สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ 'ไม่ทน' นัดรวมตัวหน้าสำนักงานใหญ่ แสดงจุดยืนให้ธนาคารทบทวนนโยบายปรับลดเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประจำปี ทั้งที่มีกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มองไม่เป็นธรรมกับพนักงาน
23 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวันนี้ (23 ม.ค.) ที่หน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารกรุงเทพ สีลม กรุงเทพฯ เวลาประมาณ 11.30 น. เป็นต้นมา บัณฑิต จันทร์แก้วแร่ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่าสหภาพแรงงานฯ นัดสมาชิกรวมตัวทำกิจกรรมวันนี้ (23 ม.ค.) เพื่อมาแสดงจุดยืนถึงกรรมการธนาคารกรุงเทพ ทบทวนนโยบายลดเงินช่วยเหลือค่าครองชีพประจำปี เนื่องจากเดิมธนาคารเคยจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานเป็นจำนวน 1.75 เท่าของค่าตอบแทน และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพเพิ่มจำนวน 20,000 บาท แต่ล่าสุดกลับมีการตัดเงินช่วยเหลือ เหลือเพียง 1.5 เท่า และไม่มีเงินช่วยเหลือค่าครองชีพอีกต่อไปแล้ว ทั้งที่ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากสหภาพแรงงานกรุงเทพ ระบุว่า
- ปี 2567 ธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 45,211 ล้านบาท
- ปี 2568 ธนาคารกรุงเทพ มีกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 46,007 ล้านบาท
บัณฑิต เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการพยายามเจรจากับทางผู้แทนทางการธนาคารกรุงเทพให้มีการทบทวนมาตรการช่วยเหลือแล้ว แต่กลับถูกปฏิเสธโดยไม่ได้รับเหตุผลที่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของการเชิญสมาชิกสหภาพแรงงานฯ แสดงจุดยืนหน้าธนาคารกรุงเทพวันนี้ และสมาชิกสหภาพแรงงานฯ ได้มีฉันทามติว่าจะดำเนินการจนถึงที่สุด
"สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เห็นว่าการตัดเงินช่วยเหลือ และลดสิทธิของพนักงาน ในขณะที่ธนาคารมีกำไรเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม และไม่สะท้อนคุณค่าของพนักงานซึ่งเป็นผู้สร้างผลประกอบการให้แก่องค์กร พนักงานทุกคนต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าอาคาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าผ่อนบ้าน ค่าการศึกษา และค่ารักษาพยาบาล แต่กลับถูกตัดสิทธิเงินช่วยเหลือ โดยไม่มีคำอธิบายถึงเหตุผลที่ชัดเจนจากธนาคาร" บัณฑิต ระบุ
ทั้งนี้ บัณฑิต กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้าที่จะมาเป็นเงินช่วยเหลืออย่างที่พนักงานธนาคารได้ทุกวันนี้ ธนาคารเคยให้โบนัสพนักงานธนาคารมาก่อน โดยสูงสุดคือประมาณ 4-5 เท่า และบางคนเคยได้มากสุดจำนวน 5.5 เท่า จนกระทั่งเมื่อปี 2540 มีวิกฤตต้มยำกุ้ง ธนาคารได้มีการขอลดโบนัสลง และมีการทำสัญญาจ้างกันใหม่ โดยจ่ายเพียง 2 เท่าในทุกปีที่ธนาคารมีกำไร
ต่อมา เมื่อธนาคารมีกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ สหภาพแรงงานฯ ได้พยายามเรียกร้องให้ธนาคารกรุงเทพ กลับมาจ่ายโบนัสเท่าเดิม แต่ธนาคารไม่ยินยอมที่จะจ่ายเหมือนเดิม แต่ใช้วิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือเดือน ม.ค.ของทุกปีเพิ่มขึ้นมา
ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า "เงินช่วยเหลือ" ที่เรียกร้องครั้งนี้เป็นเงินที่จ่ายให้พนักงานเป็นพิเศษในเดือนมกราคมของทุกปี จ่ายเป็นเงินจำนวน 1.5 เท่าของค่าตอบแทน โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 กำไรลดลง ธนาคารได้ลดเงินเหลือ 1 เท่า ต่อมา เมื่อกำไรของธนาคารเพิ่มขึ้นมาเป็น 46,000 ล้านบาทแล้ว ก็ควรมีการปรับเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นด้วย แต่ตอนนี้กลับมีการปรับลดลง และไม่ได้รับเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางสหภาพแรงงานมองว่าไม่เป็นธรรม
สหภาพแรงงานฯ มองว่า ปกติเวลาเจรจา ทางสหภาพแรงงานจะมีการกำหนดกรอบกำไรว่า ถ้าได้กำไรเท่านี้ บริษัทควรจ่ายเงินช่วยเหลือเท่าไร เราพยายามยื่นข้อเรียกร้องลักษณะแบบนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้ากำไรลด ธนาคารก็ลดได้ตามที่มีการตกลงกัน พอเราเห็นว่ากำไรของธนาคารเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ควรจะจ่ายสิทธิค่าตอบแทนให้กับพนักงานเพิ่มขึ้นด้วย
ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตัวของธนาคารกรุงเทพมีความพยายามควบคุมตัวเลขกำไร เพื่อไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้พนักงานหรือไม่ เพราะสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพมีการประเมินว่า ปี 2568 ธนาคารกรุงเทพน่าจะได้รับกำไรจำนวน 50,000 ล้านบาท แต่เมื่อผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย คือได้กำไร 4.6 หมื่นล้านบาท แต่ประเด็นก็คือ พอได้ไปดูไส้ในจริงๆ เราพบว่ามีการแบ่งเงินจำนวนหลายหมื่นล้านไปตั้งเป็นเงินสำรองด้วย ทำให้เงินกำไรของธนาคารกรุงเทพไม่ถึง 50,000 ล้านบาทแน่นอน จึงเป็นที่มาของข้อสงสัยด้วยว่าธนาคารกรุงเทพมีความพยายามคุมตัวเลขกำไรเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้พนักงานหรือเปล่า
นอกจากนี้ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ มีข้อสังเกตด้วยว่า การแจ้งเรื่อง "เงินช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ" ครั้งนี้ค่อนข้างกระชั้น ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่จะแจ้งเร็วกว่านี้ ทำให้สหภาพแรงงานฯ ไม่สามารถยื่นข้อเรียกร้องได้ทัน
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ บัณฑิต กล่าวว่า จะเป็นขั้นตอนตามกระบวนการภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ โดยจะมีการเจรจาข้อพิพาทแรงงานกับทางธนาคารกรุงเทพ และก็ให้พนักงานประนอมเข้ามาไกล่เกลี่ย และสุดท้ายถ้ายังเจรจาไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ จะต้องตั้งผู้ตัดสินชี้ขาด
