รัฐบาลเปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศปกฉ.) “ภราดร” นั่ง ผอ. “ไตรศุลี” นั่งเลขาฯ ย้ำปฏิบัติการร่วมศูนย์ฯ ส่วนหน้า “เหล่าทัพ” เสริมกำลังอพยพ-แจกอาหาร ยกอำนาจ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” แบ่งช่วย 3 เคส สีแดง สีเหลือง สีเขียวในพื้นที่ - กรมอุตุฯ เตือน 8 จังหวัดภาคใต้ "ฝนตกหนักถึงหนักมาก"
25 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย พร้อมด้วยนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย หรือ ศปกฉ.
โดยนายภราดร ระบุว่า รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมแต่งตั้งให้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ส่วนหน้า รวมทั้งมีการตั้ง ศปกฉ.โดยมีนายภราดร เป็นผู้อำนวยการ นางสาวไตรศุลี เป็นเลขานุการศูนย์ฯ และนายสิริพงศ์ และพลโท วันชนะ สวัสดี เป็นโฆษกศูนย์ฯ
พร้อมความร่วมมือจากหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการนำข้อมูลเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนในเขตพื้นที่ ที่ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 1784 และหมายเลข 1111 รวมถึงเพจข่าวสารของรัฐบาลสามารถขอความช่วยเหลือได้ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวมรวม และคัดกรองที่ ศปกฉ.
นายภราดร กล่าวด้วยว่า ศูนย์ปฏิบัติการจะมีหน้าที่คัดกรองข้อมูล แบ่งระดับของความช่วยเหลือคือ สีแดง ผู้ที่อันตรายที่อยู่ในขั้นรุนแรง วิกฤติ สีเหลือง คือ ผู้ที่ติดในบ้านเรือน ที่พักอาศัยสองชั้น ซึ่งสามารถอยู่ชั้นบน แต่ขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันจะประสานข้อมูลไปยังศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้บัญชาการ ได้นำข้อมูลไปบริหารกับสถานการณ์ในพื้นที่
อีกทั้งเหล่าทัพได้นำสรรพกำลัง ทั้งเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน เรือ และกำลังพล เข้าไปช่วยเหลือประชาชนทั้งในเรื่องการอพยพ การลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่ โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดจะเป็นผู้แบ่งระดับพื้นที่การแจกจ่ายครั้งหนึ่งในหน้างาน โดยอาจจะแบ่งตามตำบล หมู่บ้าน หรือพื้นที่ ว่าแต่ละจุดมีความต้องการอย่างไร โดยจะมีการใช้รถ เรือ และเฮลิคอปเตอร์ ในการลำเลียง
ขณะที่ โรงพยาบาลในพื้นที่ นายภราดร ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟผ.) หาแนวทางในการสร้างกระแสไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาเพื่อรักษาผู้ป่วยให้เป็นปกติมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยรายใดที่ไม่สามารถรักษาได้ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จะดำเนินการอพยพ โดยผ่านการพิจารณารายบุคคลจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวถึงการตั้งศูนย์ ศปกฉ.จึงมีข้อกังวลใจจากทางภาคประชาชน ว่าจะนำข้อมูลเหล่านี้มาคัดกรองจะทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ ซึ่งในการดำเนินการส่วนพื้นที่ก็จะมีการดำเนินการปฏิบัติการแบบ on ground แบ่งเป็นระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล และระดับจังหวัดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พบข้อมูลมาจากหลากหลายช่อง ทางช่องทางทั้งที่เป็นทางการและช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่ของศูนย์นี้คือการรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาจัดเรียงเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และไม่ต้องแบ่งพื้นที่เป็น สีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง นอกจากนั้นจะมีลักษณะหนึ่งที่ให้ความร่วมมือการเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือของจิตอาสาที่จะมีเพิ่มเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ หากไม่มีการบริหารจัดการหลังบ้านที่ดีก็จะกลายเป็นว่าทรัพยากรในพื้นที่ที่จะลงไป จะทราบเพียงแค่ข้อมูลตามแหล่งข่าวโซเชียลมีเดียเท่านั้น จึงได้มีการจัดสรรทรัพยากรที่มีหลังบ้านว่าจะสามารถกระจายลงไปได้อย่างไร และหลังจากที่น้ำลงแล้วศูนย์นี้จะมีหน้าที่จัดการบริหารทรัพยากรข้อมูลในกรณีที่มีการช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ ว่าศูนย์ที่ที่ไหนยังขาดแคลน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ว่าบางศูนย์มีมากจนล้น และบางศูนย์ขาดแคลน ดังนั้นศูนย์นี้จะเป็นการทำงานข้อมูลหลังบ้านเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่หน้างานแต่อย่างใด และสนับสนุนให้การทำงานหน้างานเป็นไปอย่างตรงประเด็นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
กรมอุตุฯ เตือน 8 จังหวัดภาคใต้ "ฝนตกหนักถึงหนักมาก"
Thai PBS รายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 22 เรื่อง อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 25 พ.ย.2568) โดยระบุรายละเอียดดังนี้
ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง และประเทศมาเลเซีย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน
สำหรับประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นลง กับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง
ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาถึงประเทศจีนตอนใต้ และประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงตอนบนในวันนี้ (25 พ.ย.)
สรุปปริมาณฝนสะสมราย (21–24 พ.ย.68)
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในบริเวณภาคใต้
ฝนสูงสุด (ฝนหนักมาก) วัดได้ 603.4 มม. ที่ จ.สงขลา
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ปริมาณฝนลดลงในบริเวณภาคใต้
ฝนสูงสุด (ฝนหนักมาก) วัดได้ 624.2 มม. ที่ จ.นราธิวาส
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในบริเวณภาคใต้
ฝนสูงสุด (ฝนหนักมาก) วัดได้ 496.4 มม. ที่ จ.ปัตตานี
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในบริเวณภาคใต้
ฝนสูงสุด (ฝนหนักมาก) วัดได้ 359.6 มม. ที่ จ.สงขลา
ยกระดับการจัดการสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) พื้นที่ จ.สงขลา

สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยกำหนด "พื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง" เร่งบูรณาการทุกกลไกช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
จากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสงขลาถือเป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบร้ายแรง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเป็นสาธารณภัยที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ยุติลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องบูรณาการและระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
“นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีบัญชาจัดตั้งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ขึ้น ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นศูนย์กลางในการอำนวยการ และรับผิดชอบ บังคับบัญชา อำนวยการ วินิจฉัย สั่งการ ควบคุม และประสานความร่วมมือในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งจะประกอบกำลังร่วมกับหน่วยงานตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2570 เข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน (สปฉ.) อย่างเต็มรูปแบบ (Full Activated) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนจิตอาสา เพื่อเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในด้านต่าง ๆ เกิดประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในจังหวัดสงขลาสามารถยุติได้อย่างรวดเร็ว และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสงขลาจะได้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
