ไอลอว์เตือน ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตไม่พอ ประชามตินอกเขตต้องลงทะเบียนแยก หวั่นกว่า 2 ล้านคนเสียสิทธิ
สืบเนื่องจากในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 - 5 มกราคม 2569 เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง และเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานที่ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตามสถานที่ที่ กกต. กำหนด
แม้ว่าตามคำแถลงของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะมีทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่า การลงทะเบียนที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าวจะไม่รวมกับการลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขต ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานที่ที่ตัวเองสะดวก
วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 11.30 น. ไอลอว์ได้โทรศัพท์สอบถามสายด่วน กกต. หมายเลข 1444 และสอบถามว่า การลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2568 - 5 มกราคม 2569 จะสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตไปพร้อมกันด้วยหรือไม่ เจ้าหน้าที่ผู้รับสาย ตอบว่า ไม่ได้ และเมื่อถามต่อว่า การลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตจะเกิดขึ้นเมื่อใด เจ้าหน้าที่ผู้รับสายตอบว่า ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการของ กกต. อีกครั้งหนึ่ง
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ระบุว่า นี่จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งพร้อมกับการออกเสียงประชามติ ซึ่ง กกต. ก็ไม่เคยทำมาก่อน และไม่มีผู้ใดรู้ว่า การลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตจะต้องทำอย่างไร แนวโม้นตอนนี้คือ จะต้องให้ประชาชนลงทะเบียนแยกกัน 2 ระบบ คือ การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และการไปออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หากการประชาสัมพันธ์ของ กกต. ไม่ทั่วถึงประชาชนผู้ประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตอาจไม่ได้ลงทะเบียน และเสียสิทธิโดยไม่จำเป็น และเมื่ออ้างอิงจำนวนผู้ประสงค์ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตของการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีอยู่ราว 2,222,000 คน หากคนเหล่านี้ไม่เข้าใจระบบการลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขต และพลาดการลงทะเบียน ก็อาจทำให้คะแนนเสียงกว่า 2 ล้านเสียงเสียไป
นอกจากนี้ ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุว่า วันลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตวันสุดท้ายจะต้องไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการออกเสียงประชามติวันจริง และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 12 วรรคสอง ระบุว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำโดยใช้บัตรออกเสียง หรือการออกเสียงทางไปรษณีย์ หรือออกเสียงโดยเครื่องลงคะแนนออกเสียงอิเล็กทรอนิกส์ หรือออกเสียงทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือออกเสียงโดยวิธีอื่น โดยวิธีการนั้นสามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก และอาจใช้วิธีลงคะแนนวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี และใช้ในเขตออกเสียงหนึ่งหรือหลายเขตออกเสียง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กกต. กำหนด
จากกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไอลอว์ขอเรียกร้องให้ไปยังสองหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบโดยตรงดังนี้
• คณะรัฐมนตรี โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ความชัดเจนว่า จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และเพื่อให้หน่วยงานอื่นดำเนินการได้อย่างถูกต้อง
• กกต. ต้องเร่งออกระเบียบว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่มีการแก้ไขเพื่อเพิ่มบทบัญญัติให้ กกต. สามารถกำหนดให้ใช้การออกเสียงผ่านไปรษณีย์สำหรับการใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ ซึ่งกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า “และอาจใช้วิธีลงคะแนนวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธี และใช้ในเขตออกเสียงหนึ่งหรือหลายเขตออกเสียง” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ครบถ้วนรอบด้าน และให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในฐานะผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติไปออกเสียงประชามตินอกเขตอย่างเสรีและเป็นธรรม
