อเดือน ก.พ. 2567 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ดินตามที่เคยสัญญาไว้ การชุมนุมเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-28 ก.พ. 2567 รวม 24 วัน
ภายหลังการชุมนุมสิ้นสุดได้มีหมายเรียกผู้ต้องหาส่งถึงธีรเนตร โดยเป็นคดีระหว่าง พ.ต.ท.ชัยธัช เชียงทา ผู้กล่าวหา กับ จำนงค์ หนูพันธ์กับพวก ผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นคดีอาญา สน.ดุสิต ที่ 41/2567, 63/2567 และ 64/2567
ตลอดช่วงเดือน ต.ค. 2567 ถึง เม.ย. 2568 มีสมาชิกพีมูฟ ถูกดำเนินคดีรวมอย่างน้อย 4 คดี มีผู้ถูกกล่าวหา 17 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาเดียวกันกับธีรเนตร และจำนงค์
พีมูฟ ยืนยันว่า ทุกครั้งได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าตามกฎหมาย การดำเนินคดีจึงถือเป็นการใช้กฎหมายปิดปากประชาชนเพราะการชุมนุมของพวกเขาดำเนินไปอย่างสงบ สันติ และมีเจตนาเพื่อเรียกร้องเชิงนโยบาย ไม่ได้ก่อความเดือดร้อนแก่สาธารณะ
องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมหนุน ยุติฟ้องประชาชน–ทบทวนกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชน รวมถึง เครือข่ายทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมพีมูฟ พร้อมเสนอให้ทบทวน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ
