ศาลบังกลาเทศตัดสินลงโทษประหารขีวิต ชีค ฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเคยปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียขีวิตราว 1,400 ราย เธอหนีไปอยู่ที่อินเดีย แต่ถึงแม้ว่าบังกลาเทศจะพยายามเรียกร้องให้อินเดียส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนฮาสินากลับประเทศเพื่อรับโทษ แต่อินเดียก็มีท่าทีไม่อยากส่งตัวฮาสินาให้ เป็นเพราะอะไร
ชีค ฮาสินา (Sheikh Hasina) อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ | ภาพจาก: Annaliese McDonough/Commonwealth Sectratariat (CC BY-NC-ND 2.0)
ศาลยุติธรรมคดีระหว่างประเทศของบังกลาเทศ ซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษด้านอาชญากรรมสงครามได้ตัดสินให้อดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของบังกลาเทศ อะซาดุซซามาน ข่าน คามาล ให้ต้องรับโทษประหารชีวิตฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากเหตุการณ์ที่พวกเขามีบทบาทในการปราบปรามการลุกฮือของนักศึกษาเมื่อปี 2567 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,400 ราย จากตัวเลขการประเมินโดยสหประชาชาติ
หลังจากที่ผู้ประท้วงบุกเข้าไปในบ้านของฮาสินาและเธอได้ประกาศลาออก ฮาสินา กับ ข่าน ต่างก็หนีไปยังอินเดียเมื่อเดือน สิงหาคม ปี 2567 ทำให้มีการตัดสินคดีนี้โดยที่จำเลยไม่ปรากฏตัวในศาล นอกจากนี้ศาลยังได้ตัดสินให้อดีตอธิบดีกรมตำรวจซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยลำดับที่สามของคดีนี้ต้องโทษจำคุก 5 ปี หลังจากที่เขาได้ให้การยอมรับผิดและเป็นพยานยืนยันว่าสินาได้กระทำความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธากา เมื่อได้ยินเรื่องการตัดสินคดีนี้ก็มีบางคนเช่น ชิมา ฮัคเตอร์ รู้สึกเหมือนล้างแค้นได้สำเร็จ เพื่อนของฮัคเตอร์กลายคนถูกสังหารในช่วงที่มีการปราบปรามโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของฮาสินา ฮัคเตอร์บอกว่า "ฟาสซิสต์ฮาสินาคิดว่าตัวเองไม่สามารถโค่นล้มลงได้ คิดว่าเธอจะสามารถปกครองไปได้ตลอดกาล" เธอบอกอีกว่า แค่โทษประหารชีวิตยังไม่เพียงพอ เธออยากจะเห็นอาสินา "ถูกแขวนคอที่กรุงธากา!"
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลในหลายๆ ด้าน ในด้านแรกคือการที่มีความกังวลว่าศาลยุติธรรมระหว่างคดีประเทศของบังกลาเทศ อาจจะไม่ได้ดำเนินคดีอย่างยุติธรรมจริง และถึงแม้ว่าผู้ที่ก่อเหตุสังหารหมู่ประชาชนควรจะได้รับโทษ แต่ก็มีผู้ตั้งคำถามว่าโทษประหารชีวิตจะเป็นคำตอบในเรื่องนี้จริงหรือไม่ อีกปัญหาหนึ่งคือ อินเดีย จะยอมส่งตัวฮาสินาให้กับบังกลาเทศหรือไม่
ศาลที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ศาลยุติธรรมระหว่างคดีประเทศของบังกลาเทศ เป็นศาลชำนัญพิเศษด้านอาชญากรรมสงครามที่ตั้งขึ้นในปี 2552 เพื่อสืบสวนและลงโทษคนที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามช่วงที่บังกลาเทศทำสงครามประกาศอิสรภาพจากกปากีสถานในปี 2514 แม้แต่ในตอนที่มีการตั้งศาลนี้ขึ้นกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็มองว่าเป็นศาลที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
อีกทั้งยังมีข้อกังวลจากรองผู้อำนวยการเอเชียใต้ของฮิวแมนไรท์วอทช์ มีนากชี กันกูลี ที่แสดงความเป็นห่วงเรื่องระบบยุติธรรมในบังกลาเทศ และเรียกร้องให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต ถึงแม้ว่าผู้ก่อเหตุควรจะได้รับการลงโทษก็ตาม
อัยการสูงสุดของบังกลาเทศ โมฮัมหมัด ทาจูล อิสลาม ยืนยันว่าการดำเนินคดีต่อฮาสินานั้นเป็นไปอย่างยุติธรรม เขาบอกว่าศาลยุติธรรมคดีระหว่างประเทศของบังกลาเทศนั้น "มีการพัฒนาขึ้นมาตามแนวทางของการพิจารณาคดีนูเรมเบิร์ก" ซึ่งหมายถึงการดำเนินคดีต่อเหล่าผู้นำนาซีที่ก่อเหตุสังหารหมู่และอาชญากรรมสงครามอืนๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ทาจูล อิสลาม กล่าวอีกว่าศาลยุติธรรมคดีระหว่างประเทศของบังกลาเทศนั้น "เป็นไปตามมาตรฐานสากลทั้งหมด" และในการพิจารณาคดีนั้น "ทนายความฝ่ายจำเลยได้รับเวลามากพอที่จะโต้ตอบ" แต่เนื่องจากจำเลยไม่ได้มาที่ศาลจึงไม่สามารถรับฟังปากคำจากจำเลยได้ ถ้าหากจำเลยอยู่ในศาลด้วยก็จะอนุญาตให้จำเลยให้ปากคำและมีการเบิกพยานมากขึ้น
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการของแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ได้แสดงความกังวลต่อการพิจารณาในครั้งนี้เช่นกัน คาลามาร์ดระบุว่า "มีประชาชนมากกว่า 1,400 คน ถูกสังหารและมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากระหว่างเดือน กรกฎาคม กับ สังหาคม ปี 2567 เพื่อความยุติธรรมแด่ผู้รอดชีวิตและเหยื่อ จึงควรจะมีกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นอิสระอย่างยิ่งยวดและปราศจากความลำเอียง ซึ่งกระทำอย่างเป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนนานาชาติ"
แต่คาลามาร์ดก็มองว่าการพิจารณาคดีในครั้งนี้ "ขาดความเป็นอิสระ" และศาลชุดนี้ของบังกลาเทศก็มี "ประวัติการดำเนินคดีอย่างไม่ยุติธรรม" มาก่อน มีการดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งๆ ที่คดีมีความซับซ้อนและเหตุการณ์ก็อยู่ในระดับใหญ่ในแบบที่ไม่น่าจะดำเนินคดีเสร็จเร็วเช่นนี้ได้
เกิดอะไรขึ้น ถึงได้มีการประท้วงใหญ่ในปี 2567
ย้อนไปเมื่อเดือน กรกฎาคม 2567 มีการประท้วงใหญ่เพื่อตอบโต้มาตรการของรัฐบาลบังกลาเทศ ที่จะให้โควตาตำแหน่งงานข้าราชการร้อยละ 30 แก่ลูกหลานของนักรบที่ต่อสู้ปลดปล่อยบังกลาเทศจากปากีสถานในสงครามเมื่อราว 84 ปีที่แล้ว ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มที่สนับสนุนพรรครัฐบาล
แอมเนสตีระบุว่า การประท้วงในบังกลาเทศมีความตึงเครียดมากขึ้นหลังจากที่ทางการได้ใช้กำลังรุนแรงอย่างผิดกฎหมายต่อผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่แล้วประท้วงอย่างสันติ จนทำให้การประท้วงยกระดับเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในตอนนั้นคือ ฮาสินา ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ผู้ประท้วงเริ่มใช้กำลังรุนแรงและมีอัยการสั่งฟ้องร้องฮาสินากับคนในตำแหน่งอื่นๆ ของรัฐบาล เธอก็ประกาศลาออกและเดินทางหนีออกจากประเทศไปยังอินเดีย
แอนเนสตี ระบุว่าในปี 2567 พวกเขาได้บันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงและการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงเอาไว้ด้วย โดยในการประท้วงครั้งนั้นเป็นการประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาในบังกลาเทศ ทางแอมเนสตีได้เผยแพร่วิดีโอที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีการใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายต่อผู้ประท้วงที่เป็นกลุ่มนักศึกษาจริง ทั้งการใช้กำลังอย่างถึงแก่ชีวิตและไม่ถึงแก่ชีวิต
แอมเนสตี ระบุอีกว่าพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ศาลยุติธรรมคดีระหว่างประเทศ มาหลายครั้งแล้วก่อนหน้านี้ในเรื่องที่ศาลแห่งนี้มีการดำเนินคดีในแบบที่ได้รับอิทธิพลทางการเมือง มีการละเมิดอย่างเป็นระบบต่อหลักการการดำเนินคดีอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีการกดดันให้ใช้โทษประหารชีวิตและเล่นงานผู้วิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อหาหมิ่นศาล
อินเดียอาจจะไม่ส่งตัวฮาสินาให้กับบังกลาเทศง่ายๆ
ถึงแม้ว่าชาวบังกลาเทศบางส่วนอยากจะเห็นฮาสินาถูกลงโทษประหารชีวิต แต่เรื่องนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะถึงแม้ว่าบังกลาเทศจะเรียกร้องให้อินเดียส่งตัวฮาสินากลับประเทศหลายครั้งแล้ว แต่อินเดียก็ยังไม่ยอมทำตามจนกลายเป็นความไม่ลงรอยกันระหว่างสองประเทศตลอด 15 เดือนก่อนหน้านี้ และยิ่งฮาสินาถูกตัดสินลงโทษข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแล้วก็ยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศในประเด็นนี้ทวีเพิ่มมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า ในขณะที่อินเดียอยากจะผูกมิตรกับบังกลาเทศในยุคหลังฮาสินา แต่ก็เป็นไปได้ยากที่อินเดียจะยอมส่งตัวฮาสินากลับไปรับโทษที่บังกลาเทศ
อดีตข้าหลวงใหญ่อินเดียที่เคยประจำอยู่ที่กรุงธากาของบังกลาเทศ ภินัก รันจัน จักราวาตี กล่าวว่า "ทางการอินเดียจะส่งตัวเธอ(ฮาสินา)กลับไปตายได้อย่างไร"
ฮาสินา เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศมายาวนานที่สุด เธอเป็นลูกสาวคนโตของ ชีค มูจิเบอร์ รอห์มัน ผู้ที่เคยนำการรบในสงครามปลดปล่อยบังกลาเทศจากปากีสถานในปี 2514
ฮาสินาเคยเป็นประธานาธิบดีในปี 2539 ก่อนที่จะพ่ายแพ้ในปี 2544 แต่ต่อมาหลังจากที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2552 เธอก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้อีก 15 ปี โดยใช้การบอยคอตต์พรรคฝ่ายค้านหรือแบนพรรคฝ่ายค้านจากการเลือกตั้งจนทำให้ตัวเองสามารถชนะการเลือกตั้งได้
ในช่วงที่ฮาสินาปกครองประเทศก็มีกรณีอุ้มหายประชาชนเกิดขึ้นหลายพันราย มีการวิสามัญฆาตกรรมคนจำนวนมาก มีกรณีการทารุณกรรมเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าปกติ มีการจับกุมคุมขังคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่ผ่านการพิจารณาคดี สิ่งที่ฮาสินาใช้สร้างความชอบธรรมในการปกครองของตัวเองคือเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนสามารถแซงหน้าอินเดียได้
ตัวของฮาสินาเองก็เป็นพันธมิตรกับอินเดียมาเป็นเวลายาวนานแล้ว โดยที่หลังจากฮาสินาลาออก มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการตั้งระบบธนาคารกรามีน ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการผู้นำรัฐบาลแทน แต่รัฐบาลรักษาการของยูนุสนั้นก็เน้นสร้างความสัมพันธ์กับปากีสถานมากกว่าอินเดีย โดยที่ปากีสถานเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งอย่างตึงเครียดกับอินเดียอยู่ในขณะนี้
ทางฝ่ายรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศได้ทำการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้อินเดียส่งตัวฮาสินาให้ทางการบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศก็เรียกร้องมากขึ้นให้อินเดียส่งตัวฮาสินากลับ โดยอ้างถึงข้อตกลงการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนว่าเป็น "ความรับผิดชอบตามพันธะผูกมัด" ของอินเดีย และบอกว่าถ้าอินเดียไม่ทำตามจะถือเป็น "การกระทำที่ไม่เป็นมิตรอย่างมากและเป็นการละเลยความยุติธรรม"
แต่ก็มีนักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า ในสนธิสัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มีข้อยกเว้นที่จะไม่ทำตามก็ได้ ถ้าหากการกระทำผิดนั้นๆ "มีลักษณะทางการเมือง"
สันจัย บาทวัจ ศาสตราจารย์ด้านเอเชียใต้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยชวาหะร์ลาล เนห์รู ในนิวเดลี กล่าวว่า อินเดียมองว่าคดีของฮาสินานั้นเป็นคดีทางการเมืองที่มาจาก "การพยายามแก้แค้นทางการเมือง" ของฝ่ายที่ปกครองบังกลาเทศอยู่ในตอนนี้ ขณะเดียวกันอินเดียก็มองว่ารัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันมีลักษณะ "ต่อต้านอินเดีย" เช่น ยูนุสที่วิจารณ์อินเดียเป็นประจำ และแกนนำผู้ประท้วงก็เคยกล่าวหาว่าอินเดียให้การสนับสนุนฮาสินา การคืนฮาสินาให้จะกลายเป็นการให้ความชอบธรรมแก่สิ่งเหล่านี้
นอกจากนี้ฮาสินากับพรรคการเมืองของเธอ คือ พรรคอวามี ยังเคยมีความสัมพันธ์กับอินเดียมายาวนาน เพราะการที่พรรคของเธอช่วยต่อสู้แยกประเทศออกมาจากปากีสถานได้นั้น ถือเป็นโอกาสที่อินเดียจะเข้าหาเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับบังกลาเทศในฐานะประเทศที่เกิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงทางด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงต่อกรณีความขัดแย้งกับปากีสถาน
แต่ในตอนนี้พรรคอวามีก็ถูกแบนจากการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่บังกลาเทศวางแผนจะจัดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านพรรคใหญ่ที่สุดซึ่งมีโอกาสได้ลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้คือพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ ก็เป็นพรรคที่แสดงตัววิพากษ์วิจารณ์อินเดีย
ศรีรัดถา ทัตตา ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้จากมหาวิทยาลัยจินดัลโกลบอลบอกว่า อินเดียเองก็ต้องพยายามชั่งตวงวัดความสัมพันธ์กับบังกลาเทศอย่างระมัดระวังในตอนนี้ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับฮาสินาแต่ก็รู้ดีกว่าประชาชนบังกลาเทศในปัจจุบันไม่ชอบเธอ จึงเป็นไปได้ว่าอินเดียอาจจะหาทางสานสัมพันธ์กับพรรคใหม่ที่เข้ามามีอำนาจทางการเมืองในบังกลาเทศ แต่ประเด็นเรื่องการเรียกร้องส่งตัวฮาสินากลับประเทศก็เป็นสิ่งที่ทำให้อินเดียต้องระมัดระวังเป็นพิเศษใน "ช่วงที่เปราะบางอย่างมากสำหรับความสัมพันธ์จากทั้งสองฝ่าย"
เรียบเรียงจาก
Why India likely won’t return Hasina to face Bangladesh death penalty, Aljazeera, 18-11-2025
Bangladesh's ousted prime minister sentenced to death for role in protest crackdown, NPR, 17-11-2025
Bangladesh: Justice for victims of 2024 massacre not served by death sentence against Sheikh Hasina, Amnesty, 17-11-2025
