พรรคประชาชนจัดงานรีชาร์จประชาชน Recharge the People เปิดปมสแกมเมอร์ สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก หวั่นไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินให้ทุนเทากัมพูชา เสนอ 5 ทางแก้
22 พ.ย. 2568 พรรคประชาชนจัดงานรีชาร์จประชาชน Recharge the People โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้บรรยายในประเด็น 'เปิดปมสแกมเมอร์ สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่?' ได้สะท้อนภาพปัญหาโดยใช้หัวข้อว่า "สแกมเมอร์ 101 จากเงินที่รอคุณยายสู่ความวอดวายระดับประเทศ" ชี้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปี 125,00 ล้านดอลลาร์ หรือเป็นเงินกว่า 4-6 แสนล้านบาท ดังนั้นไทยสูญเงินจากการหลอกของสแกมเมอร์ 115,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนนี้กระทบกับเศรษฐกิจไทย
ขณะที่การเปิดบัญชีม้า ผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีม้า ได้รับผลกระทบ นอกจากมีโทษจำคุกตามกฏหมาย จะหางานทำยากมากเพราะไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ เพราะมีชื่อขึ้นทะเบียนบัญชีม้า พร้อมยกตัวอย่างทหารเกณฑ์ตอนนี้หลายคนเปิดบัญชีไม่ได้ เพราะมีชื่อว่าเคยเปิดบัญชีม้า และประเทศไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแหล่งการฟอกเงินจากบัญชีม้า และไปยังกัมพูชา ผ่านนอมินี ในรูปแบบการซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้รายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์ โดยใช้เงินสีเทากับเงินที่ได้ในทุกวันผสมกันไป เพื่อให้ถูกกฎหมายไม่โดนสรรพากรตรวจสอบ
“หากปล่อยให้มีการหลอกเงินต่อไป แล้วสกัดกั้นไม่ได้ ธุรกิจสุจริตในไทยก็ต้องปิดตัวลง ,พนักงานคลอเซนเตอร์ตัวจริงพังไปด้วย, ปั่นราคา, อสังหาริมทรัพย์, มูลนิธิจะไม่น่าเชื่อถือ, มีการทำทัวร์ศูนย์เหรียญ, เกิดพนันออนไลน์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกเงินคุณยาย แต่ทำ ให้ธุรกิจสุจริตในไทยวอดวายทั้ง ประเทศ" นายวิโรจน์กล่าว
นายวิโรจน์ ยังกล่าวต่อว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลง ความเปราะบางการเงินเกิดขึ้น กำลังซื้อก็ลดลง และประเทศอาจจะถูกจัดให้เป็นประเทศสีเทาเข้าสักวัน หากถึงวันนั้นภาคการเงินการธนาคารเราพังทันทีเพราะไม่มีใครอยากมาลงทุนในประเทศไทย และเราจะถูกตรวจสอบอย่างหนักและลึก เพราะเราจะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของแก๊งสแกมเมอร์ในฐานะคนฟอกเงิน ถ้าเปรียบกัมพูชาคือโจร ที่ออกไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของโจรที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร พร้อมเสนอทางแก้ ดังนี้
1. ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศให้ประเทศไทยมีเกราะคุ้มกันจากสแกมเมอร์ มี พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับที่2 มาตรา 8/10 ออกมาตราการในทางปฏิบัติ หากไม่ยอมทำตามต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายให้กับประชาชนด้วย แต่ปรากฏว่ากฎหมายลูกธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกไม่ครบประชาชนไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะไปหาความรับผิดชอบร่วมจากที่ไหน จึงตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ว่า กสทช.และเลขาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ต.ล.) ทำไม่ได้สักที จะปกป้องผลประโยชน์ของนายธนาคาร จะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ และปล่อยให้ประชาชนร้องเพลงพี่เบิร์ด ตือคนทีาแพ้ต้องดูแลตัวเองหรือ, กสทช.ทำไมไม่ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยทำไมไม่ล็อคเลขประจำตัวประชาชนที่เป็นบัญชีม้า ไม่สามารถซื้อซิมใหม่ได้
2. DBD DOI และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่ไม่เสียภาษี
3. บช.สอท. ,บก.ปอท. ,ปปง.และปปช. ร่วมมือกับต่างประเทศ ขยายผลจับกุมตัวใหญ่ให้ได้ "จับ" "ยึด"ให้ได้ สหรัฐอเมริกาสิงคโปร์ เปิดเผยชื่อบริษัทและตัวการมาแล้ว แต่ประเทศไทย ทั้งที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นฐานการฟอกเงิน แต่ยังเปิดเผยและคอคนไทยคนไหนที่ อุ้มสมคบคิด ปรับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่กัมพูชามาดำเนินคดีไม่ได้ คนเชื่อว่าตำรวจไทย ปปง.ไทยทำได้ ถ้ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ตนคงหวังจากรัฐบาลนี้ไม่ได้ คงต้องหวังจากรัฐบาลประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
4. ก.ล.ต.ปปง.คปภ. และกรมการปกครอง ต้องทำให้กลุ่มการลงทุนต่างๆไม่สามารถปิดบังตัวตนของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ต้องเปิดเผยตัวตนที่มาของเงินในทุกช่องทาง
5. มาตรการระหว่างประเทศเราคงต้องแสดงความมุ่งมั่น จะต้องลงสัตยาบันให้ได้ และใช้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อทะลายเครือข่ายใหญ่ ในเวทีอาเซียน ถึงเวลาที่เราต้องถือธงนำได้เวลาใช้ปฏิญญาต่างๆของอาเซียน ในการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคอย่างจริงจังได้แล้ว ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ สกัดกั้นการเคลื่อนย้ายเงินสกปรก และเรายังสามารถร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ได้ลงนามทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสอินเดีย เกาหลีใต้สิงคโปร์และยังมีอีกหลายประเทศ ภายใต้ทางการทูต ที่เราสามารถร่วมมือกันและปราบปราม บางสิ่งบางอย่างหรือภารกิจบางอย่างด้วยความสมัครใจ ที่ประเทศต่างๆ มองว่าเป็นภัยคุกคามร่วมกัน และฝากกระทรวงการต่างประเทศ จัดให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทาให้ด้ แต่เราก็ต้องบริสุทธิ์ด้วย ซึ่งไทยเราทำได้เลย
นายวิโรจน์ ยังกล่าวต่อว่าประเทศไทยใน เดือนตุลาคม ปี 2569 เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลก
"หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีของเรานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะถือธงนำประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำ ที่พร้อมให้ความร่วมมือ กับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก นี่คือภารกิจของนายกรัฐมนตรี ของคนไทยที่ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" นายวิโรจน์กล่าว
แนะล้างบางทุกระบบรับใช้ทุนเทา แก้ปัญหาผู้ต้องขังทุนเทาวีไอพี
ทั้งนี้นายวิโรจน์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึง ถึงกรณีผู้ต้องขังจีนเทาวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ผู้ต้องขังเหล่านั้น เข้าใจว่าเป็นมาเฟียข้ามชาติ หรือที่หลายสำนักข่าวเรียกว่า "จีนเทา" แล้วก็มีการปรนเปรอให้อภิสิทธิ์ต่างๆ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องสุภาพสตรี แต่รวมถึงเรื่องของอภิสิทธิ์ต่างๆ ด้วย ก็น่าหนักใจเพราะตอนนี้เรากำลังเจอปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาข้ามชาติเข้ามายึดประเทศ เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงิน เข้าเข้ามาสร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ มีการจ้างนอร์มินีตั้งบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาก่อกรรมทำเข็ญ ทำให้ธุรกิจสุจริตในประเทศไทยล้มล้มหายตายจาก แทนที่ประชาชนคนไทยที่จะได้ทำงานดีๆ ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับการจ้างงาน เนื่องจากธุรกิจดีๆ หายไป แต่พอทุนเทาเหล่านั้นติดคุก แทนที่จะถูกลงโทษ กลับไปสร้างอาณาจักรในคุกอีก มีความสุขสบาย เข้าใจว่าอาจจะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้บริหารเรือนจำด้วยซ้ำ ก็ต้องสืบสวนสอบสวนว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับผู้บริหารเรือนจำหรือไม่ ยังไม่นับรวมว่ามีการตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วอยู่ในเรือนจำกันจริงหรือไม่อีกด้วย
เมื่อถามว่าคิดว่าทุนเทาเหล่านี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหน ควรสืบสาวไปขนาดไหน นายวิโรจน์กล่าวว่า จริง ๆ แล้วตนไม่อยากเหมารวมประเทศใด เป็นมาเฟียข้ามชาติ เพราะมีหลายประเทศเทา ซึ่งการเข้ามาเสวยอำนาจ สร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ ก็น่าจะมาตั้งแต่ยุค คสช. ที่แม้จะมีมาตรา 44 แต่ก็ไม่กลัว ดังนั้น ถ้าจะสอบสวนขยายผลย้อนหลัง ก็ต้องย้อนหลังไปถึงในยุคของ คสช. หรืออาจจะก่อนหน้านั้น แต่ตนมองว่า ข่าวจีนเทาและมาเฟียข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ก็เริ่มต้นจากยุคนั้น เข้าใจว่าในช่วงเวลานั้น สอดคล้องกับการล่มสลายของสีหนุวิลล์ด้วย จึงแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยที่มีระบบนิเวศที่ดี สามารถใช้เงินสกปรกติดสินบนเจ้าหน้าที่ และนำเงินมาให้นักการเมืองบางกลุ่มใช้ซื้อเสียง เพื่อเข้าสู่สภา แล้วก็ไปเป็นลูกสมุนมาเฟีย ก็ต้องตั้งคำถามร่วมกันว่า ตอนนั้น คสช. มีมาตรา 44 ที่สามารถสั่งการอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย ถือว่ายิ่งใหญ่มาก แต่ทำไมมีแต่ประชาชนที่กลัว แต่มาเฟียข้ามชาติกลับไม่กลัว
สำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทยตอนนี้ นายวิโรจน์มองว่า ไม่ใช่เพียงกระทรวงยุติธรรมที่ต้องล้างระบบ แต่ในแวดวงตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่เป็นเมืองท่องเที่ยวบางเมือง ที่ตอนนี้ธุรกิจสุจริตของคนไทยแทบอยู่ไม่ได้แล้ว ในการจัดตั้งบริษัทก็พบว่ามีบริษัททนายความแห่งหนึ่ง รับจดจัดตั้งบริษัท ทีละ 40-50 บริษัท ซึ่งก็ทำกำไรไม่ค่อยได้หรือขาดทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีให้สรรพากร จากนั้นก็โยนเงินกันไปมาค้าขายกัน สร้างอาณาจักรธุรกิจกันเองภายในกลุ่มมาเฟียของตน แล้วก็จ่ายเงินเลี้ยงข้าราชการท้องถิ่น เลี้ยงข้าราชการการฝ่ายปกครอง เลี้ยงตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้ตนเองอยู่อย่างสุขสบาย ทำตามอำเภอใจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเรือนจำ แต่มันเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าแล้ว ต้องยอมรับว่าเงินจากแก๊งสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์เฉพาะจากประเทศไทย ในปีหนึ่งรายได้กว่า 115,000 ล้านบาท และเทื่อได้เงินมา ก็จำเป็นต้องฟอกฟอก ต้องเอาไปสร้างอาณาจักรเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้ และเมื่อไม่อยากโดนจับก็ต้องติดสินบนเจ้าหน้าที่
เมื่อถามว่า คิดว่า ผบ.เรือนจำ มีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ และการดำเนินคดีตอนนี้ เหมือนจะหยุดแค่ผู้บัญชาการเรือนจำ แต่ไม่ได้ขึ้นไปในระดับสูงกว่านั้น มีความคิดเห็นอย่างไร นายวิโรจน์ตอบว่า เชื่อว่าผู้บัญชาการเรือนจำน่าจะรู้ เพราะถ้าไม่รู้ เจ้าหน้าที่คงไม่กล้าทำ และอาจมีนักการเมืองรับสินบนด้วย ในส่วนของการสืบสวน ขณะนี้มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว ในเมื่อเรามีพระราชบัญญัติบัญญัติอย่างน้อย 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่ง ปปง. ต้องสืบเส้นเงินของข้าราชการที่เกี่ยวข้องทุกคนในเรือนจำกรุงเทพฯ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว ซึ่งผู้ต้องขังเหล่านี้ก็เป็นอาชญากรข้ามชาติ พ.ร.บ.นี้สามารถนำมาใช้ได้ ทำไมไม่สืบสวนสอบสวนขยายผล ยึดอายัดทรัพย์ ติดตามเส้นทางการเงิน ไม่ควรตัดตอนอยู่แค่ ผบ.เรือนจำ เพราะถ้าทำแบบนั้น ก็ไม่สามารถสกัดกั้นทุนเทาข้ามชาติได้ กลายเป็นว่าประเทศของเราปกป้องให้ทุนเทาสามารถมาฟอกเงินได้แบบสบายตัวตัวสบายใจ แล้วประชาชนคนไทยทุกคนจะแย่ เปรียบเหมือนกัมพูชาเป็นสแกมเมอร์ ส่วนประเทศไทย กลายเป็นแหล่งฟอกเงิน เหมือนคู่หูโจรที่เอาเงินมาเก็บให้ ซึ่งตนก็กังวลว่า องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองทางการเมือง ที่ป้องกันการฟอกเงินของโลก จะติด Gray list หรืออาจถึงขั้น Black list กับทั้งกัมพูชาและประเทศไทยในที่สุด
