รมว.กลาโหมแถลงย้ำไทยตอบโต้โดย "ชอบธรรม" ตามกฎหมายเป็นไปตามมติ สมช. ท้วงกัมพูชาไม่จริงใจสร้างสันติภาพใช้อาวุธร้ายแรงโจมตีไทย ส่วนความคืบหน้าปฏิบัติการทำลายอาคารที่ตั้งสแกมเมอร์ เสาแอนตี้โดรน คุมปราสาทคนา ยึดบ้านไปรจัน
8 ธ.ค. 2568 เวลา 18.52 น. เพจของกระทรวงกลาโหมเผยแพร่คำแถลงของ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงสถานการณ์การปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวานนี้
รมว.กลาโหมย้ำว่าไทย ยึดมั่นในการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยผลการประชุมของทั้งสองฝ่าย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (Joint Declaration) มาตลอด แต่กัมพูชาได้เริ่มโจมตีทางทหารด้วยอาวุธสงครามร้ายแรงต่อกองทัพไทย หลังจากกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงถึงการละเมิดของฝ่ายกัมพูชาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 (อนุสัญญาออตตาวา)
“การกระทำของฝ่ายกัมพูชาแสดงออกอย่างชัดแจ้ง ถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันสร้างสันติภาพ การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธร้ายแรงโจมตีต่อฝ่ายไทย เป็นเหตุให้ทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย แสดงให้เห็นว่ากองทัพกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมที่ได้ให้ไว้ มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ทำลายสันติภาพที่ประเทศไทยพยายามสร้างและประคับประคอง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองอย่างเต็มรูปแบบตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ชีวิตของทหาร และประชาชนคนไทยทุกคน”
พลเอก ณัฐพลระบุว่า ฝ่ายไทยมีความชอบธรรมตามกฎหมายภายในและระหว่างประเทศที่จะตอบโต้ผู้ทำลายสันติภาพเมื่อไทยเป็นผู้ถูกกระทำก่อน เพื่อยุติภัยคุกคามและคืนความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยบริเวณชายแดน โดยพร้อมตอบโต้และควบคุมสถานการณ์ภายใต้กรอบหลักการสากลมีเหตุผล โดยเป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อ 11 พ.ย. 2568 และ 8 ธ.ค. 2568
ทั้งนี้ตามรายงานผลการประชุมของ สมช.วันนี้ ระบุไว้ว่า “ที่ประชุมฯ เห็นพ้องให้สามารถปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณี ตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม”
ทัพภาค 1 ยึดบ้านไปรจัน
ทางด้านเพจกองทัพภาคที่ 2 มีการรายงานความคืบหน้าในการปฏิบัติการทางทหาร โดยระบุว่าได้ตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของไทยและความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน และพบการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังทำการรบ และการเตรียมการยิงสนับสนุน ซึ่งอาจมีลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพและความปลอดภัยของประชาชน และได้ระบุถึงปฏิบัติการของฝ่ายไทย 5 ปฏิบัติการดังนี้
1) การยิงทำลายตึกร้างที่ทำการเครือข่ายสแกมเมอร์ พื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
2) การยิงทำลายเสา Anti Drone พื้นที่พระวิหารและห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
3) การกวาดล้างสวนมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งรุกล้ำเส้นปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ทางทิศตะวันออกช่องจอม
4) การเข้าควบคุมปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
5) การยิงทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียงเนิน 350 ปราสาทตาควาย
เพจกองทัพภาค 2 คาดการณ์ว่ากัมพูชาจะใช้จรวดหลายลำกล้องยิงต่อประชาชนหลายแห่งโดยเพ่งเล็งที่พื้นที่เดิมที่เคยถูกยิง
ส่วนทางด้านเพจของกองทัพภาคที่ 1 โพสต์แจ้งเมื่อ 13.35 น.ว่ากองกำลังบูรพา ภายใต้สังกัดกองทัพภาคที่ 1 เข้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว โดยระบุเหตุผลว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์รวมถึงอาวุธหนักเข้าที่มั่นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันนี้ได้รับรายงานว่าได้เคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทย สร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา
จากนั้นเวลา 17.52 น. เพจกองทัพภาคที่ 1 โพสต์อีกครั้งถึงการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพาว่าสามารถยึดควบคมที่หมาย บ้านไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้ และเตรียมวางลวดหนามตามแผนต่อไป
