Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ธำรงศักดิ์โพล' สำรวจ 5,300 คน ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในแนวทางสันติวิธี คือวิธีการที่จะดีต่อประเทศมากที่สุด ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา

15 พฤศจิกายน 2568 งานวิจัยส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากคนทั้งประเทศ จำนวน 5,300 คน เก็บแบบสอบถามระหว่าง 4-19 ตุลาคม 2568 โดยนักศึกษาปริญญาตรี-โท-เอก คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต 160 คน เก็บแบบสอบถามใน 53 จังหวัด 101 อำเภอและเขต

1. ข้อคำถามว่า “ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา ท่านคิดว่าควรแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใดที่จะดีต่อประเทศมากที่สุด” ผลการวิจัยพบว่า (มี 5,274 คนตอบคำถามข้อนี้)                            

- เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 32.69 (1,724 คน)
- รบทำสงครามให้ถึงที่สุด  ร้อยละ  24.52 (1,293 คน)
- ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 19.74 (1,041 คน)
- ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 23.05 (1,216 คน)

ข้อมูลรายภาค 

กรุงเทพฯ เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 35.1 รบทำสงครามให้ถึงที่สุด ร้อยละ 28.1 ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 19.5 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 17.3

ภาคกลาง เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 32.8 รบทำสงครามให้ถึงที่สุด  ร้อยละ  24.9 ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 18.0 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 24.3

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 33.6 รบทำสงครามให้ถึงที่สุด ร้อยละ 21.1 ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 20.9 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 24.4

ภาคเหนือ เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 29.0 รบทำสงครามให้ถึงที่สุด  ร้อยละ  20.1 ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 26.5 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 24.4

ภาคใต้ เจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 32.4 รบทำสงครามให้ถึงที่สุด  ร้อยละ  24.8 ให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 22.4 ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 20.4

ข้อสังเกต

1.แนวทางสันติวิธีคือการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชาที่ดีที่สุด รวมเจรจาตกลงกันทุกวิถีทาง ร้อยละ 32.69 และให้ศาลโลกตัดสิน ร้อยละ 19.74 รวมมีมากถึงร้อยละ 52.43

2. แม้ฝ่ายทหารและรัฐบาลไทยจะปฏิเสธการขึ้นศาลโลก และสื่อในสังคมไทยแทบจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ผลการสำรวจของประชาชนมีมากถึงร้อยละ 19.74 ที่ปรารถนาให้ศาลโลกตัดสินเพื่อยุติปัญหาอย่างแท้จริง

3. เสียงของคนกรุงเทพฯ ที่ให้รบทำสงครามให้ถึงที่สุด มีสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ คือ ร้อยละ  28.1

4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชามากที่สุด แนวคิดให้รบทำสงครามให้ถึงที่สุดอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งประเทศ คือมีเพียงร้อยละ  21.1 ส่วนใหญ่ปรารถนาให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสันติวิธีทั้งด้วยการเจรจาและไปศาลโลก

ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึก  

คำอธิบายของผู้เลือกวิธีการเจรจาแก้ไขปัญหากันทุกวิถีทาง ที่สำคัญได้แก่ การใช้กำลังอาวุธสงครามเพื่อครอบครองดินแดนไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถาวร, การใช้กำลังอาวุธสงครามเพื่อครอบครองดินแดนไม่เป็นที่ยอมรับของโลกนานาชาติ, ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนเป็นปัญหามรดกอาณานิคมที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีปัญหาแบบเดียวกัน, การเจรจาแบบสองประเทศและแบบมีประเทศเป็นกลางเข้าร่วมเป็นการแก้ไขปัญหาที่สันติวิธี, การเจรจาเป็นการรักษาสันติภาพและการอยู่ร่วมกันของคนสองประเทศ, เราย้ายดินแดนออกจากกันไม่ได้, สันติภาพค้ำจุนโลก, สันติภาพคือหนทางความเจริญของชาติไทย, สันติภาพคือหลักการชาติประชาธิปไตย
    
คำอธิบายของผู้เลือกวิธีการให้ศาลโลกตัดสิน ที่สำคัญได้แก่ ไทยเป็นชาติเจริญแล้ว, หากดินแดนเป็นของเราจริงก็ให้ศาลโลกตัดสินให้เด็ดขาดจะได้ยุติปัญหาอย่างสิ้นเชิง, ศาลโลกมีขึ้นเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี, ไทยเราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง, การยุติปัญหาด้วยศาลโลกจะทำให้ไทยหันไปใช้เวลากับการพัฒนาประเทศแทนการหมกมุ่นปัญหาเขตแดนแบบเดิม ๆ 
    
คำอธิบายของผู้เลือกวิธีการรบทำสงครามให้ถึงที่สุด ที่สำคัญได้แก่ ดินแดนตรงนั้นเป็นของไทยอย่างแน่นอน, ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยตลอดมา, ไทยมีกำลังรบเหนือกว่าดังนั้นควรยุติด้วยการรบให้เด็ดขาด ไทยควรสั่งสอนกัมพูชา, ไทยมีคนมากกว่ากัมพูชา, ไทยมีเศรษฐกิจที่ดีกว่ากัมพูชา, เราเสียดินแดนมาตลอด ควรยุติเรื่องนี้ได้แล้ว, เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว


หมายเหตุ : งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยส่วนบุคคล ทัศนะจากงานวิจัยไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาใดๆ ทั้งสิ้น และขอบคุณเพื่อนอาจารย์และนักศึกษาทุกคนเป็นอย่างสูงที่ช่วยเหลือในการวิจัยครั้งนี้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง