Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จากสหรัฐฯ จนถึงฟินแลนด์ มีงานวิจัยด้านรัฐศาสตร์ยืนยันว่าผู้สมัครที่อยู่ลำดับต้นของบัตรเลือกตั้งมักได้คะแนนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ และในการเลือกตั้งไทยปี 2566 ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ หากแต่สะท้อนผลของระบบและกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง ที่ทำให้ “หมายเลขของผู้สมัคร” กลายเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อผลลัพธ์ทางการเมืองอย่างไม่อาจมองข้าม

  • ตัวเลขและลำดับบนบัตรเลือกตั้งไม่เป็นกลาง งานวิจัย Ballot Order Effect จากหลายประเทศชี้ชัดว่า ผู้สมัครที่อยู่ลำดับต้นหรือมีหมายเลขจำง่ายสามารถได้คะแนนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสนามที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีข้อมูลจำกัด
  • กรณีไทยปี 2566 ตัวเลขเริ่ม “มีพลัง” จากการออกแบบระบบเลือกตั้ง การแยกเบอร์ผู้สมัครเขตกับเบอร์พรรคในบัตรสองใบ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนใช้หมายเลขเป็นทางลัดในการตัดสินใจ จนเกิดปรากฏการณ์ ballot number effect ที่เชื่อมหมายเลขข้ามบัตรอย่างไม่ตั้งใจ
  • อิทธิพลของหมายเลขไม่ใช่ธรรมชาติ ตัวเลขจะมีผลก็ต่อเมื่อระบบเปิดช่องให้เกิดความสับสนหรือข้อมูลไม่สมบูรณ์ ซึ่งตั้งคำถามสำคัญถึงความเป็นธรรมและการออกแบบระบบและบัตรเลือกตั้งในอนาคต

ในการเลือกตั้งทุกระดับ ทุกครั้ง หนึ่งในองค์ประกอบที่นักการเมืองและผู้สังเกตการณ์มักพูดถึงคือ “หมายเลขผู้สมัคร” บนบัตรเลือกตั้ง บางครั้งข่าวการจับหมายเลข 1 หรือหมายเลขต้น ๆ กลายเป็นเรื่องที่ถูกหยิบไปพูดถึงว่าเป็น ปัจจัยที่ช่วยให้ผู้สมัครได้รับคะแนนมากกว่าที่คาดไว้

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น มีงานวิจัยหลายชิ้นจากต่างประเทศที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภายใต้คำศัพท์ทางวิชาการที่เรียกว่า 'Ballot Order Effect' หรือ “ผลกระทบจากลำดับบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งลำดับชื่อหรือหมายเลขบนบัตรเลือกตั้งสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมเลือกตั้งของผู้มีสิทธิได้ แม้อาจจะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีนัยสำคัญทางสถิติในหลายกรณี

Ballot Order Effect คืออะไร?

"ผลกระทบจากลำดับบัตรเลือกตั้ง" (Ballot Order Effect) หมายถึงอิทธิพลของตำแหน่งที่ชื่อผู้สมัครปรากฏบนบัตรเลือกตั้งต่อพฤติกรรมการลงคะแนน ผู้สมัครที่อยู่อันดับแรกมักได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ตำแหน่งถัดลงมา ผลกระทบนี้มักเห็นได้ชัดเจนในการเลือกตั้งแบบไม่แบ่งพรรคหรือการเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีข้อมูลน้อย ระบบเลือกตั้งส่วนใหญ่เรียงลำดับผู้สมัครด้วยวิธีต่างๆ เช่น ตามตัวอักษร สถานะผู้ดำรงตำแหน่ง การสุ่ม หรือพรรคการเมือง

การอธิบายปรากฏการณ์นี้มีสองทฤษฎีหลัก ทฤษฎีแรกอ้างอิง "primacy effect" ซึ่งเป็นหลักการทางจิตวิทยาที่ชี้ว่าผู้คนมักจดจำสิ่งที่อยู่ลำดับแรกได้ดีกว่า ทฤษฎีที่สองคือ "สมมติฐานข้อมูลจำกัด" (limited information hypothesis) ซึ่งเสนอว่าเมื่อผู้ลงคะแนนไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือผู้สมัคร พวกเขาอาจหันไปใช้แหล่งข้อมูลอื่นๆ ในการตัดสินใจ รวมถึงเชื้อชาติ เพศ และลำดับที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง การเรียงลำดับชื่อจึงใช้ประโยชน์จากกลไกในการตัดสินใจของมนุษย์อย่างละเอียดอ่อน

อย่างไรก็ตาม Ballot Order Effect ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิชาการได้ศึกษามานานหลายทศวรรษ และพบทั้งหลักฐานที่สนับสนุนว่า “ลำดับสามารถมีผลจริง” แต่ก็มีบางผลการศึกษาที่บอกว่าผลกระทบไม่เท่ากันในทุกสนามเลือกตั้ง และใช่ว่า “ชื่อแรกจะชนะเสมอไป”

ความได้เปรียบจาก “ชื่อ-หมายเลขต้น ๆ” ในงานศึกษา

งานศึกษาของ Daniel E. Ho และ Kosuke Imai ที่เผยแพร่เมื่อปี 2008 ศึกษาผลกระทบของลำดับชื่อผู้สมัครจากข้อมูลการเลือกตั้งจริงในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งรัฐนี้ใช้การสุ่มลำดับชื่อบนบัตร (ที่เรียกว่า Alphabet Lottery) ตั้งแต่ปี 1975 (หลังศาลตัดสินว่าการอยู่อันดับแรกให้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ) เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสอยู่ตำแหน่งก่อนหลังเท่า ๆ กัน ทั้งนี้ในการเลือกตั้งทั่วไป ผลของการจัดลำดับชื่อมีผลต่อผู้สมัครจากพรรคเล็กมากกว่าพรรคใหญ่ แต่ในรอบการเลือกตั้งแบบ primary หรือแบบไม่มีพรรคชัดเจน ผู้สมัครที่อยู่ลำดับแรกจะได้คะแนนเสียงมากขึ้นประมาณ 1–3% และในบางกรณีมากกว่านั้น โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ไม่เป็นทางการหรือง่ายต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ข้อมูลที่รวบรวมโดย MIT Election Data & Science Lab พบผลกระทบจากลำดับบัตรเลือกตั้ง เช่น พบว่า George W. Bush ได้คะแนนเสียงเพิ่มเกือบ 10% เมื่ออยู่อันดับแรกในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2000, ส่วนในนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนียผู้สมัครอันดับแรกมักได้คะแนนมากกว่า 4-5% อย่างไรก็ตามผลกระทบอาจแตกต่างกันตามประเภทการเลือกตั้ง

เหตุผลที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจเลือกผู้สมัครอันดับแรกยังไม่ชัดเจน ทฤษฎีหนึ่งที่ MIT Election Data & Science Lab รวบรวมมาเสนอ ว่าเมื่อขาดข้อมูล ผู้ลงคะแนนจะพิจารณาผู้สมัครตามลำดับจากบนลงล่าง แต่เหนื่อยหน่ายเมื่อมีตัวเลือกมาก ทำให้ผู้สมัครอันดับแรกได้รับการพิจารณามากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาในประเทศต่าง ๆ อีกเช่น ในเดนมาร์ก มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้สมัครกว่า 10,000 คนใน 103 บัตรเลือกตั้งที่แตกต่างกันพบหลักฐานว่าการจัดวางตำแหน่งบนบัตร ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน มีผลทำให้ผู้สมัครที่อยู่ “บนสุด” ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้น

การศึกษาการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อในฟินแลนด์ 6 ครั้ง พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งบนบัตรกับคะแนนความนิยมเป็นรูป J กลับด้าน โดยผู้สมัครที่อยู่ลำดับต้น ๆ ได้คะแนนมากที่สุด ขณะที่ผู้สมัครใกล้ท้ายบัตรมีข้อได้เปรียบเหนือผู้ที่อยู่ตรงกลาง นอกจากนี้ ผลกระทบจากตำแหน่งบนบัตรจะเด่นชัดขึ้นตามความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมการเลือกตั้ง โดยเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวนผู้สมัครในบัญชีพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น อัตราส่วนผู้สมัครต่อที่นั่งเพิ่มขึ้น และจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมในบัญชีลดลง

ส่วนงานศึกษาจากเกาหลีใต้ (ศึกษาการเลือกตั้งผู้บริหารการศึกษา) ก็พบว่า Ballot Order Effect มีผลชัดเจนในกลุ่มผู้มีสิทธิที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่า เพิ่มน้ำหนักให้เห็นว่าลำดับชื่อบนบัตรมีผลมากขึ้นเมื่อผู้มีสิทธิมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครจำกัด ความได้เปรียบด้านลำดับบนบัตรเลือกตั้งจะชัดเจนขึ้นเมื่อแชมป์เก่าหรือผู้ไม่มีชื่อเสียงลงเลือกตั้ง

ข้อมูลเหล่านี้ย้ำให้เห็นว่า "ช่องว่างทางข้อมูลและพฤติกรรมร่วมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ลำดับชื่อบนบัตรและหมายเลขผู้สมัครกลายเป็นปัจจัยที่ “มีผลจริง” ต่อผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในหลายบริบททั่วโลก

ย้อนดูปรากฎการณ์ในประเทศไทย

หมายเลขและจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากการเลือกตั้งปี 2544-2566

หมาย
เลข

การเลือกตั้งปี 2544
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

การเลือกตั้งปี 2548
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

การเลือกตั้งปี 2550
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

การเลือกตั้งปี 2554
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

การเลือกตั้งปี 2562
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

การเลือกตั้งปี 2566
(พรรค/สส.ปาร์ตี้ลิสต์)

1

เสรีประชาธิปไตย (0 คน)ชาติไทย (7 คน)เพื่อแผ่นดิน (7 คน)เพื่อไทย (61 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศใหม่ (1 คน)

2

ชาวไทย (0 คน)กิจสังคม (0 คน)รวมใจไทยชาติพัฒนา (1 คน)ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (2 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศประชาธิปไตยใหม่ (1 คน)

3

กสิกรไทย (0 คน)พัฒนาชาติไทย (0 คน)เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย (0 คน)ประชาธิปไตยใหม่ (1 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศเป็นธรรม (1 คน)

4

นิติมหาชน (0 คน)ประชาธิปัตย์ (26 คน)ประชาธิปัตย์ (33 คน)ประชากรไทย (0 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศท้องที่ไทย (1 คน)

5

ความหวังใหม่ (8 คน)ประชาชนไทย (0 คน)พลังเกษตรกร (0 คน)รักประเทศไทย (4 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศพลังสังคมใหม่ (1 คน)

6

รักสามัคคี (0 คน)คนขอปลดหนี้ (0 คน)รักเมืองไทย (0 คน)พลังชล (1 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศครูไทยเพื่อประชาชน (1 คน)

7

ไทยรักไทย (48 คน)ธรรมชาติไทย (0 คน)แรงงาน (0 คน)ประชาธรรม (0 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศภูมิใจไทย (3 คน)

8

ชาติประชาธิปไตย (0 คน)แผ่นดินไทย (0 คน)เกษตรกรไทย  (0 คน)ดำรงไทย (0 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศแรงงานสร้างชาติ (0 คน)

9

ชาติไทย (6 คน)ไทยรักไทย (67 คน)ประชาราช (1 คน)พลังมวลชน (0 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศพลัง (0 คน)

10

สันติภาพ (0 คน)ความหวังใหม่ (0 คน)นิติศาสตร์ไทย (0 คน)ประชาธิปัตย์ (44 คน)ไม่ได้กำหนดเบอร์เดียวกันทั่วประเทศอนาคตไทย (0 คน)

ในบริบทประเทศไทยที่การเลือกตั้งแต่ละครั้งมีจำนวนผู้สมัครหลายคน ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ หลายคนอาจไม่เคยสนใจหรือรู้จักผู้สมัครทุกคน การมีหมายเลขที่จำง่าย หรือการได้อยู่ในตำแหน่งมุมบนของบัตรเลือกตั้ง อาจกลายเป็น "ตัวช่วย" มีผลจริงในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด

แต่หากมองย้อนประวัติการเลือกตั้งในไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 จะพบว่า “หมายเลขพรรค” ไม่ได้มีบทบาทต่อผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจนมาโดยตลอด ตรงกันข้าม ข้อมูลผลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อระหว่างปี 2544–2562 ชี้ว่า พรรคเล็กที่ได้หมายเลขต้น ๆ จำนวนมาก ไม่ได้ที่นั่งเลย หรือได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่พรรคขนาดใหญ่ซึ่งประสบความสำเร็จ มักกระจุกตัวอยู่กับหมายเลขที่ไม่ได้เป็นเลขต้นเสมอไป เช่น ในการเลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 48 คน ทั้งที่ใช้หมายเลข 7 ขณะที่พรรคหมายเลข 1-4 ส่วนใหญ่ได้ศูนย์ที่นั่ง หรือได้คะแนนไม่มากนัก

แนวโน้มลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏต่อเนื่องในหลายการเลือกตั้งถัดมา ไม่ว่าจะเป็นปี 2548 ที่พรรคไทยรักไทย (หมายเลข 9) ได้ถึง 67 ที่นั่งบัญชีรายชื่อ หรือปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 1) ได้ 61 ที่นั่ง ซึ่งในกรณีหลัง ความสำเร็จของหมายเลข 1 ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผลจากอิทธิพลของตัวเลข หากแต่เป็นผลจากความนิยมของพรรคที่ชัดเจนอยู่แล้ว

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่าในไทยยังไม่เคยมีการศึกษาหัวข้อ Ballot Order Effect ทำนองนี้มาเลย เป็นประเด็นความเป็นธรรมในการแข่งขันซึ่งหลายประเทศให้ความสนใจ เนื่องจากมีงานวิจัยบ่งชี้ว่าหมายเลขมีส่วนทำให้เกิดความได้เปรียบ/เสียเปรียบกันจริง

กรณีของไทย ปรากฏการณ์ที่พอจะเทียบเคียงได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2566 ที่พูดได้ว่า “พรรคเลขตัวเดียวได้ที่นั่งแบบนอนมา” ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในระบบก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ 5% ทำให้พรรคเล็กแทบไม่มีโอกาส เรื่อยมาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้เบอร์พรรคและเบอร์ผู้สมัคร สส.เขตเป็นหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สับสน และพรรคที่ได้เลขหลักหน่วยจำนวนมากก็ยังสอบตกเกือบทั้งหมด

จวบจนปี 2566 เราเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง กลับไปใช้แบบเมื่อครั้งปี 2544, 2548 และ 2554 ซึ่งมีบัตรเลือกตั้งสองใบ แต่ว่าเบอร์ผู้สมัครกับเบอร์พรรคแยกจากกัน ไม่ได้ผูกกันเหมือนแต่ก่อน ผลที่ตามมาคือ พรรคขนาดเล็กหลายพรรคที่จับได้หมายเลขตัวเดียวสามารถเข้ามามีที่นั่งในสภาได้ (หมายเลข 1-6) โดยได้รับคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

"ข้อสันนิษฐานของผมคือ ประชาชนส่วนหนึ่งสับสน จดจำเฉพาะหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขต จึงกาหมายเลขเดียวกันทั้งสองใบ ขอยกตัวอย่างพะเยาในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อปี 2566 พรรคครูไทยเพื่อประชาชนได้คะแนนมาเป็นอันดับที่ 4 ด้วยคะแนนราว 5,000 คะแนน หรือเกือบ 2% ของคะแนนทั้งหมด ทั้งที่พรรคก็ไม่ได้มีฐานเสียงหลักในพื้นที่แต่อย่างใด ปรากฎว่าหมายเลขของพรรคเป็นหมายเลขเดียวกับผู้สมัครที่ชนะ สส.ทั้ง 3 เขตของจังหวัดพะเยาจากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็คือหมายเลข 6" ผศ.ดร.ณัฐกร ยกตัวอย่าง ซึ่งเหตุการณ์คล้ายกันนี้เจอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเหมือนกัน โดยเฉพาะระดับ อบจ. หากผู้สมัครนายกกับสมาชิกสภาลงเป็นทีม แต่ได้เบอร์ไม่ตรงกัน ย่อมส่งผลเสียต่อผู้สมัครในเขตนั้นอยู่ไม่น้อย บางคนถึงขั้นแพ้ หากเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่ได้เบอร์นั้นไป

"บัตรเลือกตั้งในหลายประเทศจึงไม่มีแม้แต่เบอร์ ใช้ชื่อผู้สมัคร และโลโก้พรรคแทน หรืออาจไปถึงขึ้นลงรูปผู้สมัครรับเลือกตั้ง" ผศ.ดร.ณัฐกร ตั้งข้อสังเกต

สำหรับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไทย สอดคล้องกับข้อค้นพบจากงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า ในสถานการณ์ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีข้อมูลจำกัด หรือเผชิญความซับซ้อนในการตัดสินใจ ลำดับหรือหมายเลขบนบัตรเลือกตั้งสามารถกลายเป็นปัจจัยชี้นำได้จริง แต่ในบริบทไทย สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2566 ไม่ได้เป็นเพียง Ballot Order Effect แบบคลาสสิก หากแต่เป็นการเชื่อมโยงหมายเลขข้ามบัตรสองใบเข้าด้วยกัน ซึ่งก็ชวนให้สงสัยว่าเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบระบบเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลัง จะเห็นได้ชัดว่า อิทธิพลของหมายเลขไม่ได้เป็นคุณสมบัติถาวรของการเลือกตั้งไทย หากแต่เกิดขึ้นจาก “การออกแบบระบบเลือกตั้ง” เป็นสำคัญ กล่าวคือ ตัวเลขจะเริ่มมีพลังทางการเมืองก็ต่อเมื่อระบบเปิดช่องให้ผู้มีสิทธิใช้มันเป็นทางลัดในการตัดสินใจ และเมื่อเงื่อนไขเหล่านั้นเปลี่ยนไป ตัวเลขที่เคยไร้ความหมายก็อาจกลายเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์การเมืองได้อย่างคาดไม่ถึง

"เบอร์เดียวกันทั้งสองใบ" เมื่อ Ballot Number Effect กลายเป็นช่องโหว่ของการซื้อเสียง

นอกเหนือจากปรากฏการณ์ Ballot Order Effect ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนกาหมายเลขซ้ำข้ามบัตรโดยไม่ตั้งใจแล้ว ยังมีข้อสังเกตอีกด้านหนึ่งที่ชวนตั้งคำถามหนักกว่า นั่นคือความเป็นไปได้ที่กลไกนี้ถูกใช้ประโยชน์ในการซื้อเสียงอย่างเป็นระบบ

เมื่อพิจารณาข้อมูลผลการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 จะพบรูปแบบที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด พรรคขนาดเล็กที่จับสลากได้หมายเลขบัญชีรายชื่อเป็นเลขตัวเดียว (เบอร์ 1-9) มีคะแนนบัญชีรายชื่อสูงถึงหลักแสนคะแนน ทั้งที่คะแนนในระบบแบ่งเขตอาจมีเพียงหลักร้อย ความเหลื่อมล้ำระหว่างคะแนนสองระบบในบางกรณีห่างกันมากถึง 100 เท่า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ยากจะอธิบายได้ด้วยความนิยมตามธรรมชาติของพรรค

สมมติฐานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ วิธีการซื้อเสียงรูปแบบหนึ่งอาศัยความเรียบง่ายของ "เลขตัวเดียว" เป็นเครื่องมือ กล่าวคือ เมื่อหัวคะแนนซื้อเสียงให้ผู้มีสิทธิกาเบอร์ผู้สมัครเขตหมายเลขหนึ่ง วิธีที่ง่ายที่สุดในการ "กันพลาด" คือสั่งให้กาหมายเลขเดียวกันทั้งสองใบ หรือแม้ในกรณีที่ผู้ถูกซื้อเสียงถูกสั่งให้กาบัญชีรายชื่อเป็นเบอร์อื่น แต่จำไม่ได้ ก็มักจะกาเลขเดิมซ้ำไปทั้งสองบัตร ผลที่ตามมาคือพรรคเล็กที่บังเอิญได้หมายเลขตรงกับผู้สมัครเขตของพรรคใหญ่ กลับได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อ "ฟรี" จำนวนมหาศาล มากพอที่จะแปลงเป็นที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อได้ 1-2 ที่นั่ง

รูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏซ้ำทั้งในปี 2566 และ 2569 ซึ่งทั้งสองครั้งใช้ระบบบัตรสองใบที่เบอร์ผู้สมัครเขตกับเบอร์พรรคแยกจากกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าพรรคเบอร์ตัวเดียวทุกพรรคล้วนมีคะแนนบัญชีรายชื่อพุ่งสูงผิดสัดส่วนอย่างเป็นระบบ ทำให้ยากจะมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

อ่านวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "เบอร์แฝด" เลือกตั้ง 69 ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหมายเลขผู้สมัคร สส. เขต กับคะแนนบัญชีรายชื่อที่ตรงเบอร์กัน ได้ที่นี่

*เพิ่มเติมเนื้อหาส่วนนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569


ข้อมูลอ้างอิง: 
Ballot Order Effects (MIT Election Data & Science Lab, เข้าถึงเมื่อ 8 January 2026) 
Ballot Order Effect (Wikipedia, เข้าถึงเมื่อ 8 January 2026) 
The Impact of Candidate Name Order on Election Outcomes (Daniel E. Ho & Kosuke Imai, Public Opinion Quarterly, 2008) 
Alphabet Lottery and Ballot Order Effects in California (Kosuke Imai & Daniel E. Ho, Harvard University Working Paper, 2008) 
Ballot Position Effects in Low-Information Elections (Rasmus Skytte, Electoral Studies, 2016) 
Ballot Position and Preference Voting in Finland (Mikael Gilljam et al., Electoral Studies, 2021) Ballot Order Effects in South Korea (Jae-Hee Jung, Electoral Studies, 2016)
หลักฐานการ "ซื้อเสียง" ที่ "กกต." ไม่เคยมองเห็น (Khajochi's Blog, 10 กุมภาพันธ์ 2569)
วิเคราะห์ปรากฏการณ์ "เบอร์แฝด" เลือกตั้ง 69 (anwam/github, เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2569)

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง