วิญญัติทนายความประจำตัว “ทักษิณ” เปิดไทม์ไลน์ 'คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป' ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2548-2568 คดีถูกดึงกลับมาเป็นประเด็นทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ทั้งรัฐประหาร 2549 และ 2557
19 พ.ย. 2568 วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “วิญญัติ ชาติมนตรี” ลำดับเหตุการณ์คดีภาษีการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ทักษิณต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปเรชั่น จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ให้แก่กรมสรรพากร
ทนายวิญญัติไล่เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2548 ที่ตระกูลชินวัตรได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้กับกองทุนเทมาเส็ก จนถึงวันที่ศาลภาษีอากรอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ระบุให้ทักษิณต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปเรชั่น กว่า 1.76 หมื่นล้านบาท เหตุการณ์ทั้งหมดผ่านช่วงเวลาของการรัฐประหารมาถึง 2 ครั้ง ทั้งรัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี
ลำดับเหตุการณ์คดีภาษีการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
• 23 ม.ค. 2549 ตระกูลชินวัตรได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ปฯ ซึ่งตระกูลชินวัตรที่เป็นเจ้าของกิจการให้กับกองทุนเทมาเส็ก จำนวน 1,487 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินกว่า 73,271 ล้านบาท หลังซื้อมาจากบริษัท แอมเพิลริช จำกัด ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท โดยไม่เสียภาษี เนื่องจากได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เพราะเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย โดยมีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี
• 19 ก.ย. 2549 ได้เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย
• ต่อมาคณะรัฐประหาร คมช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการ กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ รัฐ (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลไทยรักไทย โดยได้ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ตรวจสอบด้วย
• 23 เม.ย. 2550 คตส. ได้มีมติให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีบริษัท แอมเพิลริช เนื่องจาก บริษัท แอมเพิลริช (กรรมการบริษัทในขณะเกิดหนี้ภาษี คือพานทองแท้ ชินวัตร และพินทองทา ชินวัตร ในฐานะเป็นกรรมการบริษัท) ต้องเสียภาษีในฐานะเป็นการประกอบกิจการในประเทศไทย ทั้งเงินปันผล เงินได้จากการขายหุ้น และการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศ และภาระปลอดหนี้
• 26 ก.พ. 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท โดยชี้ว่า ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ ตัวจริง
• 29 ธ.ค. 2553 ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งให้กรมสรรพากรงดเก็บภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของพินทองทากับพานทองแท้ จากบริษัทแอมเพิลริชฯ นอกตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่า เจ้าของหุ้นตัวจริงคือทักษิณ ชินวัตร
• 22 ก.พ. 2555 เสาวนีย์ กมลบุตร ในฐานะประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ยืนยันว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้วินิจฉัยกรณีการจัดเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ โดยนำคำพิพากษาของศาลฎีกา และศาลภาษีอากรมาประกอบการพิจารณา ซึ่งคำพิพากษาของศาลระบุว่า พานทองแท้และพินทองทาไม่ใช่เจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ แต่เป็นทักษิณ ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากจะตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาล
สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ได้สรุปผลการวินิจฉัย กรณีการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ว่า เจ้าของหุ้นชินคอร์ป ที่แท้จริง คือทักษิณ ส่วนพานทองแท้และพินทองทา ชินวัตร ไม่ใช่เจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายปกปิดบัญชีทรัพย์สินที่จะต้องแสดงต่อสำนักงาน ป.ป.ป.ช. ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินทักษิณให้ตกเป็นขอนของแผ่นดินไปหมดแล้ว จากนั้นเมื่อทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงนำหุ้นชินคอร์ปฯ ไปขายให้กับกองทุนเทมาเสกผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็จะได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 "เรื่องภาษีชินคอร์ปฯ ตอนนี้ถือว่าจบแล้ว ต่อจากนี้ไป กรมสรรพากรรจะไม่มีการประเมินภาษีคนในตระกูลชินวัตรอีก เนื่องจากผลการตัดสินของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งคณะกรรมการ ฯ ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ยืนตามคำพิพากษาของศาลทั้ง 2 ศาล ส่วนเรื่องการประเมินภาษีทักษิณ คณะกรรมการฯ มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรเป็นผู้วินิจฉัย เมื่อสรรพากรพิจารณาแล้วว่าไม่ต้องเสียภาษี ตรงนี้ก็ถือเป็นที่สิ้นสุดด้วยเช่นกัน เพราะกรมสรรพากรทำตามผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ"
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
• 22 พ.ค. 2557 เกิดการรัฐประหารอีกครั้ง โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทำให้มีความพยายามรื้อคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปขึ้นมาดำเนินการใหม่อีกครั้ง
• 7 มี.ค. 2560 ประภาส คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กล่าวว่า ได้พิจารณาตามข้อเสนอของกรมสรรพากรเกี่ยวกับการขยายเวลาการออกหมายเรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีภายใน 5 ปี เพราะหากกรมสรรพากรไม่ออกหมายเรียกจะทำการประเมินการเสียภาษีไม่ได้ ที่ประชุมหารืออย่างกว้างพิจารณาแล้วว่าจากมาตรา 3 อัฎฐ ประมวลรัษฎากร กำหนดว่า หากมีคดีความทางภาษีระยะเวลา 10 ปี กรมสรรพากรต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี หากพ้นระยะเวลา 5 ปี แล้ว จะไม่สามารถออกหมายเรียกได้ โดยที่ประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเห็นชอบร่วมกันว่า จากมาตรา 3 อัฏฐ ประมวลรัษฎากร ไม่สามารถขยายเวลาการออกหมายเรียกได้ จากนั้นจะนำมติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้เป็นการทั่วไปและดำเนินการต่อทุกคดีทางภาษี
• 13 มี.ค. 2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุม และเห็นว่ากรมสรรพากรเคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้และพินทองทานอมินีที่ถือหุ้นแทนทักษิณมาไต่สวนเมื่อปี 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 - 821 ดังนั้นจึงถือว่าเคยออกหมายเรียกทักษิณมาไต่สวนแล้ว และทำให้อายุความขยายมาจนถึง 31 มี.ค. 2560 และกรมสรรพากรยังสามารถประเมินภาษีทักษิณได้ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกมาไต่สวนอีก และทันทีที่ส่งหนังสือประเมินให้ทักษิณอายุความก็จะหยุดลง
• 14 มี.ค. 2560 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปของทักษิณ 16,000 ล้านบาท ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกฯ มอบหมายให้วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2560 โดยให้หลักเกณฑ์ว่า 1.ต้องไม่ ใช้มาตรา 44 ให้ใช้กฎหมายปกติ 2.ไม่ขยายอายุความ 3.ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และ 4.ต้องดูเจตนาการขายหุ้นดังกล่าวว่าสุจริตหรือไม่ ถ้าสุจริตทุกอย่างจบ ถ้าไม่สุจริตให้ดำเนินการตามสิ่งที่ได้ให้ไว้
การจะดูว่าดำเนินการสุจริตหรือไม่ ได้ข้อสรุปว่าต้องไปฟ้องร้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล แต่มีคำถามว่า จะดำเนินการได้ทันก่อนอายุความ 10 ปีจะสิ้นสุดในสิ้นเดือนมีนาคมนี้หรือไม่ ที่ประชุม ครม. ก็ได้แนวทางสว่างว่า เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า พานทองแท้และพินทองทาเป็นนอมินีของทักษิณไม่ใช่ตัวการสำคัญ เพราะตัวการสำคัญคือทักษิณ ดังนั้น การออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกทักษิณแล้ว “มันคงเป็นรายละเอียดที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่ โดยที่ประชุม ครม. วิษณุใช้คำว่า ทำไม่ได้ แต่ทำได้ด้วยอภินิหารของกฎหมาย เพราะฉะนั้นมุมแบบนี้ คงไม่สามารถคิดออกได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่การประชุมวงวิษณุเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ได้เชิญเกจิอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาจึงคิดออก”
• 28 เม.ย. 2560 กรมสรรพากรนำหนังสือแจ้งประเมินภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ของทักษิณ เมื่อปี 2549 รวมเป็นเงินกว่า 17,629.58 ล้านบาท ไปติดไว้ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นบ้านพักของทักษิณ
โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า การประเมินภาษีครั้งนี้เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.12 ประจำปี 2549 อาศัยอำนาจตามมาตรา 20, 22 ,27 และ 61 แห่งประมวลรัษฎากร ทักษิณมีเงินได้พึงประเมินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,899.27 ล้านบาท เมื่อรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งคำนวณถึงวันที่ 31 มี.ค. 2560 รวมเป็นระยะเวลา 120 เดือน ทำให้มีเงินภาษีซึ่งทักษิณต้องจ่ายทั้งสิ้นรวม 17,629.58 ล้านบาท โดยให้ไปชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาบางพลัด
• 25 เม.ย. 2560 ทีมกฎหมายของทักษิณจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี คัดค้านการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป
• 18 ก.ค. 2565 ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาคดีความแพ่ง กรณีทักษิณเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ "ชินคอร์ป" จำนวน 17,000 ล้านบาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรถือเอาการออกหมายเรียกพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และพินทองทา บุตรสาว ในฐานะตัวแทน เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการประเมินต้องออกหมายเรียกไปยังโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ถูกประเมินโดยตรง แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่ ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ภายในเวลาที่กำหนด และนิติกรรมที่ทำขึ้นทั้งในขณะนั้นและหลังจากนั้นไม่ก่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธ์ในหุ้นของ บริษัทชินคอร์ป เพราะพานทองแท้ และพินทองทาไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง จึงถือว่าทักษิณเป็นเจ้าของหุ้น ขณะที่กรมสรรพากรให้ทักษิณเสียภาษี อย่างผู้มีรายได้พึงประเมินนั้น ศาลถือว่าทักษิณไม่ใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมิน ทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน
• 2 มิ.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษา ที่ 2819/2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง
• 17 พ.ย. 2568 ศาลภาษีอากรอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่ทักษิณเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้ทักษิณจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ให้กับกรมสรรพากร โดยศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป ของตน โดยให้บุคคลอื่น รวมถึงพานทองเเท้ และพินทองทาถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษีและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่น รวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษากลับ ให้ ยกฟ้องโจทก์
