คงไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในปัจจุบัน กับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในเวลาเดียวกัน ในวงการวิชาการของฮ่องกงตอนนี้กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "AI ลวง" หรือการใช้ AI สร้างข้อมูลเทียมที่ดูน่าเชื่อถือขึ้นมา เพราะว่าเมื่อ ต.ค. 68 มีการตรวจสอบพบเปเปอร์วิชาการเขียนโดยนักศึกษาปริญญาเอก ใช้แหล่งอ้างอิงที่สร้างโดย AI และไม่มีอยู่จริง จำนวน 20 จุดด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้อาจสะท้อนปัญหาจรรยาบรรณ และกระทบความน่าเชื่อถือของแวดวงวิชาการฮ่องกง
ทางมหาวิทยาลัยฮ่องกง (The University of Hong Kong) ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินการทางวินัยอย่างเหมาะสมกับการละเมิดหลักจรรยาบรรณและมาตรฐานทางวิชาการที่พวกเขาตรวจพบจากเปเปอร์วิชาการที่ชื่อ "Forty years of fertility transition in Hong Kong" ซึ่งเป็นงานวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ "China Population and Development Studies" มีการใช้เอไอลวง สร้างแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ไม่มีข้อมูลอยู่จริงขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่างานวิชาการดังกล่าวนี้จะทำผิดในเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ใส่อ้างอิงเทียม แต่ Paul Yip ศาสตรเมธาจารย์ด้านสาธารณสุขประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัย HKU หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัยนี้ได้เปิดเผยว่า ถึงแม้จะมีการใช้งานเอไอ เพื่อ "ช่วยจัดระเบียบ" ให้กับการอ้างอิงจริง แต่ก็ไม่ได้มีการใช้เอไอกับตัวเนื้อหาเลย และยืนยันว่าตัวเนื้อหาไม่ได้มีการแต่งขึ้นเองแต่อย่างใด และผ่านการตรวจสอบแล้ว 2 รอบ
Yip กล่าวขอโทษและขอรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นกับงานวิชาการนี้ในฐานะผู้ร่วมเขียนงาน เขาบอกว่าตัวเขาเองก็รู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกว่าหลังจากนี้จะมีการจัดให้นักศึกษาลงเรียนคอร์สวิชาการใช้เอไอให้ดีขึ้นก่อน โดยที่ Yip เป็นที่รู้จักในฐานะของคนที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องเทรนด์การฆ่าตัวตายในฮ่องกง
สำหรับงานวิชาการ "Forty years of fertility transition in Hong Kong" มีผู้เขียนหลักคือ Bai Yiming นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU) โดยมี Yip เป็นผู้เขียนร่วม และมีผู้เขียนร่วมคนอื่นๆ อีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือ Billy Li นักวิจัยของสำนักงานสัมมะโนประชากรและสถิติของรัฐบาลฮ่องกง
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องที่มีการใช้เอไอระบุแหล่งอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริงนั้น ทาง HKU ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะมีการแก้ไขในเรื่องนี้โดยการวางนโยบายที่เข้มงวดขึ้นและวางแนวทางปฏิบัติในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยทางวิชาการ พวกเขามองว่าข้อกล่าวหานี้เป็นเรื่องจริงจังมาก และจะทำการสืบสวนในเรื่องนี้อย่างเป็นไปตามระเบียบการต่อไป
มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเปเปอร์งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้นำเสนอข้อมูลภูมิหลังของผู้ร่วมเขียนงานวิจัยแบบขัดแย้งกันเอง คือ ภูมิหลังของ KP Wat, Eddy Lam และ BK So โดยในช่วงที่มีการแนะนำตัวผู้เขียนในเปเปอร์ระบุว่า Wat และ Lam เป็นนักวิชาการของ HKU ส่วน So นั้นมาจากมหาวิทยาลัยจี้หนาน มณฑลกว่างโจว แต่ในอีกส่วนหนึ่งที่ระบุถึงผู้เขียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง กลับระบุว่า Wat และ Lam มาจากมหาวิทยาลัยเมโทรโปลิแทนฮ่องกง ซึ่งเป็นคนละที่กับ HKU และระบุว่า So มาจากมหาวิทยาลัยจี๋หลินในเมืองฉางชุน
หรือเรื่องนี้จะสะท้อนปัญหาการตีพิมพ์เผยแพร่ทางวิชาการในฮ่องกง
มีข้อสังเกตอีกว่า การอ้างอิงที่ใช้เอไอทำขึ้นและไม่มีอยู่จริงนั้นมีอยู่ถึง 1 ใน 3 ของการอ้างอิงทั้งหมดในเปเปอร์ที่เป็นปัญหา และถึงแม้จะมีจุดที่พลาดจำนวนมากถึง 20 แห่ง แต่กลับผ่านการตรวจประเมินโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่ากระบวนการ Peer Review มาได้
ในรายงานของมหาวิทยาลัยแฮรัลด์ (University Herald) ระบุว่า งานวิชาการ "Forty years of fertility transition in Hong Kong" ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ มันดูเหมือนงานวิชาการเชิงวิเคราะห์ประชากรที่มีออกมาให้เห็นอยู่เป็นประจำในวารสาร แต่ก็มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์ว่า เพื่อนเขามองว่างานวิจัยนี้มีความน่าสงสัยอยู่ จนกระทั่งพบว่ามีการอ้างอิงที่ใช้เอไอสร้างขึ้น และไม่มีอยู่จริง จำนวน 20 แห่งจากแหล่งอ้างอิงทั้งหมด 61 แห่ง ทำให้มีการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น "AI ลวง" ซึ่งหมายถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างข้อมูลเทียมขึ้นมา แล้วดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้
ที่น่าเป็นห่วงคือมันสามารถหลอกกระบวนการตรวจสอบทางวิชาการได้ จนกระทั่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาด้วย
แล้วเอไอลวงที่ว่านี้ทำงานอย่างไร มันคือการที่เวลานักวิจัยใช้เครื่องมือเอไออย่าง ChatGPT เพื่อช่วยทบทวนวรรณกรรมหรือสร้างการอ้างอิง แล้วตัวเอไอพวกนี้จะไม่ค้นหาฐานข้อมูลเปเปอร์งานวิชาการที่มีอยู่จริง แต่พวกมันจะทำนายว่าคำอ้างอิงที่น่าเชื่อถือน่าจะดูเป็นอย่างไร แล้วก็สร้างการอ้างอิงนั้นขึ้นมาเอง โดยพิจารณาจากแบบแผนในข้อมูลที่ใช้ฝึกฝนเอไอเหล่านั้น
ผลที่ตามมาคือ การอ้างอิงข้อมูลจะเป็นไปตามแบบแผนการอ้างอิงทางวิชาการ มีหัวข้อของแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงมาฟังดูน่าเชื่อถือ มีชื่อผู้เขียนที่ดูน่าจะมีอยู่จริง และมีชื่อดูเหมือนจะเป็นการอ้างอิงทางวิชาการจริงๆ เพราะเอไอได้เรียนรู้ไว้แล้วว่าการอ้างอิงทางวิชาการต้องนำเสนอออกมาในรูปแบบไหน เว้นแต่ว่าสิ่งที่เอไอสร้างขึ้นมานั้นไม่ได้มีอยู่จริงเลย
ด้วยความที่เอไอได้สร้างการอ้างอิงที่ดูน่าเชื่อถือมาก ทำให้ตรวจจับได้ยากถ้าไม่ไปไล่ตรวจดูแหล่งที่มาเป็นรายชิ้น เพราะมันไม่ได้มีการสะกดผิดหรือมีความผิดพลาดเรื่องแบบฟอร์มเลย คือถ้าผู้ตรวจพิจารณาดูผ่านๆ แล้วจะไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติเลย
เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาสำหรับ "Peer Review" ที่ต้องทำงานหนักขึ้นในการตรวจสอบงานวิจัยพวกนี้ ทั้งที่พวกเขามักจะได้ทำงานพวกนี้แบบเป็นงานอาสาไม่มีค่าจ้าง การจะไล่ตามค้นหาแหล่งอ้างอิงทุกแหล่งว่ามีอยู่จริงหรือไม่นั้นก็เป็นงานที่ยากมาก เพราะงานวิจัยที่ส่งเข้ามาให้ตรวจสอบก็มีเป็นร้อยๆ ชิ้นในแต่ละปี อีกทั้งการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบรรณาธิการงานวิชาการนั้นๆ ด้วยว่าจะให้ใครเป็นผู้ตรวจสอบการอ้างอิง
ปัญหาของงานวิชาการจาก HKU ในครั้งนี้อาจจะก่อปัญหาเรื่องความไม่ไว้วางใจต่องานวิชาการ ในขณะเดียวกัน มันก็ได้สะท้อนให้เห็นช่องว่างของการกำกับดูแลงานวิชาการในยุคสมัยชของเอไอด้วย ทำให้มีการเสนอทางแก้ไขปัญหาหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการออกนโยบายกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์กับงานวิชาการ การอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยในการตรวจจับการใช้เอไอ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิชาการจากเดิมที่กดดันให้นักวิชาการต้องมีงานวิจัยตีพิมพ์เท่านั้นถึงจะอยู่รอดในวงการได้ การเพิ่มทรัพยากรในทางบรรณาธิการ การกำหนดให้มีความโปร่งใสโดยต้องระบุว่ามีการใช้เอไอหรือไม่ในส่วนไหนบ้าง รวมถึงการกำหนดบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืนหลักจรรยาบรรณงานวิขาการ หรือให้รางวัลต่อการพิสูจน์ยืนยันที่มีความระมัดระวัง
เรียบเรียงจาก
University of Hong Kong probes non-existent AI-generated references in paper; prof. says content not fabricated, HKFP, 10-11-2025
20 Fake Citations Slip Past Peer Review: AI 'Hallucinations' Expose Crisis in Academic Publishing, University Herald, 10-11-2025
