Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

11 ธ.ค. 68 ทางการกัมพูชาเผยว่าความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ปะทุตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตพลเรือนรวมเป็น 11 ราย มีผู้บาดเจ็บ 75 ราย ยอดผู้อพยพรวมเพิ่มขึ้นเป็น 192,173 คน จาก 5 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ - กสม.กัมพูชาแสดงความกังวลการนิ่งเงียบของ UNESCO ต่อการทำลายมรดกโลก - ยื่นคำร้องด่วนต่อคณะมนตรีความมั่นคง UN เตือนการรุกรานของไทย


ภาพจาก: Kiripost

11 ธันวาคม 2568 11 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ Cambodianess รายงานว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเปิดเผยว่า กองทัพไทยได้เปิดฉากโจมตีก่อนรุ่งสางในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา ในจังหวัดอุดรมีชัย โดยยิงกระสุนปืนใหญ่ในบริเวณวัดคนาร์ นอกจากนี้ กองทหารไทยยังได้ยิงกระสุนปืนใหญ่ไปยังบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน ในอำเภอโอวโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ ระบุว่า ณ เช้าวันที่ 11 ธ.ค. วิกฤตการณ์ดังกล่าวได้คร่าชีวิตพลเรือนไป 10 ราย บาดเจ็บ 60 ราย และทำให้ประชาชน 192,173 คนต้องพลัดถิ่น

(ต่อมาในช่วงเย็นของวันที่ 11 ธ.ค. สื่อ The Phnom Penh Post รายงานอ้างทางการกัมพูชาระบุว่ายอดพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 11 คน บาดเจ็บ 75 คน)

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า การโจมตีและการใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเรือน อาคารบริษัทเอกชน สำนักงานบริหาร โรงเรียน วัดวาอาราม โบราณสถาน ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ เครื่องบินขับไล่ได้กำหนดเป้าหมายไปยังหมู่บ้านและศูนย์กลางประชากรลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชาถึง 30 กิโลเมตร ส่งผลให้บริการสาธารณะที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับพลเรือนต้องหยุดชะงัก นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลให้นักเรียนประมาณ 280,000 คนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ เนื่องจากโรงเรียน 883 แห่งต้องปิดตัวลง กระทรวงฯ เสริมว่า "ไม่รวมถึงผลที่ตามมาจากควันพิษ ซึ่งไทยยังคงใช้อย่างขาดความรับผิดชอบบนดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา"

ณ วันที่ 10 ธ.ค. ประชาชนจำนวนมากถูกบังคับให้อพยพข้ามหลายจังหวัด โดยมีรายละเอียดการพลัดถิ่นดังนี้ พระวิหาร 22,390 คน, อุดรมีชัย 39,945 คน, บันเตียเมียนเจย 80,447 คน, พระตะบอง 3,286 คน และโพธิสัตว์ 3,221 คน ในจังหวัดเกาะกง ประชาชนประมาณร้อยละ 60 ในตำบลปากคลอง อำเภอมณฑลสีมา และบางส่วนของเมืองเขมรภูมินทร์ ได้ออกจากบ้านไปพักกับญาติในอำเภออื่น จังหวัดอื่น หรือในกรุงพนมเปญ ขณะที่มีประชาชนอีก 63 คนหนีจากพื้นที่เสี่ยงสูงในเกาะกงไปยังเมืองเขมรภูมินทร์

กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยังคงเรียกร้องให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN), สหประชาชาติ (UN) และประชาคมระหว่างประเทศเข้าแทรกแซงการรุกรานนี้ตามกฎหมาย หลักการ และขั้นตอนระหว่างประเทศ โดยระบุว่าไทยได้ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และกฎบัตรอาเซียน เป็นต้น กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติการกระทำที่ผิดเหล่านี้ทันที และปฏิบัติตามเงื่อนไขการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาร่วมข้อตกลงสันติภาพกัมพูชา-ไทย ซึ่งลงนามโดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียน เป็นพยาน และได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระหว่างประเทศ

กสม.กัมพูชาแสดงความกังวลการนิ่งเงียบของ UNESCO ต่อการทำลายมรดกโลก

เว็บไซต์  Fresh News รายงานว่า  ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee - CHRC) แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการ นิ่งเงียบ ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับแหล่งมรดกโลก อันเป็นผลมาจากการรุกรานทางทหารของไทย ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 เขาเขียนว่า "ในอดีตผู้นำของ UNESCO แสดงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในการปกป้องแหล่งมรดกโลก และมักออกแถลงการณ์เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมบัติทางวัฒนธรรมเมื่อเกิดความขัดแย้ง"

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อแหล่งมรดกโลกที่เกิดจากการกระทำของทหารไทย แต่กลับ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รายใดออกมาประณามหรือยับยั้งการกระทำอันเป็นการทำลายเหล่านี้ เขากล่าวว่าหินที่บรรพบุรุษชาวเขมรสร้างขึ้นกำลังร้องขอความช่วยเหลือเพื่อกอบกู้จากผู้รุกรานที่ป่าเถื่อนซึ่งคุกคามมรดกอันล้ำค่านี้

ยื่นคำร้องด่วนต่อคณะมนตรีความมั่นคง UN เตือนการรุกรานของไทย

เว็บไซต์ Fresh News รายงานว่า คณะผู้แทนถาวรของราชอาณาจักรกัมพูชาประจำองค์การสหประชาชาติ ได้ออกคำร้องอุทธรณ์เร่งด่วนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UN) เพื่อแจ้งเตือนถึงชุดการกระทำที่ทวีความรุนแรงขึ้นของการ รุกรานทางอาวุธโดยไม่มีการยั่วยุและผิดกฎหมาย โดยกองทัพไทยตามแนวชายแดนกัมพูชา การยื่นคำร้องนี้มีขึ้นเพื่อเตือนภัยถึงการละเมิดอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อพลเรือนและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม โดยเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ เข้ามาดำเนินการเพื่อยุติการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเตือนภัยคุกคามจากความรุนแรงของไทย อาจขยายวงกว้างทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เว็บไซต์ Cambodianess รายงานว่า พลโทหญิงมาลี โสเชียตา โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวในการบรรยายสรุปแก่สื่อมวลชน โดยระบุถึงการปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงตามแนวชายแดน และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการก่อนที่วิกฤตจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยชี้ว่าว่าการรุกรานที่ไม่มีการควบคุมของไทยอาจลุกลามข้ามพรมแดน และเป็นอันตรายต่อประเทศขนาดเล็กทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะกัดกร่อนรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

โฆษกฯ กล่าวว่า กองกำลังไทยยังคงยิงปืนใหญ่อย่างต่อเนื่องลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชา โดยกำหนดเป้าหมายไปยังแหล่งมรดกแห่งชาติและพื้นที่อยู่อาศัยในเขตทัพภาคที่ 4 และที่ 5 การโจมตีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธครบวงจร ตั้งแต่ปืนใหญ่หนักและระบบจรวด ไปจนถึงการโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินขับไล่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการระดมกำลังพลภาคพื้นดินเป็นจำนวนมาก ณ วันที่ 10 ธ.ค. มีพลเรือนเสียชีวิต 10 ราย ซึ่งรวมถึงทารกหนึ่งราย และบาดเจ็บ 60 ราย ขณะที่ผู้พลัดถิ่นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนกว่า 192,000 คนต้องหนีออกจากบ้านท่ามกลางการโจมตีที่ดำเนินอยู่ โฆษกย้ำว่า "การกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อหลักการพื้นฐานที่รองรับระเบียบโลกด้วย"

กัมพูชาแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อสิ่งที่อธิบายว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมของไทย ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายเคยให้การรับรอง โฆษกโสเชียตายืนยันว่ากัมพูชาปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า "ข้อกล่าวหาที่ซ้ำซากและไม่มีมูลความจริง" จากกรุงเทพฯ ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นข้ออ้างที่ใช้เป็นประจำเพื่อหาเหตุผลในการโจมตีอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้ เธอยังเตือนผู้สื่อข่าวว่า ไทยได้ถอนการรับรองข้อตกลงเหล่านี้ฝ่ายเดียว ทำให้กัมพูชาเป็นเพียงฝ่ายเดียวที่ยังคงยึดมั่นในข้อตกลง

กระทรวงกลาโหมเรียกร้องให้ไทยยุติปฏิบัติการที่ก้าวร้าวทั้งหมดทันที ซึ่งรวมถึงการยุติสิ่งที่กัมพูชาอธิบายว่าเป็นแคมเปญให้ข้อมูลที่บิดเบือนโดยเจตนา การยิงปืนใหญ่โดยไม่เลือกเป้าหมาย และการโจมตีแหล่งประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง โฆษกโสเชียตาเน้นย้ำว่า "สันติภาพไม่ได้มาจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการกระทำที่เป็นรูปธรรม กองทัพไทยสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการยุติกิจกรรมที่ผิดกฎหมายทั้งหมดในทันที" กัมพูชาเรียกร้องให้มีการประณามการกระทำของไทยในระดับนานาชาติ และเรียกร้องให้พันธมิตรทั่วโลกกดดันให้มีการรับผิดชอบ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการถอนกองทหารและอาวุธหนักของไทยออกจากดินแดนกัมพูชา

โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การกระทำเพื่อป้องกันตนเองของกัมพูชาจำกัดอยู่เฉพาะเป้าหมายทางทหารของไทยเท่านั้น ไม่ใช่พลเรือน และประเทศยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า "แทนที่จะใช้วิธีรุกรานหรือกำลัง กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา อนุสัญญา และข้อตกลงที่มีอยู่ เป้าหมายของเราคือการหาทางออกที่เป็นธรรม ยุติธรรม ยั่งยืน และชอบด้วยกฎหมาย"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง