ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผย ศาลยกทุกคำร้อง ไม่คืนสิทธิประกันตัว 15 ผู้ต้องขังทางการเมือง ให้ออกมาเลือกตั้ง-ลงประชามติ ระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
4 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว 15 ผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเป็นกลุ่มผู้ต้องขังคดีมาตรา 110, มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และคดีเกี่ยวกการชุมนุมทะลุแก๊ส หลังจากที่ทนายความยื่นประกันตัวไปเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 เนื่องจากการถูกคุมขังส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งและสิทธิออกเสียงลงประชามติ ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน และเพื่อยืนยันว่าศาลได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของจำเลย ซึ่งยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
หลังจากคำร้องทั้งหมดถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิจารณา ในวันที่ 2-3 ก.พ. 2569 นายประกันและทนายความติดตามคำสั่งศาล จนทราบว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องในทุกคดี
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องในคดีของอานนท์ นำภา (9 คดี), ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล), สุขสันต์ (สงวนนามสกุล), “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, อัฐสิษฎ (สงวนนามสกุล), “วิจิตร” (นามสมมติ) และ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน
ส่วนศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องในกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, “เก่ง” ชนาธิป (สงวนนามสกุล), “ขวัญ” ภาณุภัทร์ (สงวนนามสกุล), พิชัย (สงวนนามสกุล) และ ทิวากร วิถีตน
ศาลมีคำสั่งในลักษณะเดียวกันว่า “มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยละหลบหนี” และ “เหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
ขอให้ศาลคืน “สิทธิ” ประกันตัว เพื่อให้ออกไปใช้ “เสียง” เลือกตั้งและลงประชามติ
คำร้องขอประกันตัวของผู้ต้องขังทั้ง 15 คนโดยรวมแล้วได้ระบุถึงประเด็นสำคัญว่าตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนสากล จำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด อันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคสอง รวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน การพิจารณาคำร้องขอประกันตัวจึงต้องตั้งอยู่บนหลักการดังกล่าว และไม่อาจปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดได้
ส่วนในประเด็นด้านสิทธิทางการเมือง จำเลยเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและออกเสียงประชามติตามกฎหมาย ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้เลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศและดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ขณะที่การออกเสียงลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดทิศทางของกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 96 (3) กำหนดให้ผู้ที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ส่งผลให้การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถใช้สิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานดังกล่าวได้
หากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ย่อมก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนและลิดรอนสิทธิของจำเลยในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการตัดสินใจกำหนดทิศทางของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งเป็นผลกระทบที่ไม่อาจชดเชยหรือเยียวยาได้ในภายหลัง
การพิจารณาการให้ประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมืองในสถานการณ์นี้ นอกจากเป็นการธำรงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว อีกทั้งเพื่อยืนยันว่าศาลได้ให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นพลเมืองของจำเลย ซึ่งยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
5 ผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว แม้เอกชัยเขียนคำร้องด้วยลายมือขอให้ศาลไต่สวนพิจารณาประกันตัว
ในคดี “ขัดขวางขบวนเสด็จ” ตามมาตรา 110 ของ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, “เก่ง” ชนาธิป และ “ขวัญ” ภาณุภัทร์ ที่ถูกศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาจำคุกคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัยจำคุก 21 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และถูกขังตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 มานั้น
กรณีของเอกชัย เขาได้เขียนคำร้องขอประกันตัวด้วยลายมือของตนเองจากในเรือนจำ ระบุเนื้อหาโดยสรุปว่า หลายปีที่ผ่านมาจำเลยต้องคดีอาญาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคดี โดยศาลอาญาให้ประกันตัวทุกคดีอย่างไม่มีเงื่อนไข จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือถูกเพิกถอนการประกันตัว ปัจจุบันคดีเหล่านี้ถึงที่สุดเกือบทั้งหมด นอกจากนั้น ในข้อหาอาญาที่มีโทษสูงกว่า ม.110 ก็สามารถประกันตัวได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งจำเลยเป็นเจ้าของตึกแถวและอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งกว่า 42 ปี
การเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ เป็นการเลือกตั้งพรรคการเมืองและลงประชามติเพื่อปูทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกร้องมาตลอดหลายปี นอกจากนี้ กกต. ยังไม่มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง/ลงประชามติในเรือนจำ หากไม่ได้ใช้สิทธิในครั้งนี้จะเป็นเหตุให้จำเลยเสียสิทธิทางการเมืองซึ่งไม่อาจเยียวยาได้ โดยขอให้เบิกตัวไปไต่สวนคำร้องด้วย
นอกจากนั้น ในคำร้องของสุรนาถ ได้ระบุถึงประเด็นสำคัญถึงบทบาทการเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ที่ทำงานเพื่อสังคมต่อเนื่องมามากกว่า 20 ปี และผลกระทบของการดำเนินงานขององค์กรและเครือข่ายจากการที่ถูกคุมขังอยู่
ส่วนคำร้องของบุญเกื้อหนุน ระบุประเด็นสำคัญเรื่องการขอใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินกิจการของครอบครัวมูลค่ากว่าเก้าล้านบาท เพื่อยืนยันว่าไม่มีเหตุหลบหนี อีกทั้งจำเลยมีแผนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโท ซึ่งการถูกคุมขังส่งผลกระทบกับการศึกษาเกินกว่าจำเป็น และจำเลยยังมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและทานยาเป็นประจำ โดยทั้งสองคนระบุขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผู้กำกับดูแล และยินยอมให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM)
หลังศาลอาญาส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งลงวันที่ 31 ม.ค. 2569 ระบุว่า “พิเคราะห์ตามคำร้องประกอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้ไต่สวนเพื่อกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวและเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่จำเลยที่ 1-3 (เอกชัย สุรนาถ และบุญเกื้อหนุน) ร้องขอ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วยจำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งห้าชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”
9 คดีมาตรา 112 ของ “อานนท์ นำภา” ถูกยกคำร้อง แม้เขียนคำแถลงถึงศาลขอให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองทุกคนไปลงมติออกเสียง ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ’
ในครั้งนี้ ทนายความได้ยื่นประกันตัวคดีมาตรา 112 ของอานนท์ นำภา ทั้งสิ้น 9 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยจากการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63, คดีโพสต์เฟซบุ๊ก 3 ข้อความ, คดีปราศรัยจากการชุมนุมม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ 2, คดีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ, คดีโพสต์ #ราษฎรสาส์น, คดีปราศรัยจากการชุมนุม ชุมนุมม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์, คดีปราศรัยจากการชุมนุมหน้า สน.บางเขน, ชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว และคดีปราศรัยจากการชุมนุม #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หน้ารัฐสภา
โดยมีคดีปราศรัยจากการชุมนุมม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ 2 ที่เป็นสำนวนของศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วนอีก 8 คดี เป็นของศาลอาญา
ในทุกคดี อานนท์ได้เขียนคำแถลงด้วยลายมือของตนเอง แนบประกอบคำร้องขอประกันตัว มีใจความสำคัญคือ ขอให้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อที่จะได้ออกไปใช้สิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานในการเลือกตั้งและลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ โดยระบุว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” คือทางออกเดียวที่จะนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยสันติวิธี และเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการปล่อยตัวจำเลยและนักโทษการเมืองทุกคนเพื่อไปลงมติออกเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย
ทั้งศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมาในวันที่ 30 และ 31 ม.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุเหตุผลโดยสรุปว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง
โดยพบว่าในคดีปราศรัยจากการชุมนุมหน้า สน.บางเขน ที่ศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลในคำสั่งว่า “การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน” เพิ่มเติมเข้ามาด้วย
ยกคำร้อง 5 ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ถูกขังยาวมาแล้วกว่า 1 ปี
นอกจากนั้นแล้ว ทนายความยังได้ยื่นประกันผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ได้แก่ ทิวากร วิถีตน ซึ่งถูกขังในชั้นฎีกา รวมถึง “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, อัฐสิษฎ และ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ที่ถูกขังในชั้นอุทธรณ์
ทิวากร ถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาจำคุก 6 ปี จากเหตุสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” และโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร
คำร้องประกันตัวของทิวากรในครั้งนี้ ได้ระบุว่าขอให้ศาลตั้งผู้กำกับดูแลความประพฤติ, กำหนดให้จำเลยมารายงานตัว, สั่งให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือถ้าหากเห็นสมควรก็ขอให้กำหนดบริเวณจำกัด อย่างไรก็ตามภายหลังยื่นประกันตัวต่อศาลจังหวัดขอนแก่น คำร้องถูกส่งให้ศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกันให้ยกคำร้อง ระบุว่าโดยสรุปว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
ด้าน “มานี” เงินตา คำแสน และ “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา ถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 หลังศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน จากเหตุทำกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยคำร้องขอประกันตัวยังระบุว่าได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ และจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้งสองคน
ส่วน “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน จากเหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความ โดยคำร้องขอประกันตัวได้ระบุว่าคดีนี้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว รวมถึงอาการป่วยโรคซึมเศร้าที่กำลังรักษาต่อเนื่องกว่าห้าปี และการได้รับยาคนละชนิดกับที่รักษาอยู่ ทำให้อาการป่วยย่ำแย่ลง อีกทั้งยังมีบุตรชายที่ต้องเลี้ยงดู โดยระบุอีกว่ายินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM)
อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 30 ม.ค. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุว่า “การกระทำความผิดของจำเลยทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์แห่งคดีถือว่าร้ายแรง ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ทั้งศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าป่วยและการรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทำให้อาการของจำเลยแย่ลงนั้น จำเลยสามารถร้องขอให้กรมราชทัณฑ์ดำเนินการตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 ได้ เหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ส่วน อัฐสิษฎ ถูกขังหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน เหตุถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำเพจ BackArt วาดงานศิลปะจำนวน 2 ภาพ โดยการยื่นประกันตัวในครั้งนี้ ยังระบุด้วยว่าคดีของจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว ซึ่งมีประเด็นที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ และจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อตรวจสอบการเดินทางอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 31 ม.ค.2569 ให้ยกคำร้อง โดยระบุ “ข้อหามีอัตราโทษสูง จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
สำหรับกรณีของอัฐสิษฎ เขาถูกขังยาวตั้งแต่ 28 ก.พ. 2567 จนปัจจุบันเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ยังคงไม่มีคำพิพากษาออกมา และยังไม่มีวันนัดฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด ทำให้เขาเสียโอกาสในการได้รับการลดหย่อนโทษในระหว่างถูกคุมขังในช่วงที่ผ่านมา
ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว “วิจิตร” เป็นครั้งที่ 7
ในคดีของ “วิจิตร” ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2566 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์ข้อความ 10 ข้อความ ช่วงหลังรัฐประหาร 2557 โดยคำร้องขอประกันตัววิจิตรได้ระบุว่าคดีนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ อีกทั้งยังมีโรคประจำตัวเป็นโรคปอดอักเสบ ซึ่งปัจจุบันยังคงรักษาอยู่อย่างต่อเนื่อง และระบุอีกว่าจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ตั้งผู้กำกับดูแล และยินดีมารายงานตัวตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม หลังคำร้องถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 31 ม.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วและเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง
ศาลยกคำร้อง 3 ผู้ต้องขังคดีช่วงชุมนุมทะลุแก๊ส
ในคดีข้อหาเกี่ยวกับระเบิดและอาวุธ ที่มีมูลเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมืองช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส ทนายความได้ยื่นประกันตัว พิชัย, ไพฑูรย์ และ สุขสันต์
กรณีของ ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน จากเหตุที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการขว้างปาวัตถุระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ ใน #ม็อบ11กันยา64 (โดยไพฑูรย์ยังมีคดีพบวัตถุระเบิดในครอบครอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก 8 ปี)
ศาลอาญาส่งคำร้องทั้งสองคนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 31 ม.ค. 2569 ให้ยกคำร้อง ระบุว่าโดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง อันเนื่องจากเกรงว่าจำเลยทั้งสองจะหลบหนี และตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง
ส่วนกรณีของพิชัย ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน จากเหตุที่ถูกกล่าวหาพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลแก๊ส เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564 เป็นเหตุให้เขาถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. 2568
คำร้องประกันตัวของพิชัย ได้ระบุประเด็นสำคัญถึงการยื่นฎีกาเพื่อยื่นยันว่าต้องการต่อสู้คดีจนถึงที่สุด และยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกัน ระบุ “กรณียังไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
