Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจได้เลยว่า ทำไมพรรคประชาชนตัดสินใจส่ง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. สู้กับชัชชาติ

ถ้าจะมองในแง่ยุทธศาสตร์ ศักดิ์ศรีของพรรคส้ม คือ ได้ สส.กทม. ยกจังหวัด 33 เขต  

หันมามองชัชชาติ 4 ปีในตำแหน่งผู้ว่าฯ อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เถียงยากมากว่านี่เป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ต้องหมายเหตุว่ามาพร้อมกับทีมที่แข็งแกร่งมาก

สิ่งที่พรรคประชาชนควรทำในไทม์มิ่งนี้คือ ประกาศสนับสนุนชัชชาติ แต่ส่ง สก. ครบทุกเขต เพื่อทำงานในสภา กทม. ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานผู้ว่าฯ ที่เป็นฝ่ายบริหาร  และหากฉันเป็นพรรคประชาชน ฉันประกาศชื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า ประกาศล่วงหน้าไปเลยในปีนี้และส่งแคนดิเดตคนนั้นทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับ สก.พรรคประชาชน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ถ้าทำแบบนี้จะได้ทั้งการปักธงให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสีส้ม ทั้ง สส. และ สก. แถมยังปูทางไปสู่การได้มาซึ่งผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยหน้าที่ชัชชาติจะไม่ลง (หรือลงไม่ได้) และยังทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า พรรคประชาชนไม่ได้มาเล่นๆ แคนดิเดตไม่ได้อยู่ๆ จับฉลากมา แต่เตรียมความพร้อม มีเวลาทำการบ้านล่วงหน้า

น่าประหลาดใจว่า พรรคประชาชนนอกจากจะไม่ทำเช่นนี้ แถมยังประกาศชื่อชัยวัฒน์ ที่เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ อยู่แล้ว ต้องลาออกจาก สส. มาลงเป็นแคนดิเดตในสนามที่ชนะยากมาก นั่นแปลว่า หากชัยวัฒน์แพ้ สส. ก็ไม่ได้เป็น ผู้ว่าฯ ก็ไม่ได้เป็น ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอะไร? เป็นคนปากแจ๋วไปวัน ๆ แบบที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นอยู่ตอนนี้? ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างสักเท่าไร โหวตเตอร์ก็เลิกคิ้วอีกเป็นรอบที่ล้านว่า อุตส่าห์ไปกาเลือกพรรคจาก สส. บัญชีรายชื่อ อยู่ๆ พ่อเจ้าประคุณก็เอา สส. ที่เราเลือกลาออกไปเป็นผู้ว่าฯ สอบตกเสียอย่างนั้น?

ชัยวัฒน์ เป็น choice (ตัวเลือก) ที่แปลกประหลาด เพราะเขาไม่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้เลยว่าเป็นผู้มีแพชชั่นในการทำงานเพื่อ กทม. หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ เราไม่เคยรู้เลยว่าชัยวัฒน์มีแพชชั่นเรื่องอะไร จะดีจะชั่วเราเห็นหน้าวิโรจน์หรือรักชนก เรายังรู้ว่าเขามีแพชชั่นในเรื่องใด ถนัดเรื่องอะไร ส่วนผลงานเดียวของชัยวัฒน์ที่เราพอจะจำได้คือ การอภิปรายเรื่องหนี้จำนำข้าวในการอภิปรายงบฯ ปี 67 จน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กลั้นขำ ถามกลับไปว่า “ผมยังตกใจว่าท่านอยู่พรรคก้าวไกล หรือว่าอยู่ กปปส. กันแน่”

พูดได้ว่า ชัยวัฒน์ไม่มีทั้งผลงาน แพชชั่น คาแรคเตอร์ เสน่ห์ ภาวะผู้นำ อารมณ์ขัน ไม่มีแม้กระทั่งทักษะการสบตาคู่สนทนา ไม่มีเนื้อเสียง ไม่มีน้ำเสียง การปรากฏตัวของเขาตอกย้ำว่า พรรคประชาชนอยู่ในสภาพง่อนแง่น ไม่มีตัวเลือก ไม่ใช่พรรคเนื้อหอมที่ใคร ๆ อยากเข้ามาทำงานให้อีกต่อไปแล้ว อย่าว่าอย่างงั้นอย่างนี้เลย ศิธา ทิวารี, เต้ พระราม 7 หรือ ลีน่า จัง ยังน่าจดจำกว่าการปรากฏตัวและการมีอยู่ในฐานะแคนดิเดตของชัยวัฒน์

จนนับถอยหลังเหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน จะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทีมผู้บริหารพรรคประชาชนคงคิดว่า ทำยังไงจะกอบกู้คะแนนของชัยวัฒน์กลับมาให้ได้ อย่ากระนั้นเลยเราไปหยิบเอาชื่อ สุรพล นิติไกรพจน์ มา “ขาย” ดีกว่า คนนี้เบอร์ใหญ่ ประกาศไปสังคมต้องตื่นตะลึง อันที่จริงพรรคประชาชนอยากให้ สุรพล มาเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ ด้วยซ้ำไป ถ้าสุรพลตอบรับ ป่านนี้คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับชัยวัฒน์ที่เข็นไม่ขึ้น

จากการให้สัมภาษณ์ของ พิจารณ์ เลขาฯ พรรค รวมถึง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ทำให้เรารู้ว่า สุรพล นิติไกรพจน์ นั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกลของพรรคประชาชน และน่าจะเป็น “ผู้ใหญ่” คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาให้กับพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นพยานให้กับพรรคก้าวไกลกรณีโดนยื่นยุบพรรค

ทั้งณัฐพงษ์และพิจารณ์คงประเมินว่า พอประกาศชื่อ สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. คนทั่วประเทศต้องร้อง “ว้าว” ประชาธิปัตย์ต้องอึ้ง ทีมชัชชาติต้องงงว่า ไปคว้าเบอร์ใหญ่ขนาดนี้มาทำงานให้ได้อย่างไร และน่าจะทำให้นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ของชัยวัฒน์มีน้ำหนักขึ้น เพราะมีกุนซือที่ปรึกษาเป็นอดีตประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม

พูดด้วยภาษาชาวบ้านคือ พิจารณ์และณัฐพงษ์ประเมินว่า เสียงตอบรับจะ “ว้าว” คนแบบสุรพลยังยอมรับพรรคส้ม ทำงานกับพรรคส้ม แปลว่าพรรคส้มมันไม่ใช่พรรคล้มเจ้า พรรคส้มมันไม่ใช่พรรคของอีพวกสามกีบอย่างที่สังคมเคยเข้าใจอย่างผิด ๆ พรรคส้มไม่ใช่พรรคของเด็กก้าวร้าว จริงๆ แล้วพรรคส้มเป็นพรรค “ปราบโกง” ต่างหาก ถ้าไม่ใช่พรรคปราบโกงคนดี ๆ แบบสุรพลคงไม่มีวันมาเกลือกกลั้วกับพรรคส้มหรอก

แต่ผลออกมาคือ"ว่าว" พิจารณ์และณัฐพงษ์ประเมินผิด และประเมินผู้สนับสนุนพรรคตนเองผิด

ฉันขอแบ่งกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้มออกเป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

ก. กลุ่มผู้สนับสนุนรุ่นก่อตั้งนับแต่วันที่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ คนเหล่านี้ต่อสู้กับรัฐประหารปี 49 ต่อสู้กับอุดมการณ์ “สลิ่ม” คนดีย์ มาโดยตลอด แต่ผละตัวเองออกจากพรรคเพื่อไทยเพราะมองว่าพรรคเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ พรรคเพื่อไทยแก่ พรรคเพื่อไทยเป็นชินวัตรมากเกินไป พรรคเพื่อไทยอยู่ในวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ พรรคเพื่อไทยสู้ไปกราบไป สู้แบบพรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่จะได้เปลี่ยน “โครงสร้าง”

ข. กลุ่มที่เป็นอดีตสลิ่ม อดีต กปปส. ที่ตาสว่างในยุคประยุทธ์ตอนปลาย เช่น คนแบบ รักชนก ผู้เคยมี statement ว่า “ไม่เอารัฐประหารจะเอาเพื่อไทยเหรออีสัส” คนเหล่านี้มาเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยผ่านรายการข่าวและฮาร์ดทอล์กของ Voice TV เป็นหลัก (เป็นเรื่องที่ฉันรู้สึกผิดนิดหน่อยว่า พวกเขาฟังฉันแล้วเลือกจำเลือกใช้แค่บางท่อนบางตอนที่ฉันพูดแล้วตรงกับเสียงในหัวของพวกเขาเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจถึงวิธีคิดหรือหลักการของมันจริง ๆ ทำให้พวกเขามาก่นด่าทีหลังว่า ฉันเปลี่ยนไป จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้เปลี่ยน แต่พวกเขาเลือกฟังแต่ส่วนที่มันจำง่ายเข้าใจง่ายต่างหาก) หลังจากตระหนักด้วยตนเองว่า รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเสียงของประชาชนย่อมไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ  

โฆษณา - Advertising

คนกลุ่มนี้มีกรอบคิดว่า ต้นตอของปัญหาการเมืองไทยคือ “รัฐพันลึก” ผนึกกำลังกับทุนผูกขาด ผนึกกำลังกับนักการเมืองโกงกิน, รัฐพันลึกอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร และหากไม่มีการรัฐประหาร รัฐพันลึกก็มีพรรคการเมืองบางพรรคเป็นนอมินีให้อยู่ดี ดังนั้น พรรคส้มนี่แหละจะมาปลดแอกสังคมไทยจากรัฐพันลึกนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยเน้นการ “ดีล” กับรัฐพันลึก พรรคเพื่อไทยจึงเป็นพรรคการเมืองจอมปลอม พาคนเสื้อแดงไปตายแล้วไม่รับผิดชอบ และนี่คือที่มาของประโยค “ดีลเพื่อเอาพ่อเอาอากลับบ้าน - เพื่อไทยตระบัดสัตย์”

ด้วยพื้นฐานที่ถูกหล่อหลอมทางการเมืองมาจาก “วาทกรรม” กระแสหลักของสังคมไทยว่าด้วยนายทุนสามานย์ นักการเมืองโกง ประชาชนอ่อนแอจึงไปอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ถักทอเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย คนกลุ่มนี้จึงอ่อนไหวกับประเด็นการซื้อเสียง ชื่นชอบวีรกรรมไล่จับโกง และหายใจเข้าออกเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น และสิ่งที่ย้อนแย้งในตัวเองของคนกลุ่มนี้คือไม่สนใจการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงระบบ แต่สนุกกับการแฉและการจับคนมาลงโทษทันที ทั้งไม่สนับสนุนการ empower ประชาชนทางเศรษฐกิจ และมักจบลงด้วยการลดทอนความสำคัญของนโยบายทางเศรษฐกิจว่า “คิดแต่เรื่องปากท้องไหนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ” หรือหนักกว่านั้นจะบอกว่า นโยบายทางเศรษฐกิจคือประชานิยม คือการซื้อเสียงล่วงหน้า

ค. กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่เพิ่งหันมาสนใจและสนับสนุนพรรคส้มในช่วงที่มี ทิม พิธา เป็นแคนดิเดตนายกฯ กลุ่มนี้อาจมีทั้งคนไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน หรืออาจเคยไปเป่านกหวีดมาอย่างฉาบฉวย และโดยมากไม่มีความทรงจำทางการเมืองใดอย่างแจ่มชัดเป็นพิเศษ แต่กลายมาเป็น “ส้ม” ที่หากมองผ่านแว่นตาของ “ทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์” พิธา คือนักการเมืองคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว อายุน้อย การศึกษาดี ภาพคุณพ่อกับลูกสาวคือสัญญะที่สมบูรณ์แบบของการเป็นไอคอนทางการเมืองร่วมสมัย ภาพนี้ไปกันได้ดีกับกระแสม็อบคนหนุ่มสาวในช่วงปี 63 - 64 สอดคล้องกับกระแสโลกที่มีการประท้วงในฮ่องกง ไต้หวัน จนเกิดเป็น พันธมิตรชานม

ภาพของ พิธา ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ จึงเป็น Fast Fashion ของอุดมการณ์ประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า “พร้อมสวมใส่” เพราะคุณจะได้เป็นทั้ง นักประชาธิปไตย เป็นนักสังคมนิยม เป็นผู้ตื่นรู้เรื่องสถาบันกษัตริย์ เป็นผู้สมาทานความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ เป็นคนหน้าตาดี เป็นไพร่หมื่นล้าน และเป็นผู้ช่ำชองในประวัติศาสตร์กิโยตินได้ในคราวเดียว

ประชาธิปไตย “พร้อมสวมใส่” จึงถูกหยิบมาสวมอย่างเป็นไวรัล คุณจะไม่ใช่แม่ค้าธรรมดา แต่เป็นแม่ค้าผู้เปี่ยมไปด้วยความตระหนักรู้ทางการเมืองเพียงคุณสวมสีส้ม คุณไม่ใช่แค่ดาราสมองกลวง แต่คุณคือดาราผู้อ่านหนังสือสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันทุกเล่ม คุณไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิศดาษดื่น แต่คุณคือมนุษย์เงินเดือนผู้โกรธเกรี้ยวต่อความอยุติธรรม คุณอาจจะเป็นมิจฉาชีพออนไลน์ แต่ก็เป็นมิจฉาชีพที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกต้องกว่าใคร

ประชาธิปไตยพร้อมสวมใส่นี้จะใส่โดยลับไม่ได้เลย เพราะหัวใจของทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์คือคุณต้อง “โชว์” เราต้องเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นโลโก้สามเหลี่ยมสีส้ม เราไปสักหน้าพิธาลงบนแขนเรา เราทำคอนเทนต์แต่งงานทิพย์กับพิธา ยิ่งเราโชว์ความเป็นส้มของเราออกไปมากเท่าไหร่ เผ่าของเรายิ่งขยายตัวมากเท่านั้น นั่นทำให้เรารู้สึกถึงความถูกต้องของสิ่งที่เราเลือก ตัวตนที่เราเป็น “ฉันนี่แหละพลเมืองผู้ตื่นรู้ และเราพร้อมจะฝ่าฟันไปกับพรรค พร้อมจะบริจาคเงินให้พรรค พร้อมจะโอบกอดและเช็ดหน้าให้ผู้คนของเรา เพราะเขามักถูกอำนาจมืดรวมหัวกันกลั่นแกล้งไม่หยุดหย่อน” 

ฉันมั่นใจว่าผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทั้ง 3 กลุ่ม ดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นและเป็น “กระแสหลัก” ของสังคม ในขณะที่การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์ในทางตรงกันข้าม นั่นคือ เป็นพวกรับจ้างเชียร์ รับจ้างแบก หรือเป็นพวกงมงาย บัวใต้น้ำ

จุดเปลี่ยนของพรรคประชาชนเกิดขึ้นตอนไหนกันนะ?

นายกฯ รถแห่ นายกฯ ว่าว กินอุปสรรคเป็นอาหารเช้า การพุ่งเป้า “ตี” พรรคเพื่อไทยไม่หยุดไม่หย่อน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาบาง ๆ จนเมื่อพิธาถูกตัดสิทธิ ไปอเมริกา พยายามมีคอลัมน์ประจำในมติชนฯ แต่คอลัมน์ของพิธากลับไม่ได้ถูกอ่านอย่างกว้างขวาง และสิ่งที่เขาเขียนก็ไม่ได้ทำให้ใครว้าวเลยแม้แต่น้อย ชนิดที่ด้อมส้มด้วยกันเองยังไม่เคยหยิบมาแชร์หรืออภิปรายเพิ่มเติม และโดยธรรมชาติของ “กระแส” เมื่อไกลตาก็ไกลใจ ผ่านไปไม่กี่ปี พิธาก็เป็นแค่ลุงคนหนึ่งที่ไม่ชัดเจนว่าประกอบอาชีพอะไรอยู่ ณ ขณะนี้ หรือจะต่ออายุ fellowship ที่ฮาวาร์ดไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็ทำได้ถ้าจะทำ แต่สิ้นแล้วซึ่งคาริสม่าทั้งปวงในทางการเมือง (อย่างน้อย ณ ขณะนี้) 

ผลงานที่โดดเด่นของพรรคประชาชนที่สังคมจดจำคือ ขัดขวางดิจิตอลวอลเล็ต ขัดขวางแลนด์บริดจ์ ขัดขวาง soft power และที่โดดเด่นที่สุดคือการอภิปรายของโรมเรื่องชั้น 14 ซึ่งต้องหมายเหตุว่า เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายหน้าด้าน เพราะพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนต้านรัฐประหารกลับกระเหี้ยนกระหือรืออยากเห็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและถูกรัฐประหาร “ติดคุก”

จะเอาอะไรมาอธิบายก็ไม่อาจจะฟังขึ้น

ในระหว่างทางนี้เยาวชนที่เคยต่อสู้ในม็อบปี 63 - 64 บ้างติดคุก บ้างลี้ภัย หลาย ๆ คนเงียบหายไปจากสังคม คงเหลือแค่ความทรงจำและความขมขื่นบางอย่างต่อพวกเขา แต่ที่แน่ๆ ในบรรดาพวกเขาเหล่านั้น ฉันไม่เห็นใครกลับมาเป็นผู้สนับสนุนพรรคส้ม

ถ้าไม่คิดว่าฉันอคติเกินไป ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนคงจะเห็นเค้าลางความตกต่ำของพรรค

ณัฐพงษ์ ศิริกัญญา วีรยุทธ ที่ควรจะ classy (ดูดี) แต่กลับไม่สามารถ perform (แสดงออก) “เนื้อหาทางการเมือง” ในฐานะที่จะเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ แก่ใครได้เลย ณัฐพงษ์นั้นเหมือนคนที่โตมากับนิตยสารฟ้าเดียวกันกับการอ่านโพสต์เฟสบุ๊กของนักวิชาการสาธารณะ ทำได้แค่หยิบเอา “วาทกรรม” มาพูดอย่างฉาบฉวย หากเป็นงานเขียนก็เรียกได้ว่าเป็นงาน copy - paste ทั้งๆ ที่ในทางการเมืองสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตใจคนได้คือ authenticity หรือความเป็น “เนื้อแท้” ในตัวตนของคนนั้นๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องพูดอะไรที่ดูเหมือนจะฉลาดตลอดเวลาก็ได้

ศิริกัญญาก็วนอยู่กับเรื่อง “ไส้ใน” จนไม่มีมโนทัศน์ใหม่ๆ มานำเสนอแก่สังคมเลย วีรยุทธก็เป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่โลกลืม ส่วนรักชนกยังมีเอนเกจเมนต์สูงยิ่ง แต่สูงในเชิงปริมาณที่ยังไม่สามารถแปรให้เป็นคุณค่าเชิงคุณภาพได้

ความพังพินาศที่เป็นรูปธรรมของพรรคประชาชนมาเยือนเมื่อเจอโจทย์ยาก 2 โจทย์ คือ

หนึ่ง เรื่องกัมพูชา (ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ คลิปของศิริกัญญาที่เมื่อถามว่า enemy จะนึกถึงอะไร แล้วตอบออกมาทันทีว่า กัมพูชา) ประเด็นความขัดแย้ง ไทย - กัมพูชา เป็นประเด็นที่พรรคประชาชนบริหารได้ไม่สมกับที่คุยว่าเป็น progressive แถมยังเก็บกิริยาไว้ไม่ค่อยได้ว่า ชอบอกชอบใจที่แพทองธารโดน “ขย้ำ” ด้วยเรื่องนี้

สอง เรื่องการโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แล้วไม่ร่วมรัฐบาล สิ่งนี้จะเป็นตราบาปของพรรคประชาชนชั่วกัลปาวสาน เพราะทำลายทั้งหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา ทำลายทั้งโอกาสในการฟื้นฟูความเข้มแข็งของการเมืองระบบการเลือกตั้งที่ชัยชนะ - ไม่มากก็น้อย - ยังอยู่ในปีกของฝ่ายประชาธิปไตยนอกรัฐพันลึก

การโหวตอนุทินในครั้งนั้นของพรรคประชาชนจะโดยความโง่ อ่อนหัด ยโสโอหัง หรือดีล ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าผลของมันทำให้แม้แต่พรรคประชาชนเองก็แพ้ยับในสนามเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยไม่ต้องพูดถึง พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ความทะเยอทะยานทุกประการของพรรคเพื่อไทยถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือ หน้าที่ของพรรคร่วมรัฐบาลและบริหารกระทรวงที่ตนเองรับผิดชอบให้ยังประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนสูงสุด เพราะนั่นหมายถึงเดิมพันของคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคประชาชนยิ่งไม่เหลืออะไรเลย

ถูกจดจำว่าเป็นพรรคที่บกพร่องในการคัดสรรคุณสมบัติผู้สมัคร

ถูกจดจำว่าเป็นพรรคที่มีความแตกแยกภายในเพราะระบบเส้นสายในพรรค คนที่ทำงานหนักไม่ได้ดี คนที่ได้ดีเป็นใครไม่รู้ คนทำงานน้อยใจเพราะสุดท้ายพรรคไปคว้าเอา The Professional มาปาดหน้าเค้ก สุดท้ายเหล่า “มืออาชีพ” ก็ถูกลืมไปอย่างรวดเร็ว ตัวเล่น ตัวจ่าย ตัวสร้างกระแสในพรรค เจอมรสุมเรื่องชู้สาว ตัวชูโรงอย่าง ลิซ่า ภคมน ก็ชนเพดานในแง่ขององค์ความรู้ เพราะเกมสภาในสมัยนี้คู่แข่งคือพรรคประชาธิปัตย์ที่ถึงพร้อมทางการศึกษาและประสบการณ์ทางการเมืองที่สูงกว่า

ฟางเส้นสุดท้ายหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ เมื่อพิจารณ์ เลขาฯ พรรค หยิบไพ่ใบที่ชื่อ สุรพล นิติไกรพจน์ ออกมาเล่น

ไพ่ใบนี้ส่งผลสะเทือนไปที่ผู้สนับสนุนกลุ่ม ก. ที่ฉันเขียนไปข้างต้น คือกลุ่มที่ต้านรัฐประหาร ต้านเผด็จการ และเห็นว่าเพื่อไทยไม่ตอบโจทย์ พวกเขามีแฟนตาซีว่า พรรคส้มคือ น้อง ๆ เช กูวาร่า จะนำพรรคปักธงชัยทางอุดมการณ์ที่สวยงาม แต่ดันคว้าเอาคีย์แมนของฝ่ายสนับสนุนรัฐประหาร ต่อต้านระบอบทักษิณ มาเป็นปูชนียบุคคลของพรรค

ผู้สนับสนุนกลุ่ม ข. ก็คงต้องแกล้งตายหรือหลับตาข้างหนึ่ง ส่วนผู้สนับสนุนกลุ่ม ค. น่าจะสลายตัวไปตามกระแส  เพราะกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ความจำสั้นที่สุด

ปรากฏการณ์สุรพลคือ ดินก้อนสุดท้ายที่จะฝังกลบพรรค “ส้ม” ให้หมดสภาพของพรรคการเมืองเชิงอุดมการณ์ และทำให้คำพยากรณ์เป็นจริง นั่นก็คือ คำพยากรณ์ที่ว่า พรรคการเมืองนี้ไม่ได้เป็นพรรคหัวก้าวหน้าอย่างที่หลอกลวง แต่เป็นพรรคสลิ่มเฟสสอง พรรคของมวลมหาประชาชนต่อต้านระบอบทักษิณ

นอกจากจะเป็นพรรคที่ไม่เคยได้เป็นรัฐบาลสักครั้ง จุดขายที่ว่าเป็นพรรคประชาธิปไตยเลือดแท้กว่าใครเพื่อนก็ถูกทุบทลายลงเหมือนซากของปราสาททราย ที่ไม่เหลือร่องรอยอะไรให้จดจำนอกจากดิจิตอลฟุตพรินท์ที่เคยปรามาส เหยียบย่ำผู้อื่นเอาไว้อย่างโอหังว่า “เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือคนเลือกเพื่อไทย”

ความโง่ไม่เคยทำร้ายใคร

โฆษณา - Advertising

แต่ความโง่ที่มาพร้อมกับความโอหังจากการประเมินศักยภาพตัวเองไว้สูงกว่าความเป็นจริงของตัวเองต่างหากคือหายนะ

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising