Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จีนกับไต้หวันเป็นสองดินแดนที่มีความตีงเครียดอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดที่เป็นประเด็นขัดแย้งหลักมาจากสถานะความเป็นชาติของไต้หวันเอง ที่มีรากเหง้ามาตั้งแต่หลังสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง โดยที่สาธารณรัฐประชาชนจีน PRC มองว่าไต้หวันเป็นพื้นที่ส่วนทีแยกตัวออกจากชาติของพวกเขาและต้องการรวมชาติ ถึงแม้ว่า PRC จะไม่เคยปกครองเกาะไต้หวันมาก่อนเลยก็ตาม

ไต้หวัน เป็นที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐจีน" หรือ ROC ตั้งอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งที่มีช่องแคบไต้หวันคั่นระหว่างพวกเขากับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีชื่อทางการว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" หรือ PRC

สองพื้นที่นี้เกิดความตึงเครียดระหว่างกันเนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือ CCP กล่าวอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนของพวกเขา ถึงแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะไม่เคยปกครองพื้นที่เกาะไต้หวันเลยก็ตาม แต่จีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังคงมองว่าไต้หวันเป็น "มณฑลที่ขบถ" ต่อชาติจีนและประกาศว่าจะทำการ "รวมชาติ" ระหว่างไต้หวันกับจีน โดยทางการจีนบอกว่า พวกเขาหวังว่าจะกระทำได้โดยวิธีการสันติ แต่ก็ถ้าจำเป็นก็จะใช้กำลัง

ทางด้านไต้หวันปัจจุบันเป็นประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย มีประชากรอยู่ราว 2-3 ล้านราย มีผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไปในเรื่องสถานะของไต้หวันและความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่

โฆษณา - Advertising

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดของทั้งสองพื้นที่นี้ก็ยกระดับขึ้น โดยที่จีนได้เพิ่มสมรรถนะการใช้กำลังทหาร มีการใช้ปฏิบัติการที่ซับซ้อนและรุกล้ำมากขึ้นใกล้กับเกาะไต้หวัน ทางฝ่ายไต้หวันในปัจจุบันก็มีประธานาธิบดีคนล่าสุดมาจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้มองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ต่างจากพรรคสายชาตินิยมหรือพรรคก๊กมินตั๋งที่มองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

เรื่องนี้ทำให้นักวิเคราะห์นโยบายหลายคนกังวลว่า ถ้าหากจีนโจมตีไต้หวันขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะเป็นการดึงให้สหรัฐฯ เข้าไปสู่วังวนของสงครามกับจีนที่สร้างความเสียหายอย่างมากและมีค่าใช้จ่ายสูง โดยที่สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่แสดงท่าทียอมรับไต้หวันว่าเป็นประเทศที่มีเอกราชของตัวเองและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่ก็ไม่ได้ประกาศยอมรับในระดับที่เป็นทางการ และมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับไต้หวันมายาวนาน

ปัญหาจากประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดคำถามว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนจริงไหม

ในช่วงครึ่งแรกของคริสตศตวรรษที่ 20 เกิดสงครามกลางเมืองในจีนระหว่างรัฐบาลฝ่ายชาตินิยม กับพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นฝ่ายกบฏ

ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายชาตินิยมจีน นำโดย เจียงไคเช็ค เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองจบลง สหรัฐฯ ก็หนุนหลังเจียงไคเช็คในการต่อสู้กับกองกำลังคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตุง

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นฝ่ายชนะและยึดครองจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บีบให้ฝ่ายชาตินิยมของเจียงไคเช็คหนีไปยังไต้หวัน โดยได้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของตนเองที่นั่น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงอ้างสิทธิเหนือจีนแผ่นดินใหญ่อยู่

อย่างไรก็ตามไต้หวันเป็นพื้นที่ๆ มีผู้อาศัยอยู่มาเป็นเวลานานแล้วก่อนหน้าที่ฝ่ายชาตินิยมของเจียงไคเช็คจะเข้าไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของตนเอง

สำหรับประวัติศาสตร์ก่อนหน้าปี 1949 นั้น ถึงแม้ว่าจีนแผ่นดินใหญ่กับเกาะไต้หวันจะมีการแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอทั้งทางด้านประชากร วัฒนธรรม และ เทคโนโลยี แต่ก็ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนก็ไม่เคยควบรวมไต้หวันว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน เรื่องนี้อ้างอิงมาจากหนังสือ "บันทึกพงศาวดารไต้หวัน" ที่ออกมาเมื่อปี 1920

ดังนั้นแล้วการที่ปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ "หลักการจีนเดียว" เพื่ออ้างสิทธิเหนือดินแดนของไต้หวันนั้นจึงไม่ได้สะท้อนประวัติศาสตร์จากบันทึกพงศาวดาร แต่อาศัยกรอบแนวคิดที่อ้างมาจาก "ฉันทามติ 1992" ที่มีการประชุมรับรู้ร่วมกันทั้งจีนกับไต้หวันซึ่งในตอนนั้นนำโดยพรรคก๊กมินตั๋ง แต่ทว่าทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้เห็นตรงกันกับเนื้อหาทั้งหมดในการประชุมนี้ รวมถึงไม่ได้มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการหรือคำประกาศอย่างเป็นทางการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับในเรื่องนี้จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น "ฉันทามติ" แบบที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังไม่ได้มีเจตนาจะนำมาตอบคำถามเรื่องสถานะทางกฎหมายของไต้หวันด้วย

แต่ทางการจีนในยุคสมัยของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงก็อ้างใช้ฉันทามติดังกล่าวนี้มาเป็นหลักฐานว่ามีการตกลงกันระหว่างจีนกับไต้หวันแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าพรรคก๊กมินตั๋งในยุคปัจจุบันก็มีความต้องการรวมชาติกับจีน ในรูปแบบ "จีนเดียว แต่แบบตีความคนละอย่าง" จึงมีทำให้ทางพรรคมีท่าทีใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามพรรคก๊กมินตั๋งก็ได้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสองครั้งหลัง และมีผลการสำรวจระบุว่าประชาชนไต้หวันไม่นิยม "ฉันมาทติ 1992"

ทางด้านพรรครัฐบาลปัจจุบันของไต้หวันคือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือ DPP เป็นคู่ปรับกับก๊กมิมินตั๋งหรือ KMT มานาน พรรค DPP มีจุดยืนว่าไต้หวันนับเป็นประเทศอิสระภายใต้ชื่อ "สาธารณรัฐจีน" โดยไม่ต้องประกาศเอกราชแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางพรรค DPP ยังได้ปฏิเสธ ฉันทามติ 1992 ด้วย โดยที่ประธานาธืบดีไช่อิงเหวิน เคยเสนอในปี 2016 ให้มีการวางแนวทางการอยู่ร่วมกันกับจีนโดยที่ยังเคารพในรัฐธรรมนูญไต้หวันและมีแนวทางจีนหนึ่งเดียว แต่ทางการจีนก็ปฏิเสธแนวทางนี้

ในปี 2019 สีจิ้นผิง ก็ได้แถลงย้ำว่าจีนต้องการให้ไต้หวันผนวกรวมเข้ากับจีนในแบบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แบบเดียวกับฮ่องกง โดยอ้างว่าจะให้ไต้หวันยังคงระบอบการเมืองและเศรษฐกิจแบบเดิมเอาไว้ได้พร้อมทั้งมี "อิสระในการปกครองตัวเองอย่างมาก" แต่ประชาชนชาวไต้หวันส่วนมากไม่เชื่อใจเพราะเห็นสิ่งที่จีนแผ่นดินใหญ่ทำกับฮ่องกงในช่วงเมื่อไม่นานนี้คือการปราบปรามเสรีภาพในฮ่องกง ทำให้ทั้งไช่อิงเหวินและแม้่แต่พรรค KMT ก็ปฏิเสธแนวทาง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" นี้

สถานะของไต้หวันในโลกตอนนี้มีเพียงแค่ 11 รัฐกับสันตะสำนักวาติกันเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน มีบางประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่หันไปเข้าหาจีน ทั้งนี้ไต้หวันยังไม่ได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีสถานะเป็นสมาชิกในองค์กรพหุภาคีมากกว่า 40 องค์กร เช่น องค์การการค้าโลก, เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปค

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน

ย้อนไปในยุคสมัยหลังสงครามกลางเมืองจีน สหรัฐฯ เคยมีสนธิสัญญาด้านการป้องกันประเทศร่วมกันกับไต้หวันมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี คือระหว่าง 1954-1979 ซึ่งในตอนนั้นสหรัฐฯ ยอมรับ ไต้หวันในชื่อ "สาธารณรัฐจีน" ภายใต้ก๊กมินตั๋งว่าเป็นรัฐบาลจีนที่ถูกต้องอย่างแท้จริง แต่พอถึงสมัยรัฐบาล ริชาร์ด นิกสัน ก็มีการผลักดันให้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นการฉวยโอกาสช่วงที่จีนกับสหภาพโซเวียตในตอนนั้นแตกคอกัน เพื่อเป็นการสร้างแรงกดดันให้โซเวียตมากยิ่งขึ้น

มาถึงยุคปี 1979 สมัยรัฐบาล จิมมี คาร์เตอร์ ก็มีการสานต่อนโยบายเข้าหาจีนแผ่นดินใหญ่ แล้วก็มีการฉีกสนธิสัญญาร่วมกันกับไต้หวันพร้อมทั้งตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน จากนั้นก็มีการออกบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน 1979 ที่กำหนดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ทำให้หลังจากนั้นสหรัฐฯ ก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับไต้หวันอย่างแน่นแฟ้นแต่มีลักษณะไม่เป็นทางการ เช่นมีการขายอาวุธให้ ทำให้ไต้หวันเป็นชาติที่ซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ขณะที่ทางการจีนขอให้สหรัฐฯ เลิกขายอาวุธให้กับไต้หวัน และขอให้เลิกติดต่อกับไต้หวัน

นอกจากนี้ยังเคยมีเอกสาร "หลักประกัน 6 ประการ" ต่อกรณีไต้หวัน ที่ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เคยนำเสนอต่อไต้หวันไว้ในปี 1982 ซึ่งระบุถึงการรับรู้จุดยินของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีต่อไต้หวันแต่ไม่จำเป็นต้องยอมรับจุดยืนนั้นๆ รวมถึงให้มีการคงไว้ซึ่งความร่วมมือต่างๆ กับไต้หวัน ทั้งทางด้านการค้า วัฒนธรรม การทหาร โดยมีการค้าอาวุธให้ไต้หวันใช้ป้องกันตนเองและเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือไต้หวันได้เวลาที่ต้องป้องกันตนเองแต่ไม่ถึงขั้นเป็นข้อผูกมัดว่าต้องทำ ซึ่งมีการเรียกนโยบายแบบหลังสุดนี้ว่าเป็นความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์

ท่าทีของสหรัฐฯ โดยทั่วไปแล้วต้องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ช่องแคบไต้หวัน ทำให้พวกเขาอยากให้จีนกับไต้หวันคงไว้ซึ่งสถานะแบบเดิม โดยที่สหรัฐฯ ประกาศตัวว่าพวกเขาไม่ได้สนับสนุนให้ไต้หวันแยกตัวเป็นเอกราช อีกทั้งยังคงความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์ไว้เสมอมา โดยในขณะที่สหรัฐฯ มีการค้าอาวุธให้ไต้หวัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ผูกมัดตัวเองในเชิงนโยบายว่าต้องป้องกันไต้หวันจากการรุกรานของจีน

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวันในยุคปัจจุบัน

จนกระทั่งในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก สหรัฐฯ ก็เริ่มมีท่าทีเข้าหาไต้หวันมากขึ้น โดยมีการประกาศค้าอาวุธในวงเงินมหาศาลให้ไต้หวัน และประกาศว่าจะตั้งสถานทูตชั่วคราวที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันด้วยงบ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ช่วงก่อนที่ทรัมป์จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เขายังได้แสดงท่าทีทางการทูตโดยการโทรศัพท์หาประธานาธิบดีไช่อิงเหวินของไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ไปเยือนกรุงไทเปหลายครั้ง และมีการยกเลิกข้อจำกัดในเรื่องสถานที่และวิธีการในการที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถเดินทางไปพบปะกับรัฐบาลไต้หวันได้

ในยุคต่อมาคือรัฐบาล โจ ไบเดน ก็ยังคงให้อิสระเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในการไปเยือนไต้หวัน โดยที่ไบเดนยังนับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เชิญผู้แทนไต้หวันมาที่วอชิงตันเมื่อเข้าร่วมพิธีการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี อีกทั้งในสมัยของไบเดนก็มีการเดินทางเยือนไต้หวันโดยผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ คือ แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในปี 2022 ซึ่งเป็นเรื่องน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลไบเดนยังมีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ส่งเสริมทางการทหารให้ไต้หวัน ฝ่ายกองทัพสหรัฐฯ เองก็มีการช่วยฝึกซ้อมรบให้ไต้หวันและมีการหารือกัน รวมถึงมีการส่งเรือแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อแสดงการมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในพื้นที่ อีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลไบเดนส่งเสริมการคือการสร้างความร่วมมือด้านการค้ากับไต้หวัน ไปพร้อมๆ กับการออกกฎหมายส่งเสริมฟื้นฟูอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ไอทีที่สำคัญที่ไต้หวันเป็นแหล่งผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลก

สถานะทางเศรษฐกิจของไต้หวันในตอนนี้นับว่าพวกเขายังคงต้องพึ่งพาจีนอยู่ในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไต้หวันก็ได้มีความตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะฝ่ายทางการไต้หวันก็มีความกังวลเช่นกันว่าพวกเขาจะพึ่งพิงการค้ากับจีนมากเกินไป อีกส่วนหนึ่งเพราะว่าจีนได้ทำการกดดันทางเศรษฐกิจต่อไต้หวันหลายด้านด้วย เช่น การใช้มาตรการอย่างการจำกัดการท่องเที่ยวไปยังไต้หวัน ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่สานสัมพันธ์กับไต้หวันเช่นลิทัวเนีย รวมถึงกดดันให้บริษัททัวร์ต่างชาติระบุว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน

ในยุคก่อนหน้านี้รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับกับจีน แต่ในยุคของพรรค DPP ดูจะต่างออกไป คือมีการกระจายความสัมพันธ์ด้านการค้าออกไปสู่ที่อื่นๆ นอกเหนือจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่ไต้หวันนั้นเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก

มีข้อมูลระบุว่าการส่งออกจากไต้หวันไปยังจีนต่ำสุดเมื่อปี 2024 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่สหรัฐฯ พึ่งพาไต้หวันในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ก็ทำให้อุตสาหกรรมชิพคอมพิวเตอร์มีความเฟื่องฟูมากขึ้น ซึ่งชิพคอมพิวเตอร์นั้นต้องอาศัยเซมิคอนดักเตอร์เป็นวัตถุดิบ อีกทั้งรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองก็มีการประกาศเมื่อเดือน มีนาคม 2025 ว่าพวกเขามีแผนการ 100,000 ล้านดอลลาร์ให้บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวันคือ TSMC เข้ามาตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ

ในช่วงสมัยรัฐบาลไช่ ไต้หวันก็เริ่มมีการขยายความตกลงทางการค้ากับพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโด-แปซิฟิกผ่านทางนโยบาย "นิวเซาท์บาวด์" มีการค้ากับประเทศเป้าหมาย 18 ประเทศเพิ่มมากขึ้นระหว่างปี 2016-2022 พอมาถึงสมัยของประธานาธิบดี ไล่ชิงเต๋อ เขาก็ประกาศในตอนสาบานตนเข้ารับตำแหน่งว่าจะเน้นการขยายฐานเศรษฐกิจของไต้หวันในด้าน ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ด้านการทหาร ด้านเทคโนโลยีการสอดส่อง ด้านเซมิคอนดักเตอร์ และด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

ขณะเดียวกัน จีนก็พยายามกดดันให้ประเทศต่างๆ ไม่ลงนามในความตกลงการค้าเสรีกับไต้หวัน ซึ่งมีแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ทำตามเช่น นิวซีแลนด์ กับ สิงคโปร์ นอกจากนี้จีนยังผลักดันให้มีการกีดกันไต้หวันจากความตกลงการค้าต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งไต้หวันยังไม่ได้ถูกระบุเป็นส่วนหนึ่งของ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อินโด IPEF ที่ออกมาสมัยรัฐบาลไบเดนด้วย

แล้วมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกับไต้หวันไหม

ในช่วงที่ผ่านมาจีนได้ใช้วิธีการข่มขู่คุกคามทางการทหารด้วยการซ้อมรบกระสุนจริงใกล้กับไต้หวันในแบบ "กลยุทธ์พื้นที่สีเทา" คือวิธีการเพื่อสร้างความตึงเครียดให้เป้าหมายในระดับที่ต่ำกว่าระดับสงคราม ซึ่งนักวิเคราะห์สหรัฐฯ มองว่าน่าจะเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของไต้หวันเพื่อให้ประชาชนไต้หวันยอมรับการรวมชาติ แต่ก็ดูเหมือนว่าประชาชนไต้หวันส่วนใหญ่จะไม่ได้มองตัวเองเป็นจีนและไม่อยากรวมชาติกับจีน จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อเมื่อปี 2023 ระบุว่าชาวไต้หวันเกือบร้อยละ 63 มองว่าตัวเองเป็นชาวไต้หวัน ไม่ได้เป็นชาวจีน มีร้อยละ 31 ระบุว่าตัวเองเป็นชาวไต้หวันและชาวจีน มีอยู่แค่ร้อยละ 3 เท่านั้นที่ระบุว่าตัวเองเป็นชาวจีน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามกดดันไต้หวันในหลายๆ ด้านเพื่อให้ไต้หวันยอมรวมชาติโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์จากสหรัฐฯ กังวลคือการที่จีนสร้างศักยภาพทางการทหารและมีความกล้ารุกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวันที่แย่ลงอาจจะจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง ดึงให้สหรัฐฯ เข้าไปสู่การเผชิญหน้ากับจีนด้วย

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญต่างก็ระบุเวลาไม่ได้แน่ชัดว่าจีนจะรุกรานไต้หวันเมื่อใด เคยมีการประเมินเมื่อปี 2021 ว่าอาจจะมีการรุกรานไต้หวันภายในทศวรรษหน้า แต่บางคนก็มองว่าอีกนานจีนถึงจะบุกไต้หวัน อาจจะเป็นปี 2049 เลยก็เป็นได้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ก็ทำให้นักวิเคราะห์ถกเถียงกันอีกครั้งว่ามันอาจจะกลายเป็นการสร้างความฮึกเหิมให้กับจีนในการรุกรานไต้หวันบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่มองว่าจีนอาจจะระมัดระวังมากขึ้นหลังจากที่พบว่ารัสเซียก็ประสบปัญหาจากสงคราม


เรียบเรียงจาก
Why China-Taiwan Relations Are So Tense, CFR, 19-03-2025
 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Cross-strait_relations
https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_Civil_War
https://en.wikipedia.org/wiki/1992_Consensus

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising