Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิจัยเผยผลศึกษาพื้นที่เสี่ยงฟอกเงินจากอาชญากรรมออนไลน์ทั่วประเทศ พบภาคตะวันออกโดยเฉพาะพัทยา-ชลบุรีครองอันดับ 1 ตามด้วยกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ชี้ระบบรัฐปัจจุบัน "ช้า แยกส่วน ไม่เป็นเอกภาพ" ทำให้ "ภาระตกที่เหยื่อ" อย่างไม่เป็นธรรม เสนอตั้ง "กองทุนเยียวยาไตรภาคี" ให้ธนาคาร-โทรคมนาคม-แพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมรับผิดชอบ พร้อมใช้หลัก "ชดใช้ก่อน-เรียกคืนทีหลัง" คืนความหวังให้เหยื่อ


ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ ห้องแมนดาริน A โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงาน "การประชุมวิชาการ เรื่อง มาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์" ซึ่งได้มีการนำเสนองานวิจัยจากโครงการชุดนี้

ในเวทีอภิปรายหัวข้อ "การฟอกเงินขององค์กรอาชญากรไซเบอร์และการปรับตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย" ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง "การฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย" ซึ่งเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงและข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา

"ช้า แยกส่วน ไม่เป็นเอกภาพ" ต้นตอที่ทำให้เงินไหลออกก่อนรัฐสั่งการ

ทศพล ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญของระบบการจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันคือกระบวนการที่ "ช้า แยกส่วน ไม่เป็นเอกภาพ" ตั้งแต่ขั้นตอนการรับแจ้งเหตุ การสืบเส้นทางเงิน การอายัด จนถึงการคืนทรัพย์ ทำให้เหยื่อสิ้นหวังและเงินไหลออกนอกระบบก่อนเสมอ

นักวิจัยอธิบายว่าเงินที่ถูกหลอกโอนไปจะถูกไล่ผ่านบัญชีม้าหลายทอดก่อนถูกแปลงสภาพ ทำให้การติดตามและอายัดทำได้ยากและช้า เมื่อเงินถูกแปลงเป็นคริปโตเคอร์เรนซีและเคลื่อนย้ายข้ามแดน การยึด อายัด และขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มหรือเอกชนยิ่งยากขึ้นไปอีก

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการแบ่งส่วนความรับผิดชอบหลายหน่วยงาน ทำให้ขาดความต่อเนื่องและมาตรฐานร่วม เกิดความล่าช้าในการสืบสวนสอบสวน ผลลัพธ์คือเงินมักออกจากระบบธนาคารก่อนที่รัฐจะสั่งการได้ทัน และเหยื่อต้องไปบังคับคดีแพ่งเองซึ่งเป็นการซ้ำเติมต้นทุนให้กับผู้เสียหาย

ทศพล สรุปสภาพปัญหาว่า กระบวนการปัจจุบันที่ต้องผ่านขั้นตอนแจ้งเหตุ ขออายัด ประสานธนาคาร และรอคำสั่งศาล ทำให้ "ภาระตกที่เหยื่อ" อย่างไม่เป็นธรรม

เปิดแผนที่ความเสี่ยง 9 พื้นที่ทั่วไทย ภาคตะวันออกครองแชมป์

ผลการวิจัยได้จัดอันดับพื้นที่เสี่ยงต่อการฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศไทย โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานของเมือง ทรัพย์สินที่เอื้อต่อการซื้อเพื่อฟอกเงิน บริการเสริมที่อำนวยความสะดวก สถาบันการเงินและการแลกเงินดิจิทัล เครือข่ายทุนต่างชาติ และความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่

อันดับ 1 คือภาคตะวันออก โดยเฉพาะพัทยา-ชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและการลงทุนครบวงจร มีกิจการและบริการหนาแน่น ทำให้สามารถตั้ง "ธุรกิจบังหน้า" ได้หลากหลาย ประกอบกับเครือข่ายต่างชาติที่หนาแน่นและการคุ้มภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทำให้การเข้าตรวจสอบทำได้ยาก ส่งผลให้ความเสี่ยงสูงที่สุด

อันดับ 2 คือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และบริการครบถ้วน สามารถทำธุรกิจและฟอกเงินควบคู่กันได้ อีกทั้งยังมีคุณภาพชีวิตสูง อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้มีการเฝ้าระวังเข้มจากรัฐและภาคประชาสังคม การตรวจติดตามมากกว่าพื้นที่อื่น

อันดับ 3 คือเชียงใหม่ ซึ่งใกล้แนวชายแดนและเส้นทางยาเสพติด เงินผิดกฎหมายไหลเข้าและต้องฟอกเพื่อหมุนทุนเครือข่าย มีทุนสีเทาต่างชาติและนอมินีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมคึกคัก ช่องโหว่วีซ่าและเจ้าหน้าที่ทุจริต รวมถึงคริปโตข้ามแดน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "ฮับภูมิภาค" ของการฟอกเงิน

อันดับ 4 คือเชียงรายและชายแดนเหนือติดสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งติด "criminal zone" และเส้นทางค้ายาชั่วประวัติศาสตร์ มีโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลาย ปัจจัยวัฒนธรรม ช่องโหว่รัฐ และทุนต่างชาติเชื่อมลึก ทำให้มีศักยภาพเป็น "ศูนย์กลางฟอกเงิน" สำคัญ

อันดับ 5 คือแม่สอดและชายแดนฝั่งสาละวิน มีโรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ ตลาดสินแร่ และแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ทำให้เงินและสินค้าเคลื่อนตัวแนบเนียน ระบบบังคับใช้กฎหมายเปราะบาง ถูกขนานนามว่าเป็น "พื้นที่ทองคำฝังเพชร"

อันดับ 6 คือขอนแก่นและชายแดนริมฝั่งโขง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางอีสาน มีสินทรัพย์และธุรกิจรองรับ รวมถึงเมกะโปรเจกต์อย่างรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ดึงดูดคนและทุน ความคึกคักทางเศรษฐกิจอาจดึงอาชญากรข้ามชาติแฝงตัว

อันดับ 7-9 เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ได้แก่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวหรูและมีเงินสดหมุนสูง แต่โลจิสติกส์จำกัดและมีแรงเสียดทานจากทุนเดิมและชุมชน ส่วนชะอำและหัวหินมีความเสี่ยงการถูกสอดส่องสูงเนื่องจากเป็นฐานที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางถึงสูงและหน่วยงานความมั่นคง และสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราชมีแรงดึงดูดต่ำ ไม่เหมาะกับการหมุนเงินผิดกฎหมายปริมาณมากและรวดเร็ว

เสนอ "กองทุนไตรภาคี" และหลัก "ชดใช้ก่อน-เรียกคืนทีหลัง"

ทศพล นำเสนอแนวทางการพัฒนาภายใต้กรอบ "มองเห็น-ขัดขวาง-เยียวยา" โดยในด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอให้เสริมสร้างระบบการตรวจจับเชิงรุกด้วย KYC (Know Your Customer) และ STR (Suspicious Transaction Report) พร้อมบูรณาการข้อมูล ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Blockchain Analytics ในการติดตามเส้นทางเงิน สร้างกลไกแจ้งเตือนร่วมทันทีและ "แช่แข็ง" ทรัพย์สินชั่วคราว รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสร้างความรับผิดชอบร่วม

ในด้านการลดโอกาสในการก่ออาชญากรรม เสนอให้มีระบบคัดกรองและสกัดกั้นการกระทำผิดล่วงหน้า สร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและการยืนยันตัวตน จัดการพื้นที่เสี่ยงและธุรกิจที่มีความเปราะบาง สร้างกลไกตรวจสอบตนเองและเฝ้าระวังในระดับองค์กรและชุมชน ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมปฏิเสธผลประโยชน์จากอาชญากรรม

ข้อเสนอที่โดดเด่นที่สุดคือการจัดตั้ง "กองทุนเยียวยาแบบไตรภาคี" ที่ประกอบด้วยสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มการสื่อสารดิจิทัล บนหลักการ "ผู้ได้ประโยชน์-ผู้ก่อความเสี่ยง-ผู้ควบคุมระบบ" โดยกองทุนควรบริหารโดยองค์กรหรือคณะกรรมการอิสระที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ทศพล เสนอแนวคิด "เยียวยาเชิงรุก" ด้วยหลัก "ชดใช้ก่อน-เรียกคืนทีหลัง" เมื่อเหยื่อสงสัยว่าตนตกเป็นเหยื่อกลโกง ให้แจ้งเหตุผ่านช่องทางรวมศูนย์ เช่น สายด่วนหรือระบบออนไลน์ของกองทุน ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ตนใช้โอนเงิน พร้อมใช้ระบบตรวจสอบไขว้ข้อมูลระหว่างธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์ม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง