'อนุทิน' เยือนจีน ร่วมการประชุม AI โลก 2026 เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก ชู "คุ้มครองประชาชน-ปลดล็อกศักยภาพ-สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน" และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง - เผยผลหารือกับ ‘สีจิ้นผิง‘ ผู้นำจีนหนุนรัฐบาลไทยบริหารประเทศราบรื่น เร่งก่อสร้างรถไฟเชื่อม 3 ประเทศ ขยายความร่วมมือ AI พลังงานสะอาด ท่องเที่ยว ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 | ภาพจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย
16 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีนายเฉิน เจี๋ย (Mr. Shen Jie) รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และนายสวี ข่าย (Mr. Xu Kai) รองอธิบดีสำนักงานต่างประเทศ นครเซี่ยงไฮ้ ให้การต้อนรับ
การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจครอบคลุม 3 เมืองหลักได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจนายกรัฐมนตรีสำคัญ ดังนี้
1. วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569
ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี จะร่วมพิธีเปิดและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ก่อนพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน จากนั้น จะเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารบริษัท AgiBot ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ของจีน
ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยช่วงค่ำ นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ขอเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันด้วย
2. วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ณ นครเฉิงตู เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน โดยในช่วงบ่าย จะเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู พร้อมพบหารือกับบริษัทเอกชนจีน 6 ราย เพื่อขยายโอกาสการลงทุนในไทย ก่อนพบหารือกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวนในช่วงเย็น
3. วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
4. วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน จากนั้น จะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือทวิภาคีเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจีนจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group และสำนักงาน CP Center เพื่อศึกษาการดำเนินงานของภาคธุรกิจชั้นนำ ตลอดจนส่งเสริมโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน
“จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย โดยเฉพาะการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี จะเข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับบุคคลสำคัญของจีน 3 ท่าน ได้แก่ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนและ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เชื่อว่าผลการหารือจะทำให้มีมาตรการสนับสนุนระหว่างกัน รวมไปถึงการพบปะภาคเอกชนชั้นนำด้านเทคโนโลยี หุ่นยนต์ e-commerce ของจีน จะทำให้ไทยเข้าโอกาสใหม่ๆ การเชิญชวนการลงทุนในอุตสาหกรรมก้าวหน้า รวมไปถึงการเรียนรู้ แนวคิดและข้อเสนอแนะในการพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ของจีนด้วย“ นางสาวรัชดา ฯ กล่าว
'อนุทิน' เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก ชู “คุ้มครองประชาชน–ปลดล็อกศักยภาพ–สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 | ภาพจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย
17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม
ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง “องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ "การสร้างอนาคตของ AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)
-การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียน หรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงดังกล่าวนั้นให้น้อยที่สุด
นายกรัฐมนตรี ยังได้หยิบยก ข้อแนะนำของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (UNESCO's Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence) ที่เป็นรากฐานสำคัญ โดยแปลงหลักการดังกล่าวสู่การปกป้องที่สามารถปฏิบัติและตรวจสอบได้ เช่นการใช้ AI ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และประเทศหุ้นส่วน เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ”SHIELD “ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ และยินดีที่จีนแสดงความสนใจเข้าร่วมความร่วมมือ สะท้อนให้เห็นว่า ธรรมาภิบาล AI ไม่ใช่เพียงการกำหนดกฏกติกา แต่คีอการสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงานได้จริงร่วมกัน
- การปลดล็อกศักยภาพ (Potential) นายกรัฐมนตรีเสนอหลักธรรมาภิบาล AI ที่ดี ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สถาบันที่เชื่อถือได้ ประชาชนที่มีทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมไปถึงกฎระเบียบที่คาดเดาได้ เป็นที่ต้องการของทุกประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ขณะที่เดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่าจะปกป้องความเชี่อมั่นสาธารณได้ด้วย
-การสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) การประเมินความก้าวหน้า AI ที่แท้จริง จะดูได้จากกความเจริญของมนุษยชาติ นายกรัฐมนตรีจึงระบุว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ผลักดันไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในทุกประเทศ พร้อมย้ำว่าประเทศกำลังพัฒนาควรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศอื่น
ประเทศไทยพร้อมมีส่วนร่วมผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ (Sandbox) ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการนำหลักการธรรมาภิบาล AI ระดับสากลไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลได้จริง
“ทางเลือกของเราในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล แต่คือการร่วมกันสร้าง "ความก้าวหน้าที่ได้รับความไว้วางใจ" เพื่อให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า AI ต้องไม่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ควรเป็นเวทีแห่งความร่วมมือของประชาคมโลก เพื่อร่วมกันลดความแตกต่าง ขยายพื้นที่แห่งความร่วมมือ ส่งเสริมกฏกติกา ที่เปิดทางให้กับนวัตกรรมที่รับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า AI จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัย มั่งคั่ง โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปในตอนท้าย
หารือ ปธน. คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า
17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ (H.E. Mr. Kassym-Jomart Tokayev) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีคาซัคสถานสำหรับคำเชิญเยือนคาซัคสถานอย่างเป็นทางการในปี 2570 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 35 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-คาซัคสถาน พร้อมเชิญประธานาธิบดีคาซัคสถานเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งสองฝ่ายชื่นชมการเยือนและการติดต่อระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คาซัคสถานเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในเอเชียกลาง และไทยพร้อมเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ ความมั่นคงทางอาหาร การบริการการโรงแรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และแร่หายากสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการหารือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
นายกรัฐมนตรีขอบคุณคาซัคสถานที่สนับสนุนข้อริเริ่มของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ และหวังว่าคาซัคสถานจะสนับสนุนให้การเจรจาสามารถเริ่มต้นได้โดยเร็ว
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องสนับสนุนการขยายเส้นทางบินใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงในระดับประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน ขณะที่ประชาชนไทยให้ความสนใจเดินทางไปคาซัคสถานมากขึ้น
ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของกรอบพหุภาคีที่เปิดกว้างและยึดมั่นกติกาสากล โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดกับคาซัคสถานในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ และสนับสนุนการมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นของคาซัคสถานในอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในประเด็นสำคัญของประชาคมโลก
'สีจิ้นผิง' หนุนไทยเร่งก่อสร้างรถไฟเชื่อม 3 ประเทศ-ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ ห้อง Four Seasons Hall โรงแรม Xijiao State Guest Hotel นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 | ภาพจาก: เว็บไซต์รัฐบาลไทย
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึง การหารือระหว่างนายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
โดย สีจิ้นผิงกล่าวว่า มิตรภาพจีน-ไทยมีมายาวนานนับพันปีและยังคงแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจและเคารพซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความผูกพันที่ว่า “จีน ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยในนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้ของไทยมาโดยตลอด
จีนและไทยควรเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ร่วมมือกันรับมือกับความท้าทาย เร่งสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น สนับสนุนกระบวนการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค
สีจิ้นผิง เน้นย้ำอีกว่า จีนสนับสนุนประเทศไทยอย่างแน่วแน่ในการดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของประเทศ และสนับสนุนรัฐบาลไทยชุดใหม่ในการบริหารประเทศอย่างราบรื่น ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จีนและไทยควรคงไว้ซึ่งการแลกเปลี่ยนเยือนของผู้นำระดับสูงอย่างใกล้ชิด ใช้ประโยชน์จากกลไกการเจรจาเชิงยุทธศาสตร์ “2+2” ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมให้เกิดประโยชน์สูงสุด และส่งเสริมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้สูงขึ้นไปอีกระดับ เร่งการก่อสร้างทางรถไฟจีน-ไทย และการเชื่อมต่อทางรถไฟจีน-ลาว-ไทย และขยายความร่วมมือในด้านที่กำลังเติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ และพลังงานสะอาด เสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และการศึกษา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง เช่น การพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
จีนสนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในกิจการระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค และยินดีที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในการประสานงานและความร่วมมือภายในกลไกพหุภาคี เช่น เอเปค (APEC) จีน-อาเซียน และความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเหมาะสมเป็นผลประโยชน์ร่วมกันและผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชนทั้งสองประเทศ หวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยึดมั่นในการเจรจาและปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ และจีนยินดีที่จะมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในเรื่องนี้ต่อไป
ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น “ลู่ทาง” สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน
18 กรกฎาคม 2569 ณ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Lunch eon ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) เป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์-สาธารณสุข ท่องเที่ยว
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีดีใจที่ได้มานครเฉิงตู ครั้งแรก รู้สึกยินดีที่พบปะกับภาคเอกชนไทย ในวันนี้ การเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นทริปที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่อง การส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในการพบหากับท่านประธานาธิบดีสีจึ้นผิง วานนี้ ก็ รับการยืนยันจาก ประธานาธิบดีจีนไทย-จีน ว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” ที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ในวันพรุ่งนี้ ก็จะฝากให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลผู้ประกอบการชาวไทยในประเทศจีนด้วย
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงว่า กิจกรรมวันนี้ ยังได้มาเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู และงานสัมมนา Thailand -China (Sichuan) Investment and Economic Forum บ่ายนี้ เป็นการปักหมุดและประกาศว่า ไทยจริงจังในการยกระดับความร่วมมือทางการค้าในระดับท้องถิ่นโดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคลังและการต่างประเทศ รัฐมนตรีและหัวหน้าศูนย์ราชการที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุน เอกอัครราชทูต เลขาบีโอไอ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดโอกาส และความท้าทาย ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีนโดยเฉพาะมณฑลเสฉวน
นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทย รัฐบาลมีหน้าที่แสวงความร่วมมือ สร้างโอกาศให้กัาประเทศให้กับภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดังนั้น รัฐ-เอกชนต้องทำงานร่วมกัน ยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ คีอ หลักธรรมาภิบาล (Good Governence) โดยรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น การปรับแก้กฏหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น จึงขอเอกชนมีความมั่นใจไทยมีความพร้อม และเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ จะอำนวยความสะดวกและเป็น“ลู่ทาง” การลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด เอกชนไทยแข็งแกร่ง เติบโต ไม่เพียงตลาดจีนรวมถึงตลาดโลก ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ คือ ต้องเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า
“รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วนเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ ‘ทีมไทยแลนด์’ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
ปลื้ม 4 บิ๊กเทคจีน พร้อมขยายลงทุนไทยกว่า 7 หมื่นล้านบาท ตอบรับข้อเสนอนายกรัฐมนตรีช่วยพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย
19 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชน ที่ติดตามรายงานภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน พอใจความสำเร็จจากนายกรัฐมนตรีนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัทเมื่อวานนี้ ( 18 ก.ค.) กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจและพอใจที่ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมจะขยายการลงทุนเติมโดยเฉพาะในสาขา R & D เพื่อตอบรับนโยบายและข้อเสนอแนะนายกรัฐมนตรีในการพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ถึงการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำจีน 4 ราย ยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย โดยมูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และ ไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง
“การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่า จะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคนโดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทยจะ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีระบุ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
ที่มาเรียบเรียงจาก: สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย | เว็บไซต์รัฐบาลไทย [1] [2] [3] [4] [5]
