ทางการกัมพูชาเผยตั้งแต่ 7-12 ธ.ค. ( ณ เวลา 7.00 น.) ยอดพลเรือนเสียชีวิตรวม 11 ราย ยอดบาดเจ็บ 76 ราย ขณะการโจมตีของไทยดำเนินต่อไป ผู้อพยพแตะ 270,000 คน

ชาวกัมพูชาที่ต้องอพยพออกจากบ้านของตนเองเนื่องจากความขัดแย้งบริเวณพรมแดนในจังหวัดพระวิหาร | ภาพจาก: The Phnom Penh Post
12 ธันวาคม 2568 สื่อ The Phnom Penh Post รายงานอ้างกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาว่า มีพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิตรวม 11 ราย และบาดเจ็บ 76 ราย โดยส่วนใหญ่ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน นับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม จนถึงเวลา 7.00 น. ของเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2568
กระทรวงฯ ระบุว่า จำนวนครอบครัวที่พลัดถิ่นเพิ่มขึ้นเป็น 81,381 ครอบครัว หรือ 274,403 คน ณ เวลา 7.00 น. ในจังหวัดพระวิหาร อุดรมีชัย บันเตียเมียนเจย พระตะบอง เกาะกง และโพธิสัตว์ โดยตัวเลขนี้เป็นเพียงผู้ที่พักอาศัยในศูนย์พักพิงที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยทางการจังหวัดเท่านั้น และยังไม่รวมถึงผู้ที่หลบหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัยอื่น ๆ ด้วยตนเอง ทั้งนี้ พลเรือนยังคงอพยพออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ตามรายงานของกระทรวงฯ การโจมตีของไทยยังคงสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ธุรกิจ อาคารบริหาร โรงเรียน วัดวาอาราม โบราณสถาน ถนน และสาธารณูปโภคจำนวนมาก มีรายงานว่ากองทัพไทยได้ยกระดับการยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินขับไล่ F-16 การโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่หมู่บ้านและพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชาถึง 80 ถึง 90 กิโลเมตร ในจังหวัดพระวิหาร ส่งผลให้บริการสาธารณะที่จำเป็นซึ่งพลเรือนต้องพึ่งพาต้องหยุดชะงักเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ โรงเรียน 909 แห่งต้องปิดทำการ กระทบต่อนักเรียน 216,107 คน และครู 7,601 คน กระทรวงฯ เสริมว่า "ยังไม่รวมถึงผลที่ตามมาจากควันพิษที่ฝ่ายไทยยังคงใช้อย่างต่อเนื่องในการโจมตีต่อกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขาดมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ"
กัมพูชายังคงเรียกร้องให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN), สหประชาชาติ (UN) และประชาคมระหว่างประเทศ เฝ้าติดตาม ประณาม และดำเนินคดีตามหลักการระหว่างประเทศ ต่ออาชญากรรมที่โหดร้ายและไม่ยั้งคิดที่กระทำโดยรัฐบาลและกองทัพไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และกฎบัตรอาเซียน กระทรวงฯ เรียกร้องให้ไทยยุติการกระทำที่ก้าวร้าวทั้งหมดทันที รวมถึงการทำสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพกัมพูชา-ไทย ซึ่งลงนามโดยนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นพยาน พร้อมด้วยถ้อยแถลงสนับสนุนจากพันธมิตรต่างประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ
กสม.กัมพูชา ระบุจะยื่นฟ้อง 2 แม่ทัพของไทย อ้างก่ออาชญากรรมสงคราม
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568 The Phnom Penh Post รายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ประกาศจะยื่นคำร้องฉุกเฉินต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวหา พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ว่ากระทำการอันเป็นอาชญากรรมสงครามและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
จากกรณีที่กัมพูชาอ้างว่า ทหารไทยใช้อาวุธหนักและแก๊สพิษโจมตีพื้นที่พลเรือนใน 5 จังหวัดชายแดนและทำลายปราสาทโบราณ ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมีอย่างร้ายแรง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งกัมพูชา ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งเพิ่งลงนามกันเมื่อเร็วๆ นี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ร่วมเป็นสักขีพยาน
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศและภูมิภาคกดดันไทยให้ยุติการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยทันที พร้อมประณามผู้นำทางทหารของไทยทั้ง 2 คนและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
