สื่อ Rest of World สัมภาษณ์ 'หู อันเยี่ยน' อดีตคนส่งพัสดุในจีน ผู้เขียนหนังสือ "ฉันส่งพัสดุในปักกิ่ง" (I Deliver Parcels in Beijing) เล่าประสบการณ์ทำงานหนักภายใต้ระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ที่เอาเปรียบแรงงานระดับล่าง ทำงานสัปดาห์ละ 70-80 ชั่วโมง ได้เงินไม่ถึง 5,000 หยวนต่อเดือน หนังสือกลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ปี 2023 สะท้อนความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและชีวิตคนทำงานที่ไม่ถูกให้ความสำคัญ
ภาพปกหนังสือ "ฉันส่งพัสดุในปักกิ่ง" (I Deliver Parcels in Beijing) เขียนโดย 'หู อันเยี่ยน' (Hu Anyan) | ภาพจาก: Rest of World
'หู อันเยี่ยน' (Hu Anyan) อายุ 46 ปี เคยทำงาน 19 อาชีพใน 6 เมืองทั่วจีน ตั้งแต่ขายจักรยาน เปิดร้านเสื้อผ้า ทำงานในเบเกอรี่ ทำภาพสถาปัตยกรรม 3 มิติ เวรกลางคืนที่คลังสินค้า จนมาเป็นคนส่งพัสดุ
ชีวิตที่ผ่านมาของเขากลายมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า "ฉันส่งพัสดุในปักกิ่ง" (I Deliver Parcels in Beijing) ซึ่งเล่าถึงประสบการณ์การทำงานทุกอย่างในแบบที่อ่านง่าย เต็มไปด้วยรายละเอียด สีสัน และอารมณ์ขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจอหัวหน้าที่ใช้คำพูดหยาบคาย ลูกค้าที่โมโหโวยวาย หรือคอนโดหลายชั้นที่ต้องเดินส่งของจนปวดขา
หนังสือเล่มนี้วางขายในปี 2023 และกลายเป็นหนังสือขายดีทันที ผู้อ่านชาวจีนชอบเรื่องราวของคนส่งพัสดุหลายล้านคนที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซประสิทธิภาพสูงของจีน แต่แรงงานแต่ละคนกลับถูกมองว่าทดแทนได้ตลอดเวลา หลายคนยังรู้สึกเข้าใจกับสิ่งที่หูเขียน เพราะมันสะท้อนความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โอกาสก้าวหน้าในสังคมที่ลดน้อยลง การว่างงาน และงานที่ไม่ได้ให้ความหมายอะไรกับชีวิต
ก่อนหนังสือจะวางขายในอเมริกาโดยแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยแจ๊ค ฮาร์กรีฟ (Jack Hargreaves) หูได้คุยกับสื่อ Rest of World ถึงเส้นทางการเขียนของเขา มุมมองเรื่องคนส่งพัสดุจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ และสิ่งที่อยากให้ชาวอเมริกันได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้

'หู อันเยี่ยน' (Hu Anyan) ผู้เขียนหนังสือ "ฉันส่งพัสดุในปักกิ่ง" (I Deliver Parcels in Beijing) | ภาพจาก: PEN America
คุณเริ่มเขียนได้อย่างไร และหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
ประมาณปี 2009 ผมเปิดร้านเสื้อผ้าผู้หญิงในนานกิง (Nanjing) เป็นงานที่ทรมานมาก ตอนนั้นแฟนสาวเลิกกับผมด้วย ผมอายุ 30 ปี และรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก ผมเลยเริ่มทำงานเขียน มันเหมือนการหนีไปอยู่อีกโลก หรือเหมือนการสวดมนต์
เกือบ 2 ปี ผมใช้เวลามากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวันอ่านหนังสือ เขียน และคุยกับนักเขียนคนอื่นในเว็บบอร์ดวรรณกรรมออนไลน์ แล้วผมก็กลับไปทำงาน เขียนแค่เป็นครั้งคราว ปี 2020 ช่วงโควิด-19 ผมมีเงินเก็บพอจะกลับมาเขียนจริงจังอีกครั้ง บทความหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับการทำงานในคลังสินค้าได้รับความสนใจมากบน Douban ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดีย
มีกลุ่มศิลปินเอาเรื่องที่ผมเขียนไปทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ผมก็เพิ่มเรื่องส่งพัสดุเข้าไป หลังจากนั้นบรรณาธิการหลายคนก็มาติดต่อ ผมทำงานกับบรรณาธิการคนหนึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานทุกอย่างของผม ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับตัวเอง แต่ผมตระหนักว่าหนังสือเล่มนี้บรรลุเป้าหมายเดียวกันกับที่ผมอยากทำผ่านนวนิยาย นั่นคือการสร้างความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับผู้อ่าน
ในประเทศจีนการส่งพัสดุถึงมือลูกค้าเร็วมาก คุณคิดว่าการช็อปปิ้งออนไลน์ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นไหม?
ประเทศเรามีระบบขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ทันสมัย แต่ความก้าวหน้านี้เกิดขึ้นจากการเอาเปรียบแรงงานระดับล่างของอุตสาหกรรม
ตอนนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ส่งพัสดุถึงวันถัดไปได้ถ้าอยู่ในเมืองเดียวกัน นั่นหมายความว่ารถบรรทุกใช้เวลาทั้งวันขนพัสดุไปที่คลังสินค้า กลางคืนพนักงานในคลังก็คัดแยกพัสดุตามจุดหมาย ตอนที่ผมทำเวรกลางคืนในปี 2017 ถึง 2018 ผมได้เดือนละไม่ถึง 5,000 หยวน (ประมาณ 24,000 บาท) ผมคิดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วคงทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีเราทันสมัยกว่า แต่เพราะเรามีแรงงานล้นตลาด
นักธุรกิจเทคโนโลยีพูดกันถึงเรื่องใช้โดรนและรถไร้คนขับมาแทนคนส่งพัสดุ หรือให้หุ่นยนต์ทำงานในคลังสินค้า คุณคิดว่าคนทำงานกังวลเรื่องจะตกงานเพราะเทคโนโลยีไหม?
ผมได้ยินคนกังวลเรื่อง AI มากกว่าจากคนทำงานออฟฟิศ ไม่ใช่จากคนทำงานใช้แรง เพื่อนร่วมงานเก่าของผมที่ทำงานใช้กำลังกายไม่ค่อยแสดงความกังวลแบบนี้ บางทีพวกเขาอาจไม่ค่อยติดตามข่าว หรืออาจกดดันเรื่องหาเลี้ยงชีพมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องนี้
บริษัทอีคอมเมิร์ซพูดเรื่องระบบอัตโนมัติมาหลายปีแล้ว แต่ผมรู้สึกว่าพวกเขาแค่อยากขายหุ้น คนทำงานในคลังสินค้าอาจถูกแทนที่ได้ แต่คนส่งของมีมากกว่า คนส่งพัสดุต้องรู้จักขับรถในสถานการณ์การจราจรที่ซับซ้อน เข้าใจความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัย และปรับตัวกับบุคลิกภาพและวิธีสื่อสารที่ต่างกัน หากจะให้หุ่นยนต์ทำแบบนี้ ต้นทุนมันแพงมาก
คุณอยากให้ส่วนไหนของประสบการณ์คุณสร้างความรู้สึกร่วมกับผู้อ่านมากที่สุด?
ผู้อ่านส่วนใหญ่ของผมเป็นคนทำงานออฟฟิศและคนที่มีการศึกษา หลายคนสนใจชื่อหนังสือเพราะอยากรู้เรื่องคนส่งพัสดุ หลายคนยังรู้สึกเข้าใจความผิดหวังของผมกับการเติบโตของอุตสาหกรรมออนไลน์ และความไม่เชื่อเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ การไล่ตามความสำเร็จและความมั่งคั่ง และการปีนบันไดสังคม
มีคนที่ได้ทั้งเงินเดือนและความเติมเต็มจากงาน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่มันยาก ผู้อ่านหลายคนสนใจคำถามนี้ว่า "ถ้าฉันไม่ได้โดดเด่นที่สุด ฉันควรจัดการกับความสัมพันธ์กับงานยังไง"
งานส่วนใหญ่ที่ผมทำหลังอายุ 30 ผมทำงานมากกว่า 70 หรือ 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผมเขียนเรื่องส่งพัสดุไว้แค่ 1% ของประสบการณ์จริงในหนังสือเล่มนี้ อีก 99% ของเวลาที่ทำงานนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้น มันยากที่จะไม่รู้สึกท้อแท้กับชีวิตในสถานการณ์แบบนั้น ผมเลยพยายามทำอะไรที่สร้างสรรค์ เช่นเขียนบทกวีและนวนิยาย เพราะมันจะเผยให้เห็นความเป็นเอกลักษณ์ของผม ผมเขียนเพราะผมไม่มีทางเลือกอื่น
คุณอยากให้หนังสือฉบับภาษาอังกฤษสร้างผลกระทบอะไรกับต่างประเทศ?
ผมหวังว่าจะช่วยให้ผู้อ่านต่างประเทศเรียนรู้เกี่ยวกับจีนมากขึ้น ผมเห็นชาวอเมริกันแสดงความเห็นออนไลน์ว่าเคยคิดว่าคนจีนมาแย่งงานพวกเขา แต่หลังจากดูสารคดีเกี่ยวกับแรงงานพลัดถิ่นในจีน เขาก็เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น
ความแตกแยกย่อมเกิดขึ้นในโลกนี้ เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ผมหวังว่าจากการเข้าใจกันมากขึ้น เราจะพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาต่อกัน ผมหวังว่าหนังสือของผมจะช่วยสร้างความเข้าใจนั้นได้
