Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อุตสาหกรรมเหล้าอียูหวังใช้เอฟทีเอตีตลาดไทย ทำรายได้ภาษีลดลงปีละหมื่นล้าน แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้น คนดื่มมากขึ้น นักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตรายย่อยพัง รัฐบาลต้องหาแนวทางป้องกันผ่านบทเรียนต่างประเทศก่อนจะสายเกินไป

หนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของสหภาพยุโรปหรืออียูในการเจรจาเอฟทีเอกับไทยรอบนี้คือการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อียูต้องครอบครองให้ได้เนื่องจากอียูและสหราชอาณาจักรเป็นผู้ส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณครึ่งหนึ่งของโลกใบนี้หรือร้อยละ 51 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) จึงกล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดที่อียูจะได้ประโยชน์

ต้องยอมรับในอุตสาหกรรมนี้อียูมีความแข็งแกร่งมาก มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ซึ่งมีความเรื่องราวและความเป็นมายาวนาน ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา สภาพภูมิอากาศ สายพันธุ์องุ่นที่นำมาผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเทคโนโลยีการผลิตที่สั่งสมมานับพันปี

“เฉพาะเหล้าอย่างเดียว 30,000 แบรนด์ และเบียร์ 100,000 แบรนด์ มีแบรนด์ไวน์ 70,000 แบรนด์” วิฑูรย์กล่าว “และที่เป็นแบรนด์ระดับโลกขายได้ทั่วโลก นอกจากแบรนด์ท้องถิ่น อีก 500-800 แบรนด์ ฉะนั้นใครเจออียูเข้าไปก็สู้ไม่ไหว ก็เลยต้องมีมาตรการจำกัดทั้งในเชิงการค้าและผลกระทบที่เกิดขึ้น”

เหล่านี้คือข้อมูลที่เปิดออกมาในเวทีสาธารณะ ‘ผลกระทบและข้อเสนอภาคประชาชนต่อการเจรจาการค้า FTA Thai-EU’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมโรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร ซึ่งผลกระทบต่อสังคมไทยไม่ได้มีเพียงเท่านี้

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (แฟ้มภาพ)

ไทยได้ประโยชน์อะไรจากการลดภาษีเหล้าเป็นศูนย์

เมื่อดูข้อมูลการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยในปี 2565 จะพบว่า เรานำเข้าจากอียูและสหราชอาณาจักรสูงถึงร้อยละ 53 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด หากการเจรจาเอฟทีเอ อียูเป็นฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการนั่นคือการลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ จะทำให้รายได้หายไป 2 ส่วนประกอบด้วยส่วนที่เป็นเงินบำรุงร้อยละ 17.5 ที่เป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิต เงินส่วนนี้เป็นเงินที่นำส่งให้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยหรือไทยพีบีเอส เงินอุดหนุนด้านกีฬา เงินสำหรับผู้สูงวัย และเงินบำรุงท้องถิ่น เป็นต้น อีกส่วนคือเงินรายได้จากภาษีศุลกากรที่มาจากการนำเข้า ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 54-60 ของราคานำเข้า

เมื่อตัดรายได้ที่รัฐควรจะได้สองส่วนนี้ออกไปจะส่งผลให้ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าจากอียูลดลงทันทีร้อยละ 24

“กรณีเหล้านำเข้ายี่ห้อ Black Label ขายในราคาปัจจุบัน 1,729 บาท เมื่อจะทำเอฟทีเอ ภาษีเป็นศูนย์ ราคาจะถูกลงทันทีเลย 24 เปอร์เซ็นต์จาก 1,700 บาท เหลือแค่ 1,300 บาท ราคาน่าจูงใจขึ้นมาก หรือกรณีเบียร์ยี่ห้อสีเขียวราคาขายปลีกปัจจุบันอยู่ที่ 64 บาท ถ้าภายใต้เอฟทีเอจะเหลือแค่ 51.6 บาท”

ขณะที่ภาษีนำเข้าไวน์ถูกลดลงเหลือศูนย์ไปแล้วตั้งแต่สมัยเศรษฐา ทวีสินเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วยเหตุผลว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กระทรวงการคลังต้องส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีว่านโยบายนี้จะทำให้อำนาจต่อรองในการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูลดลง เท่ากับช่วยลดภาระของอียูในการเจรจาลงไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไวน์ภายในประเทศและสินค้าทดแทนที่มีราคาใกล้เคียงกัน เพิ่มปริมาณการดื่ม และรัฐต้องสูญเสียรายได้เฉพาะภาษีจากไวน์ประมาณ 429 ล้านบาทต่อปี

 

รายได้ลด แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่ม

หากมองในมุมผู้บริโภคก็ต้องยอมรับว่า ผู้บริโภคจะรับประโยชน์จากในแง่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าที่มีคุณภาพดี มีความหลากหลายกว่า 200,000 ชนิด ในราคาที่ถูกลง แต่ราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายก็มีมากไม่แพ้กัน

ประการแรกคือการสูญเสียรายได้จากภาษีศุลกากรดั่งที่กล่าวไปข้างต้น ตามมาด้วยผลกระทบต่อผู้ผลิตสุรา คราฟท์เบียร์ และไวน์ท้องถิ่น การเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว ปริมาณการดื่มต่อคนที่เพิ่มสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องด้านสุขภาพ ปัญหาครอบครัว และอุบัติเหตุบนท้องถนน

วิฑูรย์เปิดเผยผลการศึกษาว่าหากไทยยอมรับข้อเสนอของอียูโดยไม่มีเกราะป้องกันใดๆ สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถูกลงร้อยละ 20-25 การนำเข้าจากอียูจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 100-300 ขณะที่การนำเข้ารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 30-100 เมื่อราคาถูกลงย่อมทำให้ปริมาณการดื่มเพิ่มขึ้นพร้อมกับนักดื่มหน้าใหม่ รายได้จากภาษีหายไป 10,500 ล้านบาทต่อปี สวนทางกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้น

“แต่ว่าหมื่นล้านบาทของภาษีเหล้าที่หายไป มันไม่ได้สูญเสียแค่ภาษี มันมาพร้อมปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้น แต่เงินที่จะใช้จัดการปัญหาสุขภาพน้อยลง เขาเรียกว่า double losses หรือภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า fiscal health paradox คือขัดแย้งกันเอง คุณเจอ 2 เด้ง”

บทเรียนจากต่างประเทศ นำเข้าเพิ่มขึ้น ดื่มมากขึ้น แต่ผู้ผลิตในประเทศพัง

ข้อวิตกต่อปัญหาเหล่านี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากต่างประเทศที่มีข้อตกลงเอฟทีเอกับอียูและลดภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกฮอล์เป็นศูนย์ ยกตัวอย่างเช่น

“เปรูทำข้อตกลงกับอียูว่าจะลดภาษีเป็นศูนย์ภายใน 7-10 ปี หลังจากนั้นปี 2013-2023 การนำเข้าพุ่งพรวดเลย เพิ่มมากที่สุดก็คือเหล้า 4.6 เท่าตัว ปริมาณการดื่มเหล้าเพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 5.2 ลิตรต่อคนในปี 2010 เป็น 5.7 ลิตรต่อคนในปี 2019 แล้วสุราประจำชาติของเขาที่เรียกว่า PISCO ก็แทบขายไม่ได้เลย นั่นขนาดมีสุราประจำชาติแล้วนะ ของเรายังเป็นท้องถิ่นอยู่เลย ยังไม่เกิดเลย นี่พัง”

เช่นเดียวกับประเทศเอกวาดอร์ หลังจากลดภาษีเบียร์และไวน์เป็นศูนย์ตั้งแต่ปีแรก การนำเข้าจากอียูก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 9.8 เท่า Aguardiente เหล้าท้องถิ่นสูญเสียตลาดให้กับจินและว็อดก้านำเข้า ขณะที่จำนวนผู้ดื่มไม่เพิ่มขึ้น ยกเว้นกลุ่มผู้หญิงในเมือง แต่ก็มีการเปลี่ยพฤติกรรมการดื่มมาดื่มเครื่องดื่มนำเข้าแทน

กรณีประเทศโคลอมเบียก็เดินตามรอยผลกระทบเช่นเดียวกับเปรูและเอกวาดอร์ ส่งผลให้รัฐบาลเอกวาดอร์จำเป็นต้องออกมาตราบรรเทาปัญหาด้วยเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 เก็บค่าใบอนุญาตการขาย และให้อำนาจแต่ละจังหวัดสามารถออกใบอนุญาตระดับจังหวัด

“พอออกมาตรการเหล่านี้ปั๊บ จากที่สูงก็ลงมาเลย ประเทศไทยควรเรียนรู้อย่างยิ่ง แต่ที่คุณจะเจอแน่ๆ คืออียูจะฟ้อง WTO (องค์การการค้าโลก) ว่าขัดกับข้อตกลง ขัดระเบียบการค้า แต่ใช้เวลาในการฟ้องคดีประมาณ 10 ปี ยังเพิ่งต่อรองกันว่าจะลดเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นฟ้องไม่ต้องกลัว มันใช้เวลาในกระบวนการไต่สวน”

วิฑูรย์ยังยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าไทย แต่ก็ได้ผลลัพธ์เหมือนกับตัวอย่างประเทศอื่นๆ คือปริมาณการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงปี 2018-2022 เพิ่มร้อยละ 13.3 ต่อปี แต่ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมองค์กร เทรนด์สมัยใหม่ กฎหมายที่เข้มงวดจึงทำให้การดื่มโดยรวมลดลงเล็กน้อย

สร้างเกราะป้องกันก่อนสายเกินไป

เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแบบนี้แล้ว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าประเทศไทยควรทำอย่างไรเพื่อรับมือสถานการณ์ข้างหน้า วิฑูรย์เสนอว่า

“สิ่งที่เราทำได้ก็คือ อันที่ 1 ต่อรองให้นานที่สุด ถ้าทำได้ก็คือไม่เอาได้ไหม แต่ถ้าไม่ได้ต้องต่อรองอย่าให้เป็นศูนย์ตั้งแต่ปีแรก คือคุณมีเป้าอยู่ที่ 10 ปีเป็นต้นและหวังว่าภายใน 10 ปีจะจัดการปัญหาผลกระทบได้”

ข้อเสนอต่อมาคือใช้วิธีการเดียวกับรัฐบาลเวียดนามที่ขึ้นภาษีสรรพสามิตแทนภาษีศุลกากรและควรเพิ่มก่อนที่ข้อตกลงจะมีผลผูกพัน โดยเวียดนามเพิ่มภาษีสรรพสามิตในบางรายการจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 90 จากปี 2021-2033 ซึ่งช่วยทดแทนรายได้ที่สูญเสียไปจากภาษีศุลกากรโดยไม่ผิดข้อตกลงใดๆ

นอกจากการเพิ่มภาษีสรรพสามิต เกาหลีใต้ยังใช้มาตรการลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood alcohol concentration: BAC) เป็นการควบคุมการดื่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.03 เพื่อลดอุบัติเหตุ ขณะที่ญี่ปุ่นใช้วิธีรณรงค์ด้วยการตั้งเป้าลดการดื่มลงร้อยละ 20 ภายในปี 2025

“นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ ที่เราเห็นว่าภาษีเราที่เก็บตอนนี้ 60 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ น้อยกว่าอีกหลายประเทศในอียูด้วยซ้ำ ตอนนี้ภาษีต่อราคาขายของไทยแทบจะต่ำสุดใน 4 ประเทศที่ทำการศึกษา เพราะฉะนั้นการเพิ่มภาษีก็ดี ไม่ได้เกิดผลกระทบเลย มาตรการนี้เกิดขึ้นแล้วในยุโรป เพียงแต่เรียกภาษีแตกต่างกันแค่นั้นเอง”

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง