เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 พรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรักษาการในขณะนี้ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกเร้าขึ้นจากความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงกระแสความนิยมของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินสูงสุด 2,000 บาทต่อคน สำหรับการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งถูกครอบงำด้วยวาทกรรมที่เน้นชาตินิยมและเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามมิจฉาชีพหลอกลวงออนไลน์ เงินทุนผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับการปราบปรามข้ามชาติ และคอร์รัปชัน ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่แท้จริงที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับความสนใจเช่นกัน
ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีต่ำกว่า 2% และมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ทำให้ชีวิตประจำวันของประชาชนจำนวนมากเป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมพรรคการเมืองไทยถึงมุ่งเน้นหาเสียงไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านรายได้ที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานที่ดี และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิต แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ แต่สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน เช่น ความเสมอภาค การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เสรีภาพในการแสดงออก ก็ไม่ควรถูกมองข้าม
นโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก ๆ อย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย เผยให้เห็นช่องว่างอย่างชัดเจนในมุมมองเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานของสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มีเพียงพรรคประชาชนและพรรคการเมืองขนาดเล็กอย่างพรรคพลวัตร ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ในเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุถึงนโยบายการออกกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (SLAPP) การผลักดันสมรสเท่าเทียม การยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ การเสริมความเข้มแข็งของกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว การยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก การปฏิรูปเรือนจำ การสนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรม และสิทธิชุมชน ในขณะที่พรรคพลวัตรเน้นย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์ชายแดนกับเมียนมา และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและการค้าแร่หายากในเมียนมา ตลอดจนชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในเวทีโลก
ในอีกด้านหนึ่ง การหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนถึงคำมั่นสัญญาในการยกระดับสถานะของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งได้ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อการทูตไทย และส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้กับพรรคอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทยสร้างไทย ไม่ได้นำเสนอนโยบายที่โดดเด่นเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แม้จะมีการกล่าวถึงสิทธิแรงงาน แต่ก็เน้นไปที่แรงงานสัญชาติไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานอิสระผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ และกลุ่มไรเดอร์
ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ประเด็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย เช่น แรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย ได้รับการถกเถียงอย่างเปิดเผย แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองแทบทั้งหมดกลับหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ในรัฐบาลที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์มากกว่า 40 คนกลับไปยังจีน ส่งนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนชาวเวียดนาม นาย Y Quynh Bdap กลับไปยังเวียดนาม และผลักดันผู้คนหลายพันคนจากเมียนมากลับข้ามพรมแดนที่ระนอง–เกาะสอง รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องไม่เปิดไฟเขียวให้กับการบังคับส่งกลับผู้หนีภัยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดบรรทัดฐานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดีประเทศไทยก็มีความก้าวหน้าบางประการในประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยในเดือนกรกฎาคม 2568 รัฐบาลได้อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยอย่างน้อย 40,000 คนในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา มีสิทธิทำงานได้ แต่ผู้ลี้ภัยก็ยังไม่ได้รับการรับรองภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และยังคงเผชิญกับความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม การควบคุมตัวโดยพลการ และการถูกส่งกลับประเทศ
นอกจากนี้ ในช่วงที่ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างไทย–กัมพูชากำลังคุกรุ่น นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญกับการคุกคามรูปแบบต่าง ๆ จากการที่พวกเขาออกมาพูดถึงการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยกองกำลังไทย ภัยคุกคามเหล่านี้กลับถูกพรรคการเมืองส่วนใหญ่เพิกเฉย ทั้งที่ควรออกมาปกป้องชุมชนด้านสิทธิมนุษยชน ยิ่งไปกว่านั้น พรรคการเมืองอย่างพรรครักชาติ หรือพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งนำโดยอดีตนายทหารระดับสูง ยังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากผ่านการรณรงค์แบบชาตินิยม
แม้จะมีการก่ออาชญากรรมร้ายแรงอย่างต่อเนื่องในเมียนมา ประเทศไทยกลับดำเนินการเพียงเล็กน้อยในการรับมือกับวิกฤตในประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตก หลังจากเว้นว่างคดีความมากว่าทศวรรษ ช่วงเดือนนี้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้เริ่มการพิจารณาคดีในสาระสำคัญต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในคดีแกมเบียฟ้องเมียนมา ซึ่งคดีสำคัญนี้ถูกนำขึ้นฟ้องภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปี 1948 โดยเมียนมาเผชิญข้อกล่าวหาการก่ออาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ถึงแม้สถานการณ์การละเมิดกฎหมายสงคราม และผลกระทบของวิกฤตมนุษยธรรมในเมียนมาจะมีความรุนแรง แต่พรรคการเมืองหลักของไทยกลับแทบไม่มีการอภิปรายถึงแนวทางในการจัดการความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารที่ไร้ความชอบธรรมของเมียนมา
การที่พรรคการเมืองไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนส่งสัญญาณที่น่ากังวล ความชอบธรรม การรับผิดรับชอบ และหลักมนุษยธรรมถูกสละไปเพื่อแลกกับชาตินิยม ประชานิยม และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ—โมเดลการพัฒนาที่ถูกส่งเสริมมายาวนานในเอเชียในนาม “เสือแห่งเอเชีย” ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยน้อยกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ กำลังเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นมากขึ้นทั่วโลก
ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งภายใต้มติของรัฐสภา ได้กำหนดให้มีการจัดทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดยคณะรัฐประหารหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเรื่องการขาดความชอบธรรมและบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตย การทำประชามติครั้งนี้มีความสำคัญเสียยิ่งกว่าการเลือกตั้ง แม้เส้นทางสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญจะยังอีกยาวไกล แต่การทำประชามตินี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปิดประตูสู่การปฏิรูปดังกล่าว
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พลเมืองไทยจะได้ใช้สิทธิทางการเมืองของตนอีกครั้ง เราจำเป็นต้องลงคะแนนเสียงอย่างรอบคอบ เพื่อประกันความยั่งยืนของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในประเทศ และเพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทยที่เคารพเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักนิติธรรม การลงคะแนนเสียงอย่างรอบคอบจะช่วยก่อร่างสร้างประเทศไทยให้เป็นแสงสว่างของภูมิภาค แต่หากตัดสินใจผิดพลาด ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลเมืองไทยเท่านั้น หากแต่จะส่งผลไปถึงประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย
เกี่ยวกับผู้เขียน: พุทธณี กางกั้น ผู้อำนวยการ Fortify Rights องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ