วันเด็กสากลปี’68 เครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมจัดงาน "มหกรรมสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย" ภายในงานมีปาฐกถาพิเศษโดย ภาณุภัทร จิตเที่ยง นักวิชาการจากจุฬาฯ ที่มาเน้นย้ำถึงปัญหาและโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดต่อใน 3 ประเด็นหลัก มิติความปลอดภัย การมีตัวตนซึ่งจะนำมาสู่การคุ้มครองสิทธิ และการสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคประชาสังคมในชายแดน เพื่อร่วมกันยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเด็กอย่างครอบคลุม เจ้าตัวเชื่อการลงทุนในเด็กจะนำมาสู่การสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอีกด้วย
24 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน เนื่องในวาระวันเด็กสากล ประจำปี 2568 องค์กร ‘Rights Beyond Border’ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และพันธมิตรเครือข่ายด้านสิทธิเด็กอีก 8 องค์กร ร่วมกันจัดงาน "มหกรรมสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย" (Children on the Move Festival) เมื่อ 22 พ.ย. 2568 เวลา 8.30-16.00 น. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด จ.ตาก เพื่อยกระดับในการคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้ายภายใต้อนุสัญญาคุ้มครองสิทธิเด็ก สร้างพื้นที่ปลอดภัย และส่งเสริมศักยภาพของเด็กเคลื่อนย้าย ภายใต้แนวคิด "Safe Seen and Supported" (ปลอดภัย ถูกมองเห็น และได้รับการสนับสนุน)
สำหรับจุดเริ่มต้นของ "วันเด็กสากล" สืบเนื่องมาจากองค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้ทุกวันที่ 20 พ.ย.ของทุกปี เป็นวันเด็กสากล เพื่อให้ทุกคนตระหนักและนึกถึงสิทธิเด็กทุกคนที่ยังอยู่ในสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรมและความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ
ในช่วงต้นของงาน ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights : AICHR) ได้มากล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อที่ว่าประเทศไทยทำให้เด็กเคลื่อนย้าย ได้รับความปลอดภัย ถูกมองเห็น และการสนับสนุนได้อย่างไร
ทั้งนี้ การประชุม "เด็กเคลื่อนย้าย" ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อปี 2553 ได้กำหนดความหมายของคำว่า "เด็กเคลื่อนย้าย" (Children on the Move - COM) หมายถึงเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และต้องเคลื่อนย้ายออกจากที่อยู่อาศัยเดิม อยู่ระหว่งการเดินทางไปถึงจุดหมาย หรือถึงจุดหมายปลายทางแล้ว โดยการเคลื่อนย้ายนี้หมายรวมถึงการเคลื่อนย้ายภายในประเทศหรือข้ามพรมแดน การเคลื่อนย้ายตามฤดูกาลหรือการเคลื่อนย้ายถาวร การเคลื่อนย้ายทั้งสมัครใจหรือไม่สมัครใจ ไปกับพ่อแม่ ไปกับสมาชิกครอบครัวอื่นๆ เพื่อน หรือเคลื่อนย้ายเพียงลำพัง ตัวอย่างเด็กเคลื่อนย้าย เช่น ผู้พลัดถิ่นภายใน (IDP) เด็กที่ต้องการแสวงหาที่ลี้ภัยหรือผู้ลี้ภัย เด็กที่อพยพ รวมถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์
ทั้งนี้ บริบทนับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารโดยกองทัพพม่าเมื่อปี 2564 และสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศพม่าจนถึงปัจจุบัน ได้มีเด็กจำนวนมากเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อแสวงหาพื้นที่พักพิงที่ปลอดภัย เพื่อให้ได้รับการศึกษา และอื่นๆ
ภาณุภัทร เผยว่า ในบริบทหลังจากมีการทำรัฐประหารในประเทศเมียนมาเมื่อปี 2564 และสงครามกลางเมือง ส่งผลให้มีเด็กจำนวนมากต้องโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีทั้งเด็กที่เดินทางมากับผู้ปกครอง เดินทางมากับนายจ้าง แต่ในระยะหลัง เราพบเห็นขึ้นมากก็คือ เด็กที่ต้องเดินทางมาเพียงลำพัง หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้น นี่เป็นผลให้เด็กเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงหลายประการ ทั้งการเข้าถึงบริการที่จำกัด มีสถานะไม่มั่นคง ความกังวลจากการถูกจับกุมกักขังและถูกพรากจากครอบครัว หรือเผชิญความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ คำถามก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างพื้นที่ปลอดภัย ได้รับทราบและมองเห็น ไปจนถึงการสนับสนุนศักยภาพของเด็กเคลื่อนย้ายกลุ่มนี้
อาจารย์จากจุฬาฯ ระบุว่า เบื้องต้นเขาขอชี้ให้เห็นปัญหาใน 3 มิติด้วยกัน โดยล้อไปกับแนวคิดของงานคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย การได้ถูกรับรู้และถูกมองเห็น และสุดท้ายคือการสนับสนุน
ภาณุภัทร จิตเที่ยง (แฟ้มภาพจากเพจเฟซบุ๊ก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
ด้านความปลอดภัยของเด็กเคลื่อนย้าย ภาณุภัทร เริ่มจากกล่าวแสดงความชื่นชมรัฐไทย เพราะว่าไทยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่ได้มีแนวปฏิบัติเรื่องการไม่กักขังเด็กในห้องกัก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะมีข้อจำกัดเรื่องการพรากเด็กจากครอบครัว เนื่องจากมีกรณีที่พ่อ-แม่ถูกกักขัง แต่เด็กไม่ถูกกัก จึงเป็นโจทย์ที่เราต้องหาโมเดลหรือรูปแบบบางอย่างที่จะสอดประสานทั้งกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนได้ อาจจะเป็นรูปแบบของ "Shelter" (สถานที่พักพิง) หรือการกักที่มีรูปแบบแตกต่างกันไป
อาจารย์จากจุฬาฯ ได้มีข้อเสนอถึงการพัฒนาบ้านพักชุมชน เพื่อรองรับเด็กที่โยกย้ายถิ่นฐานในรูปแบบที่ไม่ได้มากับครอบครัว เพื่อให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองและได้รับการสนับสนุนจากชุมชน เพราะถ้าปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง อาจมีความเสี่ยงที่เด็กจะถูกหล่อหลอมไปยังทิศทางที่ไม่พึงปรารถนา ดังนั้น โจทย์ใหญ่คือเราจะทำยังไงที่จะทำให้เด็กในบริบทนี้ได้รับการคุ้มครองจากชุมชน หรืออาจจะมีระบบที่เรียกว่า "ผู้ปกครองทางกฎหมาย" ขึ้นมา
ประการต่อมา ภาณุภัทร ได้กล่าวถึงโจทย์ของการป้องกันเด็กจากการถูกล่อลวงโดยสแกมเมอร์ หรือการค้ามนุษย์บนโลกออนไลน์ ซึ่งมีข้อมูลไม่ใช่แค่เด็กที่ยากจน แต่ยังมีเด็กกลุ่มอื่นๆ ที่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ และเมื่อเด็กตกเข้าสู่กลไกของการล่อลวง เด็กจะเกิดบาดแผลในใจ (trauma) และอาจส่งผลในระยะยาว ดังนั้น เราจะมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันเด็กเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นโจทย์ที่เราต้องคุยกันต่อ
โจทย์ท้าทายคุ้มครองสิทธิเด็ก ชงบูรณาการข้อมูล เพื่อประโยชน์การบริหารจัดการ
มิติที่ 2 คือการที่จะทำให้เด็กได้รับการมองเห็นและถูกคุ้มครองทางกฎหมาย อาจารย์รัฐศาสตร์ มองว่า สิ่งที่จะทำให้เด็กได้รับการคุ้มครอง คือการทำให้เขามีตัวตนทางกฎหมาย หรือต้องมีสถานะ อย่างน้อยที่สุดรัฐไทยต้องมีการจดทะเบียนการเกิดทุกคนทุกที่เป็นสิ่งสำคัญ ต่อมา ทำให้เด็กเข้าถึงระบบการคุ้มครองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานสงเคราะห์ โรงพยาบาล หรือสถานศึกษา และเรื่องนี้จะเป็นอานิสงส์สำหรับข้อมูลด้านประชากรของเด็ก เพราะข้อท้าทายของประเทศไทยคือเราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพวกเขา ทำให้การบริหารจัดการคุ้มครองสิทธิทำได้โดยยาก
นอกจากนี้ ภาณุภัทร มองด้วยว่า อีกข้อท้าทายที่ต้องคิดกันต่อก็คือการเชื่อมระหว่างข้อมูลไทยและนานาชาติ เนื่องจากประเทศไทยอาศัยแค่เพียงข้อมูลในประเทศอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยข้อมูลในระดับระหว่างประเทศ เพราะการบริหารจัดการปัญหาและคุ้มครองสิทธิเด็กเคลื่อนย้ายมีความซับซ้อน แต่อย่างไรก็ดี เขาเสนอว่า อย่างน้อยในบริบทภายในประเทศ ควรมีการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในเรื่องนี้
เสนอภาครัฐ ยกระดับทำงานร่วมเครือข่ายท้องถิ่น
ภาณุภัทร กล่าวต่อว่า มิติที่ 3 เรื่องสนับสนุนสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาคประชาสังคมต่างๆ ในพื้นที่ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในมิติการศึกษา สาธารณสุข และครอบครัว แต่โจทย์ตอนนี้คือทำยังไงที่ทำให้การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคประชาสังคม ที่มีความถาวรมากยิ่งขึ้น เพราะบทบาทของภาคประชาสังคม แม้ว่าเขาจะมีทรัพยากรที่จำกัด แต่สิ่งที่เขามีคือการเข้าถึงชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนงาน หรือชุมชนโยกย้ายถิ่นฐาน ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงกระบวนการคุ้มครองได้อย่างฉับพลันทันที เราจะทำยังไงให้ภาคประชาสังคมมาเป็นพันธมิตรกับรัฐในการทำงานและขับเคลื่อนร่วมกัน และการทำงานแบบไตรภาคีอาจเป็นโจทย์สำคัญอย่างยิ่งในการเข้าไปช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็ก
'คุ้มครองสิทธิเด็ก' บทบาทนำของไทยในเวทีโลก
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า เขาขอพูดถึงคุณค่ามาตรฐานที่เรามีอยู่แล้ว และประเทศไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นในด้านนี้มาโดยตลอด ที่บอกแบบนี้เพราะแนวคิดหลายๆ อย่างที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอาเซียน เกิดขึ้นจากประเทศไทย และระหว่างที่เขากำลังพูดอยู่นี้ ในการประชุมที่มาเลเซีย กำลังพิจารณารับรองแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการไม่กักขังเด็ก ซึ่งกรอบแนวคิดนี้เกิดมาจากความริเริ่มของไทยเราเอง โดยอาจารย์วันชัย รุจนวงศ์ ที่เป็นผู้ผลักดันและช่วยขับเคลื่อนในส่วนนี้ในกรอบอาเซียน ในสมัยที่อาจารย์เป็นผู้แทนด้านสิทธิเด็กในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC)
ข้อท้าทายของเราคือแม้ว่าเราจะมีแผนระดับภูมิภาคที่ริเริ่มไว้ แต่มันอาจไม่นำไปสู่การปฏิบัติในระดับประเทศ ดังนั้น โจทย์ก็คือเราจะทำยังไงที่กรอบมาตรฐานที่ไทยได้ริเริ่มนี้นำไปสู่การปฏิบัติในระดับภูมิภาค และอาจไปไกลกว่านั้นถึงในระดับทวีปเอเชีย ถ้าเราทำได้ ไทยจะได้อยู่ในจอเรดาร์ในเวทีสากล เพราะประเทศอื่นๆ จะเห็นว่าเราเป็นผู้นำเรื่องนี้
ขยายความร่วมมือถึงหน่วยงานข้ามพรมแดน
อาจารย์จุฬาฯ กล่าวต่อว่า ข้อท้าทายประการต่อมา คือการคุ้มครองสิทธิเด็กมันต้องอาศัยระบบการ "ส่งต่อ" (Refer) สิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญมากคือในบริบทแวดล้อมของ อ.แม่สอด จ.ตาก เราไม่ได้มีตัวแสดงที่เป็นรัฐต่อรัฐเท่านั้น แต่เรามีหลายๆ ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เราจะมีกลไกอย่างไรที่จะมีระบบ "Referral" กับตัวแสดงอย่างไม่เป็นทางการเหล่านี้ แน่นอนว่าในทางปฏิบัติมีการทำงานร่วมกันในพื้นที่อยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือทำยังไงที่จะให้ความร่วมมือกันตรงนี้เป็นระบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งหัวใจสำคัญคือการเข้าใจภูมิทัศน์ชายแดน เราต้องอาศัยคนในพื้นที่ชายแดนสร้างความเข้าใจให้กับกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องภูมิทัศน์และสถานการณ์ในชายแดน และเขาเชื่อว่าการทำงานกับตัวแสดงที่มีความหลากหลายเหล่านี้จะทำให้การคุ้มครองเด็กเป็นไปได้
นอกจากนี้ ภาณุภัทร เสนอด้วยว่า ศูนย์ประสานงานชายแดนของรัฐบาล เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีเซกชันที่ดูแลเฉพาะเรื่องสิทธิเด็กและครอบครัว และจะเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของเด็ก
โจทย์ใหญ่ต่อไปคือเรื่องสุขภาพจิต
ภาณุภัทร กล่าวต่อว่า หลายคนอาจมองปัญหาเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องเล็ก แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เพราะปัญหาสุขภาพจิต เมื่อเกิดขึ้นแล้วแทนที่จะต้องมานั่งแก้ไขปัญหาระยะสั้น แต่จะกลายเป็นการแก้ไขระยะยาว ซึ่งหลายครั้งถ้าเราไม่ป้องกัน และไปแก้ปัญหาปลายเหตุ เราจะต้องมานั่งแก้ไขปัญหาปลายเหตุอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดที่เราต้องมาคิดกันต่อ
อาจารย์จากจุฬาฯ เสนอด้วยว่า ภาครัฐต้องช่วยเสริมพลังในพื้นที่ชุมชน เพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาดีเท่ากับชุมชน หรือหน่วยงานในท้องที่อีกแล้ว ต้องให้พวกเขาได้ถ่ายทอดเสียงจากท้องที่ออกมาถึงกรุงเทพฯ และในเวลาเดียวกัน ท้องที่ต้องไม่หยุดส่งเสียงมาที่กรุงเทพฯ อย่าง "ต่อเนื่อง" เพื่อที่จะทำให้ฝ่ายบริหารสามารถสนับสนุนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
'ลงทุนในเด็ก' คือการสร้างความมั่นคง
ภาณุภัทร กล่าวว่า ท้ายที่สุดเราจะทำยังไงให้เด็กได้รับความคุ้มครอง มีสถานะที่มั่นคง และได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเหมาะสม เราจะบอกว่าอาศัยความเมตตา หรือมนุษยธรรมอย่างเดียวมันไม่พอ แต่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถยืนหยัดได้ และอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำประโยชน์ให้กับประเทศและตัวเขาเองได้ คือการลงทุนในตัวเขา ซึ่งเขาย้ำในเรื่องนี้เสมอ
"ทำไมเราต้องดูแลเด็กเหล่านี้ คำถามนี้เกิดขึ้นเสมอ แต่ถ้าเราคิดในระยะยาวการลงทุนในตัวเขา มันคือการสร้างความมั่นคงให้กับเราเอง เพราะเขาสามารถดูแลตัวเองได้ในระยะยาว มันคือการลงทุนในอนาคตของประเทศ มันคือการลงทุนให้กับเพื่อนบ้านของเรา และวันหนึ่งที่เราพยายามที่จะทำให้เกิดความสงบ หรือศักยภาพเกิดขึ้นในเพื่อนบ้าน คนกลุ่มเหล่านี้คือคนที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประเทศพวกเขาไปในตัว" ภาณุภัทร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ หลังจากการปาฐกถาพิเศษแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ อย่าง "Human Library" ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กเคลื่อนย้ายลุกขึ้นมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ทั้งในมิติปัญหา ชีวิต ความคิดและความฝัน และข้อเสนอของพวกเขาในด้านสิทธิของเด็ก และวงเสวนา "Policy Dialogue" โดยมีผู้เข้าร่วมพูดคุยทั้งเด็กเคลื่อนย้าย และได้สุชาติ เศรษฐมาลินี สมาชิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) มาร่วมพูดคุย และรับข้อเสนอจากเด็กๆ เพื่อนำไปผลักดันต่อ
