จังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดในประเทศไทย จากสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย วัฒนธรรมท้องถิ่น ธรรมชาติที่สวยงาม ย่านกลางคืนที่มีชีวิตชีวา ไปจนถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ เชียงใหม่ยังได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองสร้างสรรค์’ บ้านของศิลปินจำนวนมาก ตั้งแต่ช่างหัตถกรรมพื้นบ้านไปจนถึงนักดนตรีสากล และในเดือนตุลาคม 2560 เมืองเชียงใหม่ได้ถูกประกาศให้เป็นหนึ่งในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์กรยูเนสโกในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน
แต่สำหรับนักดนตรีจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในเมืองสร้างสรรค์แห่งนี้ ระบบเศรษฐกิจที่แปรผันตามฤดูกาลท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันว่า โลว์ซีซั่น และ ไฮซีซั่น ทำให้พวกเขาต้องประสบกับความไม่แน่นอนในการประกอบอาชีพและรายได้ที่เหวี่ยงขึ้นลงสุดขั้วตามจังหวะเวลา ในขณะที่เครือข่ายนักดนตรีท้องถิ่นกำลังมองหาวิธีการที่จะสร้างเชียงใหม่ให้เป็นเมืองดนตรีที่เที่ยวได้ทุกเวลา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองและสร้างชีวิตของนักดนตรีให้มั่นคง
ชีวิตไม่ง่ายของนักดนตรีในเมืองท่องเที่ยว
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 ทั้งสิ้น 11,485, 568 คน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงที่สุดในเดือนธันวาคม และลดลงต่ำสุดในเดือนกันยายน
ส่วนในปี 2566 มีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 8,424,528 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงตุลาคม โดยจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุดในช่วงต้นปี และลดลงในช่วงกลางปี
สอดคล้องกับประสบการณ์ของ โดม ผู้ทำงานเล่นดนตรีกลางคืนในเมืองเชียงใหม่มาแล้วกว่าเก้าปี
โดมเริ่มเล่นดนตรีกลางคืนในช่วงรอยต่อหลังเรียนจบชั้นมัธยมและก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาเล่าว่าในหน้าโลว์ซีซั่น ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อย ร้านกลางคืนต่างๆ ที่เคยจ้างวงดนตรีอาจต้องลดค่าใช้จ่ายด้วยการเลิกจ้างบางวง และด้วยแนวดนตรีที่เล่น รวมถึงรูปแบบการแสดงที่เป็นการร้องเพลงคนเดียวกับกีต้าร์หนึ่งตัว ทำให้เขามักได้งานเล่นช่วงหัวค่ำ ซึ่งทำให้เขาเสี่ยงจะถูกเลิกจ้างเป็นรายแรกๆ เพราะในหน้าโลว์ซีซั่นลูกค้ามักเข้าร้านดึกขึ้น
ค่าแรงของนักดนตรีกลางคืนจะจ่ายเป็นต่อ “เบรก” ซึ่งความยาวของหนึ่งเบรกอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละร้าน แต่ส่วนมากอยู่ที่ 1 – 2 ชม. โดมเล่าว่าในช่วงแรกที่เริ่มหางานเล่น เขาเคยได้ค่าแรง 100 – 250 บาทต่อเบรก แล้วก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนปัจจุบัน เขาได้ค่าแรงเบรกละ 400 – 500 บาท
ชีวิตที่เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงตามฤดูการท่องเที่ยวทำให้โดมรู้สึกว่าอาชีพมีความไม่มั่นคง เขาเล่าว่าต้องลุ้นทุกปีว่าร้านที่เลิกจ้างในช่วงโลว์ซีซั่นจะกลับมาจ้างอีกไหมเมื่อเข้าหน้าท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเนื่องจากไม่แน่ใจว่าถูกเลิกจ้างเพราะฝีมือของตัวเองหรือเพราะร้านต้องการลดค่าใช้จ่าย
ในช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวหนาตา โดมเล่นดนตรีวันละ 2 ร้าน และมีวันหยุด 1 วัน รายได้ของเขาอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 23,000 บาทต่อเดือน แต่ในหน้าโลว์ซีซั่นที่บางร้านมักเลิกจ้างชั่วคราว รายได้ของเขาลดเหลือ 10,000 – 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเขาระบุว่า “อยู่ได้” แต่ต้องประหยัดมากๆ ปัจจุบันเขาหารายได้เสริมด้วยการขายไข่และลูกเป็ดคอลดั๊ก ซึ่งเป็นเป็ดหน้าตาน่ารักอ้วนกลมที่นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง โดมเองก็เริ่มจากการเลี้ยงเป็ดเป็นสัตว์เลี้ยง จนมาสู่การเพาะขายหลังเป็ดในบ้านเริ่มเพิ่มจำนวน แต่เขามองว่าไม่ได้จะหารายได้จริงจังจากส่วนนี้ และมองว่าอาชีพหลักของดนตรียังเป็นการเล่นดนตรีกลางคืนอยู่
โดมบอกว่ายังโอเคกับการทำงานในเชียงใหม่ แต่ถ้าได้ค่าแรงมากกว่านี้ก็ดี และเริ่มอิ่มตัวกับการเล่นกลางคืนแล้ว เขาอยากมีเวลาทำเพลงของตัวเองหรือเล่นเพลงสไตล์ที่อยากเล่นบ้าง เพราะนักดนตรีตามร้านกลางคืนมีหน้าที่เอนเตอร์เทนลูกค้า จึงต้องเล่นเพลงที่ลูกค้าอยากฟัง นอกจากนี้เขายังรู้สึกว่าศิลปินตามจังหวัดต่างๆ ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร โดยเขามองว่ารัฐสามารถเข้ามาสนับสนุนท้องถิ่นในการจัดเทศกาลดนตรีต่างๆ ซึ่งท้องถิ่นมีศักยภาพในการจัดเองอยู่แล้ว แต่การสนับสนุนจากส่วนกลางจะทำให้งายง่ายขึ้น หรือการหาพื้นที่แสดงใหม่ๆ สำหรับศิลปินที่มีเพลงของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังกลุ่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
ในมุมผู้ประกอบการณ์ก็ยากไม่แพ้กัน อนณ แก้วมณี หรืออู๋ ในวัย 20 กลางๆ เคยเล่นดนตรี เคยเป็นหุ้นส่วนร้านเหล้า จนเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้วมาเปิดร้าน mewfeelalive บาร์ค๊อกเทลที่มีดนตรีสดในย่านคูเมืองเชียงใหม่บนชั้นสองของตึกที่เป็นธุรกิจร้านป้ายของครอบครัว ส่วนชั้นล่างกลางวันเป็นคาเฟ่ กลางคืนเป็นบาร์ที่มีดนตรีอะคูสติก
อู๋เล่าว่าในช่วงโลว์ซีซั่น ผู้ประกอบการต้องทำงานหนักขึ้นในการหาวิธีเรียกลูกค้า และในส่วนของงานดนตรีก็มักถูกยกเลิก ซึ่งเขาก็เข้าใจในฐานะที่เป็นเจ้าของร้านด้วยว่าผู้ประกอบการส่วนมากอาจไม่อยากแบกค่าใช้จ่ายในช่วงที่ลูกค้าน้อย เพราะค่าจ้างนักดนตรีเดือนหนึ่งเหยียบแสนบาทถือว่าหนักมากสำหรับร้านเล็กๆ
อู๋สังเกตว่าพฤติกรรมของลูกค้าในช่วงโลว์ซีซั่นและไฮซีซั่นต่างกันชัดเจน ในช่วงโลว์ ลูกค้าที่เคยเข้าร้านในช่วง 18.00 – 20.00 หายไป กลายเป็นเข้าร้านช่วงหลัง 21.00 และมักจะเป็นคนเชียงใหม่ที่มาเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นนักท่องเที่ยวที่ทำกิจกรรม bar hopping หรือการเที่ยวดื่มไปเรื่อยๆ ตามร้านกลางคืนต่างๆ
ปัจจุบันร้าน mewfeelalive ได้ปิดให้บริการส่วนชั้นบนของร้าน และงดกิจกรรมดนตรีสด ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านขายอาหารเครื่องดื่มในชื่อ ส้มตำยำหมิว
ในภาพรวม เอิง-ศุภกานต์ วรินทร์ปราโมทย์ ผู้ก่อตั้งสื่อดนตรี TEMPO.wave มองว่าปัญหาของเมืองเชียงใหม่ในภาพรวมคือเมื่อเข้าสู่หน้าโลว์ซีซั่น ทุกคนในระบบจะขาดรายได้ด้วยกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีที่ตกงาน ร้านที่รายได้น้อยลง หรือคนจัดอีเว้นท์ต่างๆ ที่อาจจะคาดหวังจำนวนคนไม่ได้ในช่วงหน้าโลว์ และขนาดของระบบเศรษฐกิจที่เล็กทำให้โลว์ซีซั่นในเชียงใหม่เป็นช่วงเวลาที่ลำบาก
ส่วนเฟนเดอร์-ธนพล จูมคำมูล นักร้องนำวง Solitude is Bliss มองว่าการทำงานในเชียงใหม่มีส่วนที่ง่าย คือขนาดของเมืองที่กะทัดรัด คนในวงการเห็นหน้ากันหมด เดินทางง่าย บรรยากาศไม่ตึงเครียดเท่ากรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีศิลปินเก่งๆ เยอะ และทำงานกันด้วยใจรัก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยาก คือถึงค่าครองชีพจะต่ำ แต่ค่าแรงก็ต่ำตามไปด้วย และถึงแม้ว่านักดนตรีอาชีพจะพออยู่ได้ แต่การพัฒนาฝีมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ทำได้ยาก เนื่องจากค่าแรงที่ต่ำทำให้ต้องใช้เวลาเก็บเงินนานกว่าจะซื้ออุปกรณ์ใหม่ได้
10 กว่าปีที่แล้ว เฟนเดอร์เริ่มเล่นดนตรีกลางคืนจากการไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วถูกยุให้ขึ้นไปแจมกับวงดนตรีในร้านที่รู้จักกัน จนเจ้าของร้านมาชวนไปเล่นประจำ และเริ่มได้งานที่ร้านอื่นๆ จนมีงานเล่นเต็มทุกวัน มีรายได้พอดูแลตัวเองได้ เขาบอกว่าทุกวันนี้ในเชียงใหม่ก็ยังสามารถทำแบบนี้ได้ แต่นักดนตรีที่ชั่วโมงบินสูงแล้วมักจะทำงานอื่นไปด้วย
จะสร้างเมืองดนตรีได้ ต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ความไม่แน่นอนที่เกิดจากฤดูกาลท่องเที่ยวทำให้เครือข่ายนักดนตรีท้องถิ่นรู้สึกว่าต้องหาวิธีทำให้เชียงใหม่เที่ยวได้ตลอดปี โดยใช้การกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมซึ่งเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่เหมือนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ต้องรอฤดูกาล เอิงเล่าว่าก่อนหน้านี้เครือข่ายศิลปินในชื่อเชียงใหม่ออริจินัลเคยจัดงานเทศกาลดนตรีชื่อ Chiang Mai HO! ซึ่งนำศิลปินที่มีงานเพลงของตัวเองกว่าร้อยวงมารวมกัน และเพื่อแก้ปัญหาโลว์ซีซั่น เครือข่ายจึงพูดคุยกันว่าจะทำยังไงให้โลว์ซีซั่นยังมีคนมาเที่ยว จึงเกิดเป็นเทศกาลชื่อ High HO Chiang Mai ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน - ตุลาคม 2567 โดยใช้วิธีกระจายกิจกรรมไปตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่เพื่อกระจายรายได้ไปตามชุมชนต่างๆ และช่วยโปรโมทศิลปินท้องถิ่น เอิงเล่าว่าแต่ละกิจกรรมอาจจะมีคนมาดู 100 – 150 คน หรืออาจจะถึง 300 ถ้าเป็นวงที่ดึงดูดคนได้เยอะ ซึ่งถือเป็นจำนวนเยอะกว่าที่คิดสำหรับสถานที่จัดงานเล็กๆ ในฐานะผู้จัดก็รู้สึกใจชื้นที่มีคนยังติดตามศิลปินเชียงใหม่ และดีใจที่มีคนมาที่ไม่ใช่คนที่เห็นหน้ากันบ่อยอยู่ในวงการอยู่แล้ว
เอิงมองว่าสำหรับศิลปินที่อยากมาอยู่เชียงใหม่แล้วสร้างผลงาน ที่นี่มีเครือข่ายและชุมชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน และเป็นเมืองที่หา third place หรือที่ที่ไม่ใช่ทั้งบ้านและที่ทำงานได้ง่าย โดยเอิงเล่าว่าตอนแรกที่ย้ายมาเชียงใหม่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเล่นดนตรี แต่คนรอบตัวที่เป็นนักดนตรีก็สนับสนุนให้ลอง เธอจึงรู้สึกว่าการจะเริ่มเป็นศิลปินในเมืองเชียงใหม่ไม่ได้ยาก แต่สถานการณ์โดยรวมศิลปินอาจจะยังเลี้ยงตัวเองด้วยดนตรีอย่างเดียวไม่ได้ เธอยังบอกว่าดนตรีจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากคนฟังในระดับระบบสังคม ศิลปินจะอยู่ได้จะต้อง “แมส” กว่านี้ จึงต้องหาวิธีให้ผู้ฟังทั่วไปที่ไม่ใช่คนในวงการศิลปะหันมาสนใจดนตรีอินดี้มากขึ้น เพราะซีนอินดี้เชียงใหม่ถือว่าเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่ยังมีจุดด้อยด้านเศรษฐกิจ
หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศดันนโยบายซอฟท์พาวเวอร์ แต่ในฐานะคนทำงานศิลปะ เอิงตั้งคำถามว่านิยามซอฟพาวเวอร์ของภาครัฐคืออะไร ไปจนถึงว่านิยามเชียงใหม่ของภาคประชาชนกับภาครัฐเหมือนกันหรือไม่ ดนตรีเชียงใหม่เป็นแบบไหน เธอเล่าว่าภาครัฐมักจะมีแนวคิดว่าต้องจ้างศิลปินที่มีชื่อเสียง และมักใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เช่นจำนวนคนดูหรือรายได้ที่เข้ามา แต่เธอมองว่าควรจะวัดในเชิงคุณภาพและผลต่อชุมชนด้วย โดยเธอระบุว่าสำหรับภาคประชาชน สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนคนดูคืออิมแพคในแง่ที่สำคัญต่อเมืองและชุมชน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล เช่นเด็กคนหนึ่งที่ได้มาดูการแสดง อีก 2-3 ปี อาจจะกลายเป็นนักดนตรีที่มีวงเป็นของตัวเอง หรือผู้ชมที่มางานเปิดใจฟังสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักมากขึ้น
นอกจากนี้ ภาคประชาชนมีปัญหาในการเข้าถึงงบประมาณจากรัฐ ถึงเอิงจะบอกว่าไม่ได้รู้สึกว่าต้องผลักดันให้เข้าถึงงบประมาณส่วนนี้ให้ได้ แต่เธอก็รู้สึกว่าต้องมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อเข้าไปต่อรองในพื้นที่เหล่านี้ เพราะในระบบของภาครัฐ เมื่อรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่ไม่ได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลชัดเจนก็ทำให้ถูกมองข้ามได้ง่าย
เอิงบอกว่าอยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคม สามารถเดินไปตรงไหนก็ได้แล้วมีดนตรีให้ฟัง เธอเชื่อว่าดนตรีเป็นสิ่งขับเคลื่อนสังคมอยู่แล้ว แต่อยากให้มันขยายไปมากพอที่จะขับเคลื่อนสังคมในวงกว้างได้ และเมื่อมีคนฟังเพิ่มขึ้น ระบบเศรษฐกิของดนตรีจะอยู่ได้ ในฐานะผู้ก่อตั้ง TEMPO.wav เอิงบอกว่าเธอคิดเรื่องการสร้างคนธรรมดาที่สนใจดนตรีให้เป็นคนที่เดินทางเพราะดนตรี ท่องเที่ยวไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อไปฟังดนตรี และสนับสนุนดนตรีโดยเข้าใจว่าผลของการสนับสนุนมีผลอย่างไรต่อวงการ
สำหรับเฟนเดอร์ การสร้างระบบนิเวศทางดนตรีให้ดี สุดท้ายอาจต้องอาศัยการกระจายอำนาจทางโครงสร้าง แต่สำหรับตัวเขาเอง เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมก่อนเพื่อให้เปลี่ยนโครงสร้างได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าเปลี่ยนโครงสร้างไปก่อนจะต้องเจอแรงต้านอีกมาก
ก่อนหน้านี้เฟนเดอร์เคยทำโปรเจคชื่อ My Hometown Session โดยร่วมกับกลุ่มเพื่อนนักสร้างสรรค์ตระเวนแสดงดนตรีสดไปทั่วเชียงใหม่ พร้อมสอดแทรกการพูดคุยเรื่องชีวิตในเชียงใหม่ไปด้วย เฟนเดอร์เล่าว่าก่อนหน้านี้เขาเดินทางไปแสดงคนเดียวในนาม View from the Bus Tour ซึ่งระหว่างโชว์ก็มักจะพูดคุยกับคนฟังไปด้วย ซึ่งเขาพบว่าคนฟังสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น เมื่อต้องจัดงานโปรโมท View from the Bus Tour ที่กำลังจะเปลี่ยนมาเป็นฟูลแบนด์ เลยเชิญเพื่อนๆ มาร่วมพูดคุยเพื่อให้บริบทขยายกว้างขึ้น
My Hometown Session พาเขาไปในร้านที่ปกติไม่ได้เล่น มีทั้งร้านที่เล่นเพลงป็อบ เพลงไทย เพลงสากล ไปจนถึงร้านดนตรีจริงจังอย่างร้านแจ๊ซ เขามองว่าภาพรวมที่คนอื่นน่าจะเห็นได้เหมือนกันคือทุกคนได้ประโยชน์ คือนอกจากศิลปินจะได้ค่าแรงแล้ว ร้านเองยังได้ลูกค้าใหม่จากแฟนเพลงของวง และได้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการให้ศิลปินที่มีผลงานของตัวเองมาแสดง โดยเขาบอกว่าถึงโปรเจคนี้จะเป็นการทำเพื่อชุมชนในเชียงใหม่ แต่เขาอยากให้ทุกที่ทำได้แบบนี้ ถ้าสามารถทำให้เกิดระบบนิเวศแบบนี้ได้ วันหนึ่งวงดนตรีวงอื่นหรือจังหวัดอื่นก็อาจจะมีโปรเจคแบบนี้ และสามารถสร้างระบบที่มีนักดนตรีและชุมชนที่สนับสนุนกันเองได้
เฟนเดอร์เชื่อว่ากระจายอำนาจแล้วจะทำให้ระบบนิเวศในแต่ละจังหวัดดูแลกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าแต่ละจังหวัดยืนได้เองก็จะเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศในภาพรวม ถ้าแต่ละจังหวัดกำลังซื้อแข็งแรง กำลังผลิตแข็งแรง ก็จะไม่ต้องกังวลว่าจะต้องออกไปที่อื่นหรือต้องมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพอย่างเดียว
ในมุมกระบวนการของภาครัฐ เฟนเดอร์มองว่าเครือข่ายในเชียงใหม่มีความสามารถพอจะจัดกิจกรรมต่างๆ เอง แต่รัฐควรทำให้ทางสะดวก เช่นการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่างๆ ในเมือง ที่การประสานงานมักยุ่งยาก หรือการ busking หรือเล่นดนตรีเปิดหมวก ที่ปัจจุบันต้องไปขออนุญาตกับเทศบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขอทาน ซึ่งเขามองว่าผิดฝาผิดตัว โดยเขาเสนอว่ารัฐควรสังคายนากระบวนการให้สะดวกขึ้นแล้วปล่อยให้ประชาชนทำเอง โดยรอดูว่าประชาชนต้องการอะไรแล้วเข้าไปเสริมก็พอ เขามองว่าภาครัฐยุคหลัง คสช. ชินกับการใช้อำนาจครอบ ในขณะเดียวกันคนไทยก็มักมีความไม่ไว้ใจคนที่ถูกมองว่าเป็นเด็ก ไม่เชื่อว่าทำได้ ทำให้คิดไปว่าทุกอย่างต้องมาจากรัฐที่ถือทั้งงบประมาณและความรู้ ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ต้องค่อยๆ รื้อกันไป
เฟนเดอร์มองว่าเชียงใหม่มีระบบนิเวศทางดนตรีอยู่แล้ว โดยเป็นเมืองที่มีนักดนตรีเยอะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาอยู่ได้นาน นอกจากนี้ยังมีร้านที่จัดดนตรีสด มีคนทำงานดนตรีในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ต่างๆ คนทำงานดีไซน์ ทำการตลาด หรือคนทำอาชีพผู้จัดการวง แต่คนเหล่านี้อาจจะยังเข้ามารวมกับเครือข่ายไม่ได้ เขามองว่าชุมชนควรจะมีหน้าที่เอาคนที่กระจัดกระจายมาอยู่ด้วยกันและแชร์ความรู้กัน หรืออย่างน้อยที่สุดคือทำให้สังคมเห็นว่างานตรงนี้เป็นอาชีพจริงๆ ที่ใช้ฝีมือและได้ค่าแรง ถ้าสามารถสร้างความเข้าใจตรงนี้ได้ก็จะสนับสนุนได้ทั้งศิลปิน คนทำงานอื่นๆ และคนที่กำลังจะเข้ามาทำงานเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้เขายังอยากให้ในเมืองเชียงใหม่มีงานรองรับนักศึกษาที่เรียนดนตรีอยู่ในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง ไม่ใช่ว่าจบมาแล้วจะต้องไปกรุงเทพ เพราะนักศึกษาจะมีกำลังใจเรียนจนจบถ้าเห็นว่ามีงานรออยู่ หรือคนที่มีความสามารถมากกว่าเพื่อนแล้วก็อาจจะทำงานได้เลยตั้งแต่ยังไม่จบก็ได้
เขาเล่าว่าคนทำงานในเครือข่ายมักจะใช้คำว่า พัฒนาเมืองโดยมีดนตรีเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเขามองว่ามันคือการสร้าง traffic ให้เมือง ตั้งแต่สเกลเล็กๆ อย่างการจัดงานในร้านแล้วหน้าร้านมีรถเข็นขายปลาหมึกย่าง และโรงแรมใกล้ๆ ได้ประโยชน์ ไปจนถึงสเกลใหญ่กว่านั้นคือความฝันที่จะมีสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตหรือ live house ในเชียงใหม่ที่สามารถรองรับวงดนตรีจากต่างประเทศได้ มีโรงเรียนที่คนรุ่นใหม่ได้มาฝึกงานกับมืออาชีพ มีแลนด์มาร์กให้คนมาเที่ยวดู ถ้าทำได้ ปริมาณคนที่เข้ามาก็จะมากขึ้น ธุรกิจอื่นๆ อย่างโรงแรมก็จะเกิดขึ้นตาม และโครงสร้างอื่นๆ เช่นระบบขนส่งมวลชนก็จะต้องตามมา เพราะสิ่งนี้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
