ที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนแถลง 10 ข้อ เรียกร้องไทย-กัมพูชาอดกลั้นหยุดยิง ฟื้นความไว้ใจ ร่วมกันปลดทุ่นระเบิด ย้ำดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชาเตรียมประชุมระดับ GBC 24 ธ.ค.นี้
22 ธ.ค.2568 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ที่มาเลเซีย เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่าอาเซียนแสดงความห่วงใยถึงสถานการณ์การปะทะด้วยกำลังทหาร และหารือว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างไรบ้าง และขอบคุณทางมาเลเซียที่จัดประชุมและหารือในกรอบอาเซียน
สีหศักดิ์กล่าวว่า ในการหารือ ไทยปรารถนาดีต่อกัมพูชามาตลอดตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมืองโดยสนับสนุนการแก้ไขเพื่อให้เกิดสันติภาพ อีกทั้งยังรับผู้อพยพเข้ามาให้ที่พักพิงในไทย อีกทั้งยังสนับสนุนให้กัมพูชาได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันไทยพยายามแก้ไขโดยใช้กรอบทวิภาคีแต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่พยายามนำเรื่องนี้ไปสู่กรอบสหประชาชาติ
รมว.ต่างประเทศ ระบุว่าความไว้เนื้อเชื่อใจมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหา และเขามองว่าการปล่อยเทปการหารือกันระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับฝั่งกัมพูชนั้นเป็นไปเพื่อบั่นทอนรัฐบาลไทยในตอนนั้นหรือไม่ และที่ไทยทำข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 28 ก.ค.และข้อตกลงสันติภาพเมื่อ 26 ต.ค. ก็แสดงว่าไทยอยากเห็นสันติภาพ โดยทางกัมพูชาต้องปฏิบัติตามทุกข้อทั้งการลดอาวุธและกำลังทหาร เก็บกู้ทุ่นระเบิด อาชญากรรมที่ชายแดนและจัดการเรื่องการรุกล้ำ โดยเฉพาะเรื่องการกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงสันติภาพ
สีหศักดิ์ กล่าวว่าไทยต้องการเห็นการหยุดยิง จึงเสนอให้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายคุยกันโดยทางฝ่ายกัมพูชายอมรับที่จะประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหมตามกรอบของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee หรือ GBC) ในวันที่ 24 ธ.ค.2568 ที่จันทบุรี
ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนมีแถลงการณ์ร่วมกันทั้งหมด 10 ข้อ โดยมีสาระสำคัญคือเรียกร้องให้ทั้งกัมพูชาและไทยดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงตามมติของการประชุม GBC เมื่อ 28 ก.ค. และปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์(ข้อตกลงสันติภาพ) ที่ทำร่วมกันเมื่อ 26 ต.ค. 2568 เนื่องจากที่ประชุมมีความกังวลว่าการสู้รบที่เกิดขึ้นอยู่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจำนวนมากและสร้างความเสียาหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และเรียกร้องทั้ง 2 ฝ่ายประกันว่าพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถเดินทางกลับบ้านเรือนและดำรงชีวิตตามปกติได้
ที่ประชุมเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุดและดำเนินการยุติการสู้รบทุกรูปแบบ ฟื้นฟูความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันและกลับเข้าสู่การเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีและตามที่ประธานอาเซียนได้อำนวยความสะดวกไว้ รวมถึงการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดระดับทางทหารตามแนวชายแดนภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT)
ดูเนื้อหาแถลงการณ์เต็มจากเว็บไซต์ The ASEAN Secretariat
1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดการประชุมพิเศษ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างกัมพูชาและประเทศไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ตามมติของนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568
2. มาเลเซียได้รายงานต่อที่ประชุมถึงความพยายามที่นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานอาเซียน ได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ทั้งกัมพูชาและประเทศไทยยุติการสู้รบ ที่ประชุมยังได้รับการรายงานจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ AOT ขณะที่กัมพูชาและประเทศไทยได้แสดงจุดยืนของตนเองต่อที่ประชุม
3. ที่ประชุมแสดงความชื่นชมต่อบทบาทเชิงรุกและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ โดยมีการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน ในการส่งเสริมแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติต่อสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ที่ประชุมได้รับกำลังใจจากความตั้งใจและความพร้อมของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในการเดินหน้าหารือร่วมกับประธานอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันความเข้าใจผิดใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ความขัดแย้ง
4. ที่ประชุมยืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีต่อเอกภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอาเซียน ตลอดจนความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค ตามกฎบัตรอาเซียน
5. ที่ประชุมทบทวนข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม มติของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ตลอดจนปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และเรียกร้องให้ทั้งกัมพูชาและประเทศไทยดำเนินการตามข้อตกลงและมติดังกล่าวอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ
6. ที่ประชุมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดและการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และการอพยพโยกย้ายของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายประกันว่าพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถเดินทางกลับบ้านเรือนและกลับไปดำรงชีวิตตามปกติได้ โดยปราศจากการขัดขวาง และเป็นไปอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และตามสภาพความเป็นอยู่ก่อนการปะทุของการสู้รบ
7. ที่ประชุมยืนยันอีกครั้งถึงพันธกรณีร่วมกันในการงดเว้นการข่มขู่หรือการใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี และการเคารพเขตแดนระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองของภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์ของชาติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)
8. ที่ประชุมเรียกร้องให้กัมพูชาและประเทศไทยใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และดำเนินการโดยทันทีเพื่อยุติการสู้รบในทุกรูปแบบ ที่ประชุมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศฟื้นฟูความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน และกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา รวมถึงผ่านกลไกทวิภาคี และการใช้บทบาทอำนวยความสะดวกของประธานอาเซียน ตลอดจนฟื้นฟูความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และดำเนินมาตรการลดระดับทางทหารตามแนวชายแดนร่วมกัน ภายใต้การสังเกตการณ์ของ AOT พร้อมทั้งยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือพหุภาคี เพื่อมุ่งสู่การแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและยั่งยืน
9. รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยินดีกับการหารือเกี่ยวกับการกลับมาของการหยุดยิงและการยุติการสู้รบ โดยคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะจัดการประชุมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการและการตรวจสอบการหยุดยิง รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนแสดงความหวังว่าการลดระดับความรุนแรงของการสู้รบจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
10. รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนให้คำมั่นว่าจะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
