Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วงเสวนา '36 ปี ว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิเด็ก : ความก้าวหน้าและความท้าท้ายของประเทศไทยต่อการคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้ายในวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรม' ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร อ.แม่สอด จ.ตาก โดยตัวแทนเด็กร่วมสะท้อนปัญหาการใช้ชีวิต และข้อเสนอสิทธิเด็กเคลื่อนย้ายถึงภาครัฐใน 3 มิติ การศึกษา ความเป็นอยู่ และความปลอดภัย ด้าน 'กสม.' รับผลักดันต่อ เตรียมจัดวงประชุมสมัชชาฯ 18-19 ธ.ค.นี้ ชวนทุกฝ่ายร่วมวงถก หาทางยกระดับสิทธิเด็ก

 

26 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องในวาระวันเด็กสากล ประจำปี 2568 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด จ.ตาก เวลาประมาณ 13.00 น. วงเสวนา "Policy dialogue" ภายใต้หัวข้อ "36 ปี อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก : ความก้าวหน้าและความท้าท้ายของประเทศไทยต่อการคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้ายในวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรม"

งานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรมสิทธิเด็กเคลื่อนย้าย : ปลอดภัย รับรู้ และสนับสนุน จัดโดย มูลนิธิ Rights Beyond Border และพันธมิตรที่ทำงานด้านสิทธิฯ อีก 8 องค์กร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และมีข้อเสนอถึงหน่วยงานต่างๆ ในการร่วมกันผลักดันการคุ้มครองสิทธิของเด็กเคลื่อนย้าย 

ผู้เข้าร่วมเสวนามีทั้งตัวแทนจากเด็ก เช่น ตัวแทนของเด็กเคลื่อนย้าย อย่าง 'โชเลข่าย' ประธานเครือข่ายเด็กเคลื่อนย้าย และ ‘หน่วยกะยอสิ่นผิ่ว’ ผู้แทนจากเครือข่ายเด็กเคลื่อนย้ายจาก 5 ศูนย์การเรียนฯ ในแม่สอด สามเณร ‘เติร์ด’ จากศูนย์การเรียนโพธิยาลัย และสมาชิกเครือข่ายคุ้มครองเด็กในวัด สุชาติ เศรษฐมาลินี สมาชิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชาติ (กสม.) เป็นต้น 

วงเสวนา Policy Dialogue (ถ่ายโดย ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์)

สามเณรเติร์ด เผยว่า ปัญหาของเด็กเคลื่อนย้ายคือหลายคนต้องหนีภัยประหัตประหารเข้ามายังประเทศไทย โดยไม่ได้นำเอกสารติดตัวมาด้วย ทำให้พวกเขามีความกังวลเนื่องจากต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใหม่ ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไง หรือจะได้รับการศึกษาหรือไม่ 

สำหรับชีวิตของสามเณรเติร์ด เขาเล่าให้ฟังว่า เนื่องด้วยที่บ้านเกิดสงคราม ทำให้เขาต้องเดินทางเข้ามาในไทยกับแม่เพียง 2 คนโดยไม่มีเอกสารติดตัว จากนั้นแม่ก็ให้เขาบวชเป็นสามเณร ซึ่งตอนบวชใหม่ๆ ชีวิตของเขาเติบโตด้วยตัวคนเดียวภายในวัด ไม่ได้มีพ่อแม่อยู่ด้วย และไม่ได้รับการศึกษา จนกระทั่งมาเจอศูนย์การเรียนโพธิยาลัย ที่ให้โอกาสทางการศึกษากับเขาจนเรียนจบชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 

สามเณรเติร์ด เผยว่า จริงๆ การเข้าเรียนก็ไม่ง่ายนัก เพราะว่าต้องไปหาเอกสาร ใบเกิด และอื่นๆ ซึ่งเขาเกือบจะไม่ได้เรียน แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ และตั้งแต่ได้เริ่มเรียนมา ทำให้เขาได้รับโอกาสมากมาย ได้เปิดโลกใหม่ และรู้สึกดีว่าได้ทำอะไรที่ทำให้ชีวิตของเราก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งต้องขอบคุณเจ้าอาวาสที่รับเขาเข้ามาอาศัยในวัดด้วย

อุปสรรคในการเข้าเรียน 'GED'

ด้านโชเลข่าย และหน่วยกะยอสิ่นผิ่ว ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้ายได้อภิปรายถึงปัญหาและข้อเสนอด้วยกัน 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านการศึกษา มิติความเป็นอยู่ และมิติความปลอดภัย

ในด้านการศึกษา พวกเธอระบุว่า นักเรียนข้ามชาติในแม่สอด ต้องเผชิญอุปสรรคอย่างมากในเข้าศึกษาในโปรแกรมเตรียมสอบ ‘GED’ ซึ่งก็คือการสอบเทียบวุฒิระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของสหรัฐอเมริกา 

สาเหตุที่นักเรียนข้ามชาติต้องการสอบ ‘GED’ เนื่องจากหากสอบและได้คะแนนดี นี่จะเป็นใบเบิกทางให้พวกเขาสามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทั้งในไทย (หลักสูตรนานาชาติ) และมหาวิทยาลัยในยุโรปและสหรัฐฯ ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเรียนหลักสูตร GED ยังประสบปัญหาในการเข้าถึงนักเรียนข้ามชาติ 

ข้อมูลจากศูนย์ประสานงานการจ้ดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) พบว่าในปี 2568 มีนักเรียนข้ามชาติที่ได้ศึกษา GED เพียง 1,388 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 18,591 คน หรือคิดเป็น 8% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด หรือในศูนย์การเรียนรู้ CDC มีนักเรียน 25 คนจาก 740 คนที่ได้เรียนหลักสูตร GED 

ปัจจัยหลักมาจากเด็กบางคนไม่มีเอกสารประจำตัวทำให้ไม่สามารถเรียนในโปรแกรมเตรียมสอบ GED อีกทั้ง ค่าสอบยังมีราคาที่สูงอยู่ที่ 10,200 บาท หรือต่อให้สอบ GED ผ่านได้แล้ว แต่ด้วยค่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่แพง ทำให้นักเรียนข้ามชาติต้องรอทุนการศึกษาเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้

การรับมือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังขาดแคลน

ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย กล่าวว่า นักเรียนข้ามชาติหลายคนประสบปัญหาด้านโภชนาการ และสุขภาพ หลายคนกลัวการไปโรงพยาบาลเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง และไม่มีประกันสุขภาพ บางคนไม่มีเอกสารทำให้ไม่กล้าออกไปไหน เพราะกลัวถูกจับกุมระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล นักเรียนข้ามชาติบางคนอาศัยในหอพัก ถ้าป่วยก็มีเพียงยาสามัญประจำบ้าน และได้รับโภชนาการไม่เพียงพอ เนื่องจากงบประมาณของศูนย์การเรียนฯ ที่จำกัด

ที่สำคัญมากๆ คือการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตยังคงขาดแคลน ซึ่งผลจากการประเมินของมูลนิธิ Rights Beyond Border ระบุว่า 40% ของเด็กและเยาวชน 722 คนในศูนย์การเรียนฯ ประสบปัญหาความวิตกกังวล และความเครียดในระดับที่รุนแรง โดยสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ความคิดถึงบ้าน และความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก 

ไร้เอกสาร ไร้ความปลอดภัย

ด้านความปลอดภัย ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย ระบุว่า นักเรียนที่เผชิญปัญหาความรุนแรง เมื่อแจ้งเหตุไปแล้ว หน่วยงานที่มีอำนาจในการจัดการกลับไม่เข้มงวดและไม่ตอบสนองอย่างทันท่วงที บางโรงเรียนที่มีปัญหาการลักขโมยและการล่วงละเมิดทางเพศ แต่เด็กจำนวนมากยังไม่ทราบช่องทางแจ้งเหตุและกลัวที่จะเข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การไม่มีเอกสารทำให้นักเรียนมีความเสี่ยงจากการถูกคุกคาม หรือการจับกุมระหว่างเดินทางไปเรียน

ข้อเสนอ 3 ด้านจากเสียงของเด็ก 

สำหรับข้อเสนอ ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย ระบุว่า พวกเธออยากให้ภาครัฐจัดทำบัตรประจำตัวนักเรียน หรือเอกสารการเรียนชั่วคราว เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษา GED และการศึกษานอกระบบอื่นๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ที่ระบุให้กระทรวงศึกษาไทย ต้องพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อออกเลขประจำตัวนักเรียนให้กับศูนย์การเรียน และประสานกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดทำข้อมูลบุคคล

นอกจากการทำบัตรประจำตัวนักเรียนแล้ว พวกเธอเสนอให้ภาครัฐมีการอบรมครูแบบพหุภาษา และจัดสรรครูไทยให้ศูนย์การเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้ศูนย์การเรียนต่างๆ สามารถสอนวิชาภาษาไทย 

ในด้านความเป็นอยู่ ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย เสนอให้มีการจัดการการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การตรวจสุขภาพ และการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต รวมถึงการมีประกันสุขภาพในราคาที่เข้าถึงได้หรือฟรี

นอกจากนี้ พวกเธอเสนอให้มีการจัดอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะด้านการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน พร้อมทั้งจัดให้มีพยาบาลประจำศูนย์การเรียนฯ และหลักสูตรสุขศึกษาในศูนย์การเรียนฯ

ท้ายที่สุดคือมิติความปลอดภัย ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย และนักเรียนข้ามชาติ มองว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ภาครัฐจะจัดให้มีการทำเอกสารชั่วคราว หรือจัดทำบัตรนักเรียน เพื่อให้พวกเขาสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย และไม่ถูกคุกคาม โดยกระบวนการการลงทะเบียนต้องเป็นมิตรกับเด็ก หรือต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการทำผิดทางอาญา เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือการถ่ายภาพ 4 ด้าน 

พวกเธออยากเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำงาน เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิเด็กทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ และมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ในโรงเรียน และชุมชน และมีการฝึกอบรมครูให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกละเมิด หรือความรุนแรงได้

"นักเรียนข้ามชาติมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้น้อยมาก และการตัดสินใจต่างๆ มักเกิดขึ้นโดยไม่มีพวกเขาอยู่ในนั้น พวกเรายืนยันว่าไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษสำหรับเด็กเคลื่อนย้าย แต่เรียกร้องโอกาสที่เท่าเทียม พวกเรารักการเรียน ขยัน และมีความฝันเหมือนเด็กทุกคน การศึกษาคือสะพานอยู่อนาคตที่ดีสำหรับตัวเรา ครอบครัว และประเทศไทย" ตัวแทนเด็กเคลื่อนย้าย ทิ้งท้าย

กสม.รับข้อเสนอผลักดันต่อ

สุชาติ เศรษฐมาลินี ในฐานะสมาชิก กสม. กล่าวเน้นย้ำว่า เรื่องสิทธิเด็กกลุ่มเปราะบาง หรือเด็กเคลื่อนย้าย ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และไทยก็มีพันธะกรณีที่ลงนามไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่จะต้องให้ความคุ้มครองเด็กทุกคนโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ และต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก เพื่อให้พวกเขาได้มีสิทธิอยู่อย่างปลอดภัย และสิทธิที่จะถูกรับฟังหรือมีส่วนร่วมไม่ว่าเขาจะอยู่ในสังคมใดก็ตาม

สุชาติ เศรษฐมาลินี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน ไทยจะมีนโยบายด้านสิทธิเด็กก้าวหน้า อย่างการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) แต่จากการติดตาม พบว่ายังมีช่องว่างในการปฏิบัติในหลายพื้นที่ หลายโรงเรียนที่ไม่ยอมรับเด็ก รหัส G หรือการให้ตัวตนสถานะบุคคล แม้ว่าเด็กจะเกิดในประเทศไทย แต่การรับรองการเกิดยังมีปัญหาอยู่เยอะ หรือกรณีการกักขังเด็กในห้องกักของ ตม. เวลาเราลงไปดูในพื้นที่ ยังพบเห็นการกักขังเด็กอยู่เยอะเหมือนกัน ซึ่งทาง กสม.จะขอรับไปติดตามและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการคุ้มครองเด็ก

สุชาติ กล่าวต่อว่า วันนี้ได้มีโอกาสรับหนังสือจากเด็กเคลื่อนย้าย หลังจากนี้ทาง กสม.จะจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 18-19 ธ.ค. 2568 ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดสมัชชาฯ จะมีการหาทางพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลเรื่องการคุ้มครองเด็ก เพื่อให้มีการรับฟังเสียงสะท้อนในพื้นที่ และทาง กสม.เองก็รับเป็นเจ้าภาพในการประชุม และออกจดหมายเชิญหน่วยงานต่างๆ ให้เข้าร่วม เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข และอื่นๆ โดยเราหวังว่าในเวทีจะได้มารับฟังปัญหา และหาทางออกร่วมกัน

ปลดล็อก 'ชาตินิยม' เป็นพันธกิจของทุกคน

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าทาง กสม.มีอะไรอยากฝากถึงกระแสชาตินิยมในสังคมที่กำลังรุนแรงในขณะนี้หรือไม่ สุชาติ มองว่า เรื่องชาตินิยมก็เป็นปัญหาที่สำคัญ และเขามองว่าทุกฝ่ายจะต้องมาช่วยเหลือ เพื่อปลดล็อกมุมมองของสังคม ให้เห็นความสำคัญความมั่นคงของมนุษย์ และความหลากหลายของผู้คน ซึ่งอยู่ข้ามพรมแดนและความมั่นคงของชาติ 

“คนในสังคมไทย หรือภาคสื่อต่างๆ จะต้องมาช่วยกันในการที่จะปลดล็อกให้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายของผู้คน ซึ่งจริงๆ มันคือความสวยงามที่จะเราอยู่ร่วมกัน และพ่อแม่ที่เข้ามา ล้วนแต่เป็นคนที่เข้ามาช่วยพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น เราต้องช่วยกันในการปลดล็อกตรงนี้” สมาชิก กสม. กล่าว 

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 20 พ.ย.ของทุกปีเป็น “วันเด็กสากล” เพื่อเฉลิมฉลองการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเมื่อปี 2532 และเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาด้านสิทธิ และความเป็นอยู่ของเด็กทั่วโลก 

ขณะที่คำว่า "เด็กเคลื่อนย้าย" เป็นคำที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนัก โดยในการประชุมเรื่อง “เด็กเคลื่อนย้าย” ได้กำหนดนิยามเด็กกลุ่มนี้ว่า คือเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และมีเหตุหรือปัจจัยที่ต้องทำให้พวกเขาต้องอพยพทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน ทั้งสมัครใจและไม่เต็มใจ ทั้งการอพยพไปกับครอบครัว ญาติหรือมิตรสหาย อพยพเพียงลำพัง หรือตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ยกตัวอย่างเด็กกลุ่มนี้จะเป็นทั้งผู้พลัดถิ่นภายใน (IDP) ผู้แสวงหาที่พักพิงหรือผู้ลี้ภัย ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และอื่นๆ 

นอกจากงานเสวนาแล้ว ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น การปาฐกถาพิเศษโดย ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กิจกรรม ‘Human Library’ ที่เปิดโอกาสให้เด็กเคลื่อนย้ายได้พูดถึงปัญหาการใช้ชีวิต ความคิด และความหวังของพวกเขา รวมถึงการแสดงเชิงวัฒนธรรม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง