Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

แรงงานไร้เอกสารกว่า 7 แสนคนดิ้นรนอยู่ในเศรษฐกิจใต้ดินของสเปน แม้รัฐผลักดันกฎหมาย “หยั่งราก” (Arraigo) เปิดทางสู่สถานะถูกต้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือน โครงสร้างย้ายถิ่นที่คับแคบยังบังคับให้ผู้คนต้องหลบซ่อน ทำงานเสี่ยง และตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไป


ภาพจาก: JapaFora 

ยูรานี มาร์เซลา ลานเชรอส (Yurani Marcela Lancheros) วัย 36 ปี ใช้ชีวิตในสเปน มาเป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน เธอเป็นพยาบาลจากโคลอมเบีย เดินทางมาพร้อมลูกสองคนด้วยวีซ่าท่องเที่ยวตามคำแนะนำของคนรอบข้าง ซึ่งเป็นวิธีปกติที่ผู้อพยพเลือกใช้เพื่อเข้ามาพำนักและทำงานในภาคส่วนที่ไม่ต้องใช้เอกสารทางกฎหมาย เช่น เกษตรกรรม ก่อสร้าง โรงแรม และการดูแลผู้สูงอายุ

ยูรานีอธิบายว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีเอกสารนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะต้องอดทนต่อการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม การทำงานหนักเกินเวลาแต่ได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิด จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือการเข้าสังคม ซึ่งภาพลักษณ์ของเธอที่เป็นผู้หญิงชาวละตินอเมริกา ช่วงอายุ 30-60 ปี ที่ทำงานบ้านและดูแลผู้สูงอายุ ถือเป็นภาพสะท้อนหลักของผู้อพยพผิดกฎหมายในสเปนปัจจุบัน

โฆษณา - Advertising

แม้จะระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ยาก แต่คาดการณ์ว่ามีผู้อพยพในลักษณะนี้ประมาณ 700,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางเข้าประเทศผ่านทางสนามบินในคราบนักท่องเที่ยว ไม่ใช่การลักลอบมาทางเรือหรือข้ามรั้วชายแดนอย่างที่หลายคนเข้าใจ พวกเขาต้องใช้ชีวิตแบบซ่อนตัวจนกว่าจะสามารถยื่นขอทำเอกสารให้ถูกต้องได้ ซึ่งยูรานีต้องใช้เวลากว่าสองปีจึงจะทำสำเร็จ

"Arraigo" หรือที่แปลว่า "การหยั่งราก" คือแนวคิดทางกฎหมายของสเปนที่เปิดโอกาสให้แรงงานนอกระบบเหล่านี้สามารถทำเอกสารให้ถูกต้องได้เมื่อปฏิบัติครบตามเงื่อนไข ระบบนี้จะมอบสิทธิ์ในการพำนักและทำงานอย่างเป็นทางการ ช่วยให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพเดิมต่อไปได้โดยไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัวอีกต่อไป

ในปี 2025 รัฐบาลสเปนตัดสินใจสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ซึ่งสวนทางกับกระแสต่อต้านผู้อพยพที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยได้ขยายขอบเขตและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสภาวะผิดกฎหมายสามารถเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น

วาล์วนิรภัยทางกฎหมาย

แนวคิดทางกฎหมาย "Arraigo" ถูกสร้างขึ้นในปี 2005 เพื่อเป็นทางออกของระบบ กอนซาโล ฟันฮุล (Gonzalo Fanjul) นักวิจัยด้านความยากจนและการพัฒนา และผู้อำนวยการ มูลนิธิพอร์คอซา (porCausa Foundation) อธิบายกับ Equal Times ว่า รูปแบบการย้ายถิ่นฐานของสเปน เปรียบเสมือนประตูกึ่งปิดที่มีช่องทางเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายน้อยมาก แต่เมื่อประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ดึงดูดใจ จึงกลายเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนเลือกเข้ามาผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมายโดยตรง

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม ระบบ Arraigo ไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่ถูกนำมาใช้ เพราะสเปนและประเทศในยุโรป อื่น ๆ เช่น อิตาลี, โปรตุเกส, กรีซ และฝรั่งเศส เคยใช้วิธีการทำให้สถานะ "ถูกกฎหมายแบบกรณีพิเศษ" (Regularisation) ซึ่งเป็นการรับรองสถานะคนต่างด้าวจำนวนมากในคราวเดียว โดยสเปนดำเนินการในลักษณะนี้ถึง 9 ครั้งระหว่างปี 1986 ถึง 2005 ภายใต้รัฐบาลหลายขั้วการเมือง จนกระทั่ง คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ให้คำแนะนำว่าควรเปลี่ยนมาพิจารณาเป็นรายกรณีแทนการอนุมัติแบบครอบคลุมทั้งหมด

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบ Arraigo ที่เปิดโอกาสให้ยื่นขอใบอนุญาตพำนักและทำงานชั่วคราว โดยผู้สมัครต้องพิสูจน์ได้ว่าพำนักอยู่ในสเปนมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และมีความผูกพันกับประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น ครอบครัว การทำงาน (โดยมีสัญญาจ้างงาน) หรือความเชื่อมโยงทางสังคม (โดยมีรายงานรับรองจากสภาท้องถิ่น)

นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ระบบนี้ได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง แต่การปฏิรูปครั้งที่ เอลมา ไซซ์ (Elma Saiz) รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงย้ายถิ่นของสเปน (Ministry of Migration) ระบุว่า "ทะเยอทะยานและครอบคลุมที่สุด" คือการปฏิรูปในปี 2024 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2025 โดยกฎระเบียบใหม่ได้แบ่งประเภท Arraigo ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ด้านสังคม ด้านครอบครัว ด้านโอกาสครั้งที่สองสำหรับผู้ที่สูญเสียใบอนุญาตเดิม ด้านสังคม-อาชีพ (ที่ต้องมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และด้านสังคม-การศึกษา (สำหรับการลงทะเบียนเรียนในระดับอาชีวศึกษาหรือมัธยมศึกษาตอนปลาย)

จุดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการปรับลดระยะเวลาพำนักในสเปน เพื่อขอทำเอกสารให้ถูกต้องจาก 3 ปี เหลือเพียง 2 ปี ซึ่งช่วยลดระยะเวลาความไม่มั่นคงและการต้องทำงานในระบบเศรษฐกิจนอกกฎหมายลงได้ถึง 1 ปี

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม แม้กฎระเบียบใหม่ของสเปนจะทลายกำแพงนโยบายเดิมที่เคยปฏิเสธผู้อพยพทางเศรษฐกิจ แต่ภาคสังคมยังคงกังวลเรื่องการทอดทิ้งกลุ่มผู้ขอลี้ภัย เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่พยายามป้องกันการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิดกลับผลักดันให้ผู้ที่ถูกปฏิเสธคำขอลี้ภัยต้องกลายเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายทันที โดยพวกเขาจะไม่สามารถยื่นขอระบบ Arraigo ได้จนกว่าจะใช้ชีวิตแบบไร้เอกสารครบ 2 ปี

นี่คือความกังวลสูงสุดของ ซารา มารีอา เวียฟรา (Sara María Viafra) เภสัชกรวัย 52 ปี จากโคลอมเบีย ที่หนีภัยคุกคามมายังสเปนในปี 2022 เธอได้รับ "บัตรแดง" ซึ่งเป็นสิทธิ์พำนักและทำงานชั่วคราวระหว่างรอพิจารณาคำขอลี้ภัย ทำให้ปัจจุบันเธอสามารถทำงานเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมและอัลไซเมอร์ได้อย่างถูกต้อง แต่หากคำขอของเธอถูกปฏิเสธหลังจากรอคอยมา 3 ปี เธอจะสูญเสียสถานะทางกฎหมายและต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเป็นเวลาอีก 2 ปีเพื่อรอใช้สิทธิ์ Arraigo ซึ่งเธอเปรียบเสมือนการถูกลงโทษที่ไร้เหตุผล

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หลายองค์กร รวมถึง คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยแห่งสเปน (Spanish Commission for Refugee Assistance - CEAR) และสมาคม มาลากา อาโกเฆ (Málaga Acoge) ออกมาคัดค้าน โดย เอเลนา มูนอซ (Elena Muñoz) และ อันโตนิโอ บอร์เรโก (Antonio Borrego) ระบุว่าการบังคับให้คนที่ทำงานและเสียภาษีอย่างถูกต้องมาตลอดต้องกลายเป็นคนผิดกฎหมายอย่างกะทันหันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ปัจจุบันจึงมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 600,000 คน เพื่อเรียกร้องให้มีการทำเอกสารให้ถูกต้องเป็นกรณีพิเศษสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้

ยุติสถานะการเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย


ภาพจาก: InfoMigrants

โฆษณา - Advertising

ในช่วงปี 2024 สเปน มีการออกใบอนุญาตพำนักถาวรรวมทั้งสิ้น 223,396 ราย และในปี 2026 นี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าการปฏิรูปกฎหมายใหม่จะช่วยให้ผู้อพยพประมาณ 300,000 คนสามารถทำเอกสารให้ถูกต้องได้ อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานแรงงานทั่วไป (General Union of Workers - UGT) ให้ความเห็นว่าควรลดความคาดหวังลง เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคำขอใหม่จำนวนมากต้องล่าช้าเพราะขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากรในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นนั้นยังไม่สอดคล้องกับความทะเยอทะยานของตัวกฎหมาย

ถึงกระนั้น สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ต่างยินดีกับความคิดริเริ่มนี้ โดย ปาทริเซีย รูอิซ (Patricia Ruiz) เลขาธิการด้านอาชีวอนามัยของ UGT ระบุว่าการปฏิรูปนี้เป็นความก้าวหน้าที่แท้จริงในด้านการย้ายถิ่นฐาน และเป็นสิ่งสำคัญที่กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับโอกาสเป็นพลเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างคุณค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจของกฎ Arraigo ใหม่ คือเหตุใดระบบที่ออกแบบมาเพื่อดึงผู้คนออกจากสถานะผิดกฎหมาย กลับยังคงบังคับให้พวกเขา รวมถึงผู้ขอลี้ภัย ต้องใช้ชีวิตแบบหลบซ่อนและทำงานในระบบเศรษฐกิจใต้ดินนานถึง 2 ปี ซึ่งการเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายถือเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความเปราะบางทางสังคมและกฎหมาย โดยสถานะนี้ได้จำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงความยุติธรรม สาธารณสุข การศึกษา และที่อยู่อาศัย นำไปสู่การถูกเอาเปรียบหรือการว่างงาน

ความยากลำบากเหล่านี้สะท้อนผ่านระดับการถูกกีดกันทางสังคมที่สูงถึง 81% เมื่อเทียบกับพลเมืองนอก สหภาพยุโรป ที่ถูกกฎหมาย (68%) หรือพลเมืองสเปน (26%) โดยเฉพาะในเด็กที่ไร้เอกสารซึ่งต้องเผชิญกับความกลัว ความไม่มั่นคง และการขาดโอกาสทางการศึกษาหรือทุนการศึกษาจากรัฐ ฮวน อิเกลเซียส (Juan Iglesias) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปอนติฟิเชีย โคมิยาส (Comillas Pontifical University) ชี้ให้เห็นว่าระบบปัจจุบันยังคงดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยแรงงานที่ "มองไม่เห็น" และถูกลิดรอนสิทธิ์เหล่านี้

โฆษณา - Advertising

ในระยะยาว ความผิดกฎหมายส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยรวม โดยการศึกษาจาก มูลนิธิพอร์คอซา ระบุว่าสเปนสูญเสียรายได้จากภาษีและเงินสมทบประกันสังคมอย่างน้อย 3,400 ยูโรต่อปี ต่อแรงงานไร้เอกสารหนึ่งคน

บทสรุปจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ตราบใดที่ช่องทางเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายยังคงคับแคบ ปัญหาก็จะยังคงมีอยู่เนื่องจากโมเดลการย้ายถิ่นฐานที่ชำรุด สิ่งที่จำเป็นคือการอำนวยความสะดวกในเส้นทางที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ เช่น วีซ่าหางาน หรือการจัดหางานจากประเทศต้นทาง ซึ่งปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องทางการเมืองที่ระบบถูกจำกัดด้วยความระมัดระวังที่มากเกินไปเนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน

ความเสี่ยงของการถอยหลัง

เพียง 4 เดือนหลังจากกฎระเบียบตรวจคนเข้าเมืองฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองฝ่ายขวาและฝ่ายขวาจัดอย่าง พรรคประชาชน (People's Party - PP) และ พรรคว็อกซ์ (Vox) ได้รวมตัวกันลงคะแนนในสภาคองเกรสเพื่อสนับสนุนข้อเสนอในการ "จำกัดการทำเอกสารให้ถูกต้องของผู้อพยพผ่านระบบ Arraigo" แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการใช้ประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้เพื่อดึงดูดฐานเสียงจากประชาชน

อิเกลเซียส วิจารณ์ว่าผู้ที่พยายามจำกัดระบบ Arraigo ทำไปด้วยความไม่รู้หรือความหน้าซื่อใจคด เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าระบบทำงานอย่างไร แต่เลือกที่จะใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง

การได้ "หยั่งราก" ในที่ใดที่หนึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันว่าชีวิตจะได้รับความยุติธรรมและเท่าเทียมเสมอไป ดังที่ปรากฏในงานศึกษา Roots on a Tightrope โดยอิเกลเซียสและคณะ ซึ่งระบุว่าแม้ผู้อพยพจะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมได้ดีหลังจากทำเอกสารถูกต้องแล้ว แต่การบูรณาการด้านเศรษฐกิจและแรงงานยังคงเป็นเรื่องยาก พวกเขามักจะยังติดอยู่ในวงจรงานที่รายได้ต่ำและที่อยู่อาศัยที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นลักษณะของ "การหยั่งรากที่ไม่มั่นคง" แต่อย่างน้อยอิเกลเซียสชี้ว่ามันคือสถานะที่มอบศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ให้ระดับหนึ่ง

ไม่ว่าระบบ Arraigo จะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต นักสังคมวิทยายืนยันว่า "สิ่งที่ไม่เปลี่ยน" คือความต้องการแรงงานตามโครงสร้างของประเทศและความจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อพยพ ผู้คนจะยังคงเดินทางเข้ามาทำงานต่อไป แต่หากกฎหมายเข้มงวดเกินไป พวกเขาจะต้องทำงานในสภาพที่ย่ำแย่ลง มีการจ้างงานนอกระบบมากขึ้น และมีสิทธิ์น้อยลง ดังเช่นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา.


ที่มา:
Spain: establishing roots in a broken migration model (María José Carmona, Equal Times, 19 November 2025)
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising