เวทีปราศรัยโค้งสุดท้ายของพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เมื่อวานนี้ (6 ก.พ. 2569) ประชาไทมัดรวมสรุปไฮไลท์ปราศรัยรวมเวที "พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์"
สรุปไฮไลท์ปราศรัย 'พรรคประชาชน'
ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง มีการปราศรัยของพรรคประชาชน ผู้คนจับจองที่นั่งอย่างคึกคักตั้งแต่บ่าย ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ชวนมองการเลือกตั้งปี 66 ว่า เห็นการตระบัดสัตย์ การข้ามขั้ว ปฏิเสธเจตจำนงประชาชน แต่สิ่งที่ลึกกว่านั้น คือ การเมืองของชนชั้นนำ หลังเลือกตั้ง 66 พวกชนชั้นนำดีลกัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อนุญาตให้มีการเลือกตั้งแต่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ ถามว่าจะยอมอีกไหม พร้อมระบุว่า ส่วนอื่นๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเขาต่างอยู่ในระบบเศรษฐกิจผูกขาด ไม่ว่าพวกเขาจะสีไหน ล้วนแต่อยู่ในโครงสร้างการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล ไม่ว่าคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง พวกเขาได้ประโยชน์จากระบบกฎหมายแบบไทยๆ ที่ความเสมอภาคไม่มีจริง แข่งกันเป็นลิงหลอกเจ้า
ขณะที่ในฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายหนึ่งบอกต้องการทำให้ปากท้องดี ฝ่ายหนึ่งบอกต้องการทำการเมืองโปร่งใสมีประสิทธิภาพ จริงๆ แล้วมันไม่ควรขัดแย้งกันเลย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจมองปัญหาต่างกัน เหมือนตาบอดคลำช้าง ที่จริงแล้วปัญหาไม่ว่าของประชาชนสีไหนก็ปัญหาเดียวกัน เพราะคือ “ช้าง” ตัวเดียวกัน เพราะคือระบบที่ชนชั้นนำหวงแหนและพยายามรักษาเอาไว้ ดังนั้น สิ่งที่การเมืองของชนชั้นนำกลัวที่สุดคือ สำนึกทางการเมืองแบบใหม่ของประชาชน วันที่ประชาชนพ้นกรอบคิดที่ขัดแย้งกันเอง แล้วหันมาสามัคคีกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นปัญหาของประเทศ เมื่อนั้นโลกของชนชั้นนำจะล่มสลาย


ชัยธวัสกล่าวอีกว่า พรรคส้มเราเกิดขึ้นด้วยสำนักใหม่ทางการเมืองแบบนี้ ดังนั้น เวลาเขาโจมตีกล่าวหาว่า พรรคส้มเป็นคนรุ่นใหม่ไม่มีประสบการณ์ เขารวมหัวโจมตีเพราะไม่ได้กลัวคนหน้าใหม่ แต่เพราะเราคือ “คนนอก” ที่ไม่ใช่สมาชิกสมาคมชนชั้นสูงที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ ที่กล่าวไปนี้ไม่ได้จะบอกว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยสร้างประโยชน์อะไรเลย แต่ประเด็นอยู่ตรงที่มันพิสูจน์แล้วว่า การเมืองที่ผ่านมาพวกเขาพาประเทศไทยมาได้แค่นี้ เพราะพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบและโครงสร้างที่เป็นปัญหา ดังนั้น ประชาชนไม่ว่าสีไหน อาจไม่เห็นด้วยกับพรรคส้มทุกเรื่อง แต่สิ่งที่เห็นตรงกันแน่นอนคือ เราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ การเลือกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องชอบนโยบายไหน แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าต้องการให้ประเทศอยู่ต่อไปแบบไหน ระบบแบบเดิม หรือต้องการเปลี่ยนแปลง กาส้ม 2 ใบให้ชนะขาด ไม่ให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ฮั้วกันตั้งรัฐบาล และอย่าลืมกาเห็นชอบประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ทำงานการเมืองมา 8 ปีเต็ม ตอนตั้งอนาคตใหม่ผุ้คนไม่เชื่อมั่นในรัฐสภา เกลียดนักการเมือง ไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตย เราทำให้คนหันมาสนใจการเมือง ตื่นตัวทางการเมืองเพราะเป็นเรื่องของทุกคน ตั้งแต่ถนนหน้าบ้านจนถึงการจัดสรรงบประมาณประเทศ อีก 6 ปีจะครบ 100 ปีการอภิวัฒน์เราบอกให้ทำให้มันจบรุ่นเราไม่ให้คนต้องเจอรัฐประหารอีก เราบอกว่าจะสร้างสังคมใหม่ต้องการพรรคที่มีวิถีการทำการเมืองแบบใหม่ ร้อยรัดด้วยอุดมการณ์ ไม่ใช่ผลประโยชน์ ลาภยศ ชื่อเสียง ไม่ทุจริต เราบอกว่าการปักธงทางความคิดสำคัญกว่าคะแนนเสียง ช่วงชิงคุณค่าและความหมาย วันนั้นเราบอกว่าเวลาอยู่ข้างเรา การเปลี่ยนแปลงความคิดสังคมไม่สามารถรีบร้อนได้ และภายใน 3 การเลือกตั้งจะตั้งรัฐบาลให้ได้ ผ่านมา 8 ปี เราทำให้คนสนใจการเมือง เชื่อมั่นรัฐสภา โหยหาปชต. สร้างพรรคแบบใหม่สำเร็จ ปักธงความคิดก้าวหน้าได้ และกำลังจะเลือกตั้งครั้งที่ 3 เราทำให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ พรรคการเมืองและประชาชนต่อสู้เพื่อสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน ผ่านการเจ็บปวดร่วมกัน ใช้เวลาพิสูจน์ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น สุราก้าวหน้า, การแต่งงานของ LGBT การลาคลอด 120 วัน
ธนาธรยังเล่าถึงช่วงเวลาหาเสียงว่า เจอประชาชนมากอดแล้วน้ำตาคลอทุกวัน แล้วบอกว่าฝากอนาคตของลูกหลานด้วย เราจะไม่มีทางทรยศความเชื่อมั่นเหล่านั้น จะไม่โกงกินคอรัปชั่นและสร้างประเทศไทยที่เป็นธรรม ก้าวหน้า และดีกว่าเดิม



ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 ของพรรคประชาชน ถามย้ำประชาชนที่มาฟังปราศรัยว่าจะใช้ปากกาในมือตัดสินใจกาเลือกตั้งอย่างไร ความรักชาติและความเป็นประชาธิปไตยเดินหน้าไปพร้อมกันได้ วันนี้ประชาชนมองเห็นช้างตัวเดียวกันแล้วคือช้างที่เรียกว่าชนชั้นนำที่ยึดกุมและถือครองอำนาจของประเทศไว้ วันที่ 8 ก.พ. นี้ ใช้ปากกาของท่าน “กาเพื่อเปลี่ยน” เปลี่ยนออกจากการเมืองที่ผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำ เป็นการเมืองของประชาชน
การเมืองของประชาชนเรียบง่ายมาก คือการเมืองที่เสียงของประชาชนมีความหมายอย่างแท้จริง ทำไมในการเมืองที่ผ่านมาเสียงของประชาชนไม่เคยมีความหมายเลย ก็เพราะนักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงในคูหา เป็นจำนวน สส. และเป็นการต่อรองเพื่อเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อหาเงินทอนในงบประมาณ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ประชาชนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน วันนี้การเมืองของประชาชนใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีคนธรรมดาเข้ามาทำงานการเมือง และมีหัวคะแนนธรรมชาติ การเดินทางมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ง่าย แต่ใช้ความอดทน ความมั่นในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน ที่ทำให้เรารักและศรัทธาในกันและกันมาจนถึงทุกวันนี้
ก่อนที่จะไปถึงสถานีปลายทางที่เรียกว่า “การเมืองของประชาชน” ต้องเดินผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่, ทลายทุจริตคอรัปชั่น, ทลายทุนผูกขาด , ทลายรัฐพันลึกเอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทั้งหมดนี้ทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน วันที่ 8 ก.พ. นี้ กาให้ถล่มถลายให้เป็น 20 ล้านเสียง กาเพื่อเปลี่ยน “ให้พวกเขาปฎิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก” การเลือกตั้งครั้งนี้หมดเวลาแล้วสำหรับการเมืองแบบอดีต ถึงเวลาสถาปนาการเมืองของประชนขึ้นมาใหม่ กาให้เกิน 20 ล้านเสียง ให้พรรคประชาชนมีเสียง สส. เกินครึ่งสภา ให้ปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีก อำนาจในปลายปากกาจะเป็นตัวกำหนดว่าทุกคนจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน
นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยของพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ที่เน้นเรื่องการศึกษาและเชิญชวนให้ประชาชนกา 2 ใบ พร้อมเห็นชอบประชามติ ส่วนวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของพรรคกับกองทัพว่า จะต้องปรับหลักนิยมใหม่ เน้นเทคโนโลยี ลดความสูญเสียกำลังพล เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
“หน้าที่ของรัฐบาลประชาชนทำให้ ‘หน้าที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ’ เกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้าม แต่พี่น้องประชาชนของเราต้องกลับมาเจอหน้าพ่อแม่พี่น้องอย่างปลอดภัยทุกคน”
“กระทรวงกลาโหมภายใต้รัฐบาลประชาชน จะชวนกองทัพเรือนมาต่อเรือฟริเกิตด้วย จะมีฟริเกตที่ต่อด้วยฝีมือคนไทยด้วยกันเอง...ได้เวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพลเรือนและกองทัพมีความเข้าอกเข้าใจกัน”
นอกจากนี้ยังกล่าวว่า การสูญเสียของพลทหารจากการซ้อมทรมานว่าต้องไม่มีเกิดขึ้นอีก ชีวิตของนาพลและพลทหารมีคุณค่าเท่าเทียมกัน และคดีอาญาที่ทหารทำกับประชาชนต้องนำขึ้นศาลอาญา กำจัดระบบตั๋ว ส่วยและการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงตำรวจทหาร คืนอิสระแก่ผู้พิพากษา
รังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์ว่าสร้างความเสียหายให้คนไทยแต่ละปีกว่า 1 แสนล้านบาท ใช้วิธีการแบบเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ และเจอปัญหาเงินเทาที่เป็นปัญหาใหญ่ หลายพรรคพูดว่าจะแก้ปัญหานี้ แต่ที่ผ่านมาปล่อยกันได้อย่างไร นโยบายของพรรคจะตั้งวอร์รูมปราบสแกรมเมอร์ โดยบูรณาการหลายหน่วยงาน เราไม่ได้เพิ่งพูดเรื่องนี้ในวันมีเลือกตั้ง แต่พูดมา 3 ปีแล้ว ถ้าเราเป็นรัฐบาลมีแต่การชนแหลก ปราบแหลก ไม่ต้องห่วงว่าจะมีคุยกันด้านหลังเหมือนพรรคอื่น และสัญญาจะคืนเงินให้กับประชาชนผู้สูญเสียเงินให้แก๊งสแกมเมอร์
สรุปไฮไลท์ปราศรัย 'พรรคเพื่อไทย'
ที่สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ พรรคเพื่อไทยจัดปราศรัยใหญ่เริ่มเวทีปราศรัยเมื่อ 17.30 น. โดยมีประชาชนผู้สนับสนุนพรรคทยอยเดินทางมาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก
ศึกษิต ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงวาทกรรมตั้งแต่สมัยไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน ด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ทำให้เกิดภาพจำ “การเมืองเลว” “นักการเมืองเลว” “นโยบายเพื่อไทยมอมเมาประชาชน” “ประชาชนไม่ความคิดเอง” และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยกลายเป็นอะไรที่ต่ำกว่าคน ดังนั้น ไม่ง่ายที่เราจะไม่บอกว่าเป็นสีแดงท่ามกลาางคนดี ไม่ง่ายที่จะลุกมาเถียงกับใครตอนที่เสียงนกหวีดเป่าเต็มหู ไม่ง่ายที่จะมองทะลุวาทกรรมต่างๆ ที่มาจากสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ที่หาเงินจากเอนเกจเม้นท์โดยกดเราให้ต่ำ แต่ก็จะไม่ยอมแพ้ และเราเห็นว่ายังมีคนเห็นว่านโยบายที่เราพยายามผลักดันมีจุดมุ่งหมายเดียวที่จะยกระดับชีวิตประชาชน และ GenZ ที่ชื่นชอบพรรคก็มีไม่น้อย
“ความคิดแบบนี้มันเกิดมาทุกยุคสมัย ประวัติศาสตร์มันย้อนกลับมาตลอด มันไม่เท่ ไม่คูลที่จะเป็นสีแดง...แต่เราจะไม่ยอมแพ้ เรายังยืนที่เดิม”


จิราพร สินธุไพร ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ภาคอีสานคือพื้นที่สร้างนักสู้เพื่อประชาธิปไตยจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่สมัย “4 สส.อีสาน” ที่ถูกฆาตกรรม ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีความพยายามด้อยค่าคนอีสานว่า คนอีสานที่เลือกเพื่อไทยเป็นคนที่ไร้การศึกษา แต่คนที่กล่าวนั้นไม่รู้ว่า ีมันเป็นพื้นที่ประชาธิปไตยและผู้คนหวงแหนรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้แต่ประชามติ รธน.50 และ 60 ภาคอีสานก็เป็นพื้นที่ไม่เห็นชอบมากที่สุด การต่อสู้ทางการเมืองพื้นที่อีสาน เราเห็นแต่ภาพความเจ็บปวด การกดขี่ อำนาจไม่ชอบธรรมจนกระทั่งคนอีสานพบกับ รัฐบาลไทยรักไทย พรรคที่เดินเข้าหาประชาชนด้วยนโยบายประชาธิปไตยที่กินได้ จนคนอีสานและคนไทยใช้ 1 สิทธิ 1 เสียง ซื้ออนาคตของตัวเอง ไทยรักไทยมองเห็นศักยภาพมากมายของอีสาน ขาดเพียงโอกาสปลดปล่อยศักยภาพ และสปิริตการเมืองรากหญ้านี้ยังคงมีมาจนปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยคือพรรคที่ต่อสู้มายาวนาน และไม่เคยเดินออกห่างจากเส้นทางประชาธิปไตย
จาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้พรรคอนุรักษ์มีอำนาจมีพลังขึ้นมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอีกด้วยคือ การถอยหลังทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี ตอนนี้บ้านใหญ่เต็มพรรคบางพรรค ดูจากการวิเคราะห์ต่างๆ ได้ พรรคเพื่อไทยเองไม่ใช่ไม่มีประสบการณ์ ปี 2548 บ้านใหญ่ทั่วประเทศมาอยู่ไทยรักไทย แต่บ้านใหญ่ที่เข้ามาแต่ต้องหยุดพฤติกรรมแบบบ้านใหญ่ หาเสียงด้วยนโยบายเท่านั้น เคยเกิดมาแล้วแต่มันต่างกัน เรามีประสบการณ์เรื่องบ้านใหญ่ เรื่องซื้อเสียง ต้องแข่งนโยบาย แข่งการใกล้ชิดประชาชน
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกต้งของพรรคกล่าวว่าทุกนโยบายที่เราประกาศเราอยากทำเต็มที่และจะทำให้ได้ นโยบายนั้นคิดยาก แต่ลอกง่าย ปัจจัยที่ทำได้จริงต้องมีสามอย่างพร้อมกันคือ มีทีมที่เคยทำจริง มีประสบการณ์ เข้าใจระบบราชการ กฎหมาย งบประมาณ กลไกสภา มีความละเอียด เราเคยเป็นทั้งรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลผสม รู้ทุกมุม เคยโดนข้อจำกัดมากมาย คราวนี้จึงออกแบบละเอียด คิดขั้นตอน คิดกลไก ไม่ใช่เพียงประกาศแล้วจบ นโยบายเพื่อไทยต้องให้เพื่อไทยทำ รอบนี้ขอนักวิทยาศาสตร์เป็นนายกฯ ได้ไหม พาให้ไทยไปไกลด้วยความรู้ วิทยาศาสตร์สอนเรา 3 อย่างที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ คิดบนข้อมูลไม่ใช่ความรู้สึก, แก้ปัญหาที่สาเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ, วัดผลได้ ปรับปรุงได้ ทำให้เกิดขึ้นได้จริง

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงกล่าวว่า การเมืองโค้งสุดท้ายมีการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่ชอบมาพากล มีแววว่าจะฉ้อฉลเพื่อผลในสนามเลือกตั้ง ตอนบ่ายมีการออกหมายเรียกผู้สมัคร สส.เพื่อไทยคดีพนันออนไลน์ ตรวจสอบมีการขอหมายจับหลายรอบแต่ศาลไม่อนุมัติ สิ่งนี้ต้องพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม แต่การออกหมายเรียก อีก 2 วันจะเลือกตั้ง รีบร้อนมาก ทั้งที่ให้รายงานตัว 20 ก.พ.
ณัฐวุฒิ กล่าวถึงพรรคภูมิใจไทยว่า ใช้กระแสชาตินิยมล้นเกินในการหาเสียง ประกาศว่าเป็นพรรครักชาติ ชี้คนอื่นว่าเป็นพรรคเกลียดชาติ และโจมตีด้วยการย้ำถึง “อังเคิล” หากคิดด้วยเหตุผล เจตนาที่อดีตนายกฯ แพทองธาร สนทนาทางโทรศัพท์ เจตนาสร้างสันติภาพ ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น การปกปักษ์พิทักษ์ชายแดน การยึดคืนพื้นที่เป็นหน้าที่ของทหาร แต่หน้าที่ของนายกฯ คือต้องยึดเขากระโดงกลับมา นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่ขึ้นป้ายโค้งสุดท้าย ขึ้นป้าย 4 คน ข้างหน้ามี 3 คนคือ ศุภจี เอกนิติ สีหศักดิ์ ไปไหนก็ไปเป็นแผง ไม่ได้ว่าใครดีไม่ดี แต่ถ้าเลือกเรา อ.เชน พร้อมเดินนำหน้าเป็นนายกฯ ด้วยตัวของตัวเอง
เขากล่าวถึงพรรคประชาชนว่า ตนเองปราศรัยวิจารณ์การตั้งรัฐบาล MOA ของพรรคประชาชนแล้วโดนกระหน่ำกลับ โดยแกนนำ ปชน.อธิบายว่า เหตุผลที่เกิดสิ่งนี้ขึ้นเพราะคลิปอังเคิลจนโดนศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องสมคบคิด พร้อมกันนั้นเขาอธิบายไทมไลนของการดูด สส.และเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของภูมิใจไทย พร้อมสรุปว่า ปชน.กลายเป็นหมากที่เขาใช้เดิน เขาเชื่อว่าการปลดแพรทองธาร กับการไม่ให้รัฐบาลรักษาการของภูมิธรรมยุบสภา เป็นเรื่องเดียวกัน “คุณเป็นดอกไม้ให้เขาชม เขาดม เขาทิ้งแล้วเขาขยี้ด้วยปลายตีน” แทนที่จะแหกอกอนุทินกลับไม่มี
“คุณปลุกอนุรักษนิยมที่พ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างยับเยินแล้วในการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นใหญ่ ทำให้รัฐราชการและพลังอนุรักษนิยมที่กำลังระส่ำระสายได้กลับมากระชับอำนาจก่อนการเลือกตั้ง เขารวมตัวกันเสร็จแล้ว พวกนกหวีดประกาศสนับสนุนอนุทิน” ณัฐวุฒิกล่าวว่า เพื่อไทยเปลี่ยนภูมิท้ศน์การเมืองไทย 2 เรื่องใหญ่คือ ให้พรรคการเมืองใช้นโยบายในการต่อสู้, เมื่อถูกรัฐประหารก็ไม่เคยถอย"
“คนใหม่ออกมาสู้เราดีใจ พรรคใหม่ออกมาสู้เราก็ดีใจ แต่ขอให้คุณเดินไปข้างหน้า เดินตามเส้นทางประชาธิปไตย และขอให้ทุกย่างก้าวที่คุณเดิน ตีนคุณอย่าวางบนหลังเราได้ไหม ... บนหลักเพื่อนมิตรร่วมแนวทางประชาธิปไตย คุณอาจมีรอยถูกเขาเหยียบย่ำ คุณอาจมีรอยที่เขากระทำ คุณอาจมีรอยในใจที่เจ็บปวด แต่ผมยืนยันบนตัวคุณ บนแผ่นหลังคุณไม่มีทางมีรอยตีนของพรรคเพื่อไทย เพราะเราไม่เคยบางรอยตีนบนหลังใคร”
สรุปไฮไลท์ปราศรัย 'พรรคภูมิใจไทย'
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคกล่าวว่า ได้ทดลองงานมา 4 เดือน ขอทำงานจริงอีก 4 ปี ตอนนี้ภูมิใจไทยได้วางนโยบาย 4 แกนหลักไว้ คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยพิบัติ คุณภาพชีวิต แกนเหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนไปในจังหวะที่พร้อมๆ กัน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน เรามาบอกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เหมือนเดิมแน่นอน สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือ วิธีคิดและวิธีทำงานของพวกเรา จากที่คนเคยพูดว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นแค่พรรคบ้านใหญ่ เขาพูดไม่ผิด แต่เขาคิดผิดว่าพรรคบ้านใหญ่ทำแค่ดูแลคนในพื้นที่ คิดอะไรเชิงโครงสร้างไม่เป็น แต่ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่า โครงสร้างที่เราคิดไว้แน่นกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก
อนุทินยังกล่าวด้วยว่า คำจำกัดความของการเป็นพรรคบ้านใหญ่คือ เราดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สส.ของเราไม่มีวันเป็นเจ้าคนนายคน เราเอาใจใส่ชาวบ้านในชีวิตประจำวัน งานศพ งานแต่ง งานบวช เราอยู่กับประชาชนตลอดเวลา และเราภูมิใจที่ได้รับขนานนามว่า “พรรคบ้านใหญ่”


พรรคตั้งใจจะเพิ่มประสิทธิภาพของไทยต่อไป เรามีคำว่า “พลัส” ตลอด และจะสร้างทุกช่องทางในการเพิ่มโอกาส เพิ่มรายได้ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด รถเอวี เอไอ จะกำจัดกำแพงทางกฎหมาย กำแพงภาษี ฯลฯ
หากเราได้บริหาร จะเห็นประเทศไทยที่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมต่างๆ นโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียวกำลังจะส่งผลเสียในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ถูกทำมาเพื่อแลกกับประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น หากทุกพรรคยังเสนอประชานิยมมากกว่าการสร้างรายได้ เราจะไปต่อไม่ได้ เราจึงเน้นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้ประชาชนมากขึ้น เรามีพลังมากขึ้นกับการเสริมทีมจากมืออาชีพ เราคิดกว้างและใหญ่ขึ้น ถ้าได้รัฐบาลภูมิใจไทย ประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก ไม่เสี่ยงกลับไปสู่ความขัดแย้งเดิมๆ ไม่เสี่ยงกับทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เสี่ยงกับการสูญเสียอธิปไตย
สถานการณ์ไทยกัมพูชา อนุทินกล่าวว่า ถ้าเขาไม่รุกรานเราก็จะไม่มีปัญหา รอบแรกยังค้างคาทำให้เกิดการปะทะในรอบที่สอง
“แต่รอบสองผมดันเป็นนายกฯ และมันต่างตรงที่รัฐบาลของผมสนับสนุนกองทัพให้ปฏิบัติภารกิจจนบรรลุเป้าหมาย ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำให้เราได้แผ่นดินที่เคยถูกรุกรานและยึดครองกลับคืนมาได้ทั้งหมด … กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย และประเทศไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงเหนือดินแดนที่เป็นของเราได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งสนับสนุนและกระทำโดยรัฐบาลของท่านชุดนี้ ข้อตกลงหยุดยิงเราเน้นเงื่อนไข ณ วันลงนามใครอยู่ตรงไหนอยู่ตรงนั้น ห้ามล้ำเข้ามาอีก”
เอกณัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวขอบคุณทุกคนที่เลือกเดินมาด้วยกัน เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ มาด้วยกัน สำหรับพรรคภูมิใจไทย รอบบนี้ไม่ได้เป็นการเดิมพันว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลของประเทศเท่านั้น แต่เป็นการเดิมพันอนาคตของบ้านเมืองว่าจะอยู่กับความขัดแย้งหรือเดินหน้า คนหลายคนกังวลว่าไทยจะไม่มีจุดยืน อยู่ในมุมมืด และสูญหายไปจากแผนที่โลก
“วิกฤตนี้เป็นรอยต่อสำคัญของประเทศ ไม่ใช่การเดิมพันว่าพรรคไหนจะชนะเข้าสู่อำนาจ แต่เป็นการเดิมพันของประเทศ พรรคภูมิใจไทยจึงคัดสรรบุคคลที่เป็นมืออาชีพ เพราะบ้านเมืองต้องการมืออาชีพมาทำงาน ไม่กี่ครั้งที่จะเห็นพรรคประกาศชัด พูดแล้วทำพลัส ไม่ใช่บอกว่าทำอะไร ทำยังไง แต่บอกด้วยว่าจะเอาใครมาทำ และบุคคลเหล่านี้พิสูจน์ฝีมือตัวเองมาเรียบร้อยแล้ว”



สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ กล่าวว่าไม่คิดเลยว่าจะได้รับหน้าที่รมว.การต่างประเทศและยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ด้วย ขอบคุณท่านนายกฯ ที่ให้โอกาสทำงานและยืนยันว่าทำงานเต็มที่แน่นอน สิ่งที่อยู่ในใจเมื่อเป็นเอกอัครราชทูตคือ การเป็นผู้แทนประเทศไทย ผลประโยชน์ของไทยจึงต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ประเทศไทยอยู่กับที่มานาน สถานะหายจากจอเรดาห์เวทีโลก เพราะการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่ดี การทูตก็ตั้งรับ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงต้องเลือกพรรคที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศ เราจะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกด้วยการทูตที่มีชั้นเชิง และกล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาระหว่างเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมขอขยายเวลา 4 เดือนเป็น 4 ปี
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง กล่าวว่า ตนไม่ใช่นักการเมือง แต่มาตรงนี้เพื่อคนไทยทุกคน พร้อมระบุว่า เรากำลังฝ่ามวิกฤตและถูกบังคับให้ต้องเลือกข้างมหาอำนาจ ดังนั้นเราต้องทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน เข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เราถูกล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ เราต้องปรับตัว การค้า เศรษฐกิจ การตลาด เราจึงขอเข้ามาคุมเรือนี้ให้ผ่านวิกฤต
เวลานี้ไม่ใช่เวลาขัดแย้งแล้ว ในดีตเราเคยจะเป็นเสือตัวมี่ 5 แต่ตอนนี้ gdp ตก แถมป่วยหนัก เราจึงขออาสามายกระดับเพื่อเปลี่ยนแปลง ทำให้ gdp โตขึ้นได้ จริงๆ แล้วรายได้เรามาจากหลายทาง ทั้งการบริโภคภายในประเทศ เราต้องกระตุ้นการใช้จ่ายหรือสร้างงานไปจนถึงระดับชุมชน, การลงทุน ตั้งเป้าไว้ 5 แสนล้าน เน้นการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อทำให้เกิดการสร้างงาน, การใช้จ่ายเงินของรัฐ เรามีงบเหลือไม่เยอะ แต่ละปีมีเงินใช้แค่ 5 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ นโยบายขายฝันมันทำไม่ได้ เราจึงต้องทำนโยบาย 10 พลัส , การส่งออกและนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งออกเราเติบโต 12% 11 ล้านล้าน การส่งออกภูมิภาคดี แต่มันมี 3 กระจุกตัวของการส่งออกให้อเมริกาและจีน ซึ่งเสี่ยงเกินไป SMEs ที่ส่งออกสัดส่วนน้อยเกินไป
สรุปไฮไลต์ปราศรัย 'พรรคประชาธิปัตย์'
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยว่าแม้ตนกลับมาเพียงไม่กี่เดือน แต่ความนิยมก็กลับมาถึงจุดนี้ได้ ขอบคุณกรรมการบริหารหลายคน-เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ กก.บห.บางคนที่ตอนนั้นต้องตัดสินใจว่าจะมาร่วมงานการเมืองกับ ปชป.หรือไม่ ในช่วงนั้นเผชิญคำสบประมาทว่าเป็นพรรคที่กลับมาอีกไม่ได้แล้ว เช่น วีรพงษ์ ประภา, รัดเกล้า สุวรรณคีรี และ การดี เลียวไพโรจน์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้คุยกันเรื่องแคนดิเดตนายกฯ อะไรเลย ตนขอบพระคุณคนทำงานอีกหลายส่วนทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังที่พร้อมทำงานแทบจะตลอดเวลา เหนืออื่นใดต้องขอบคุณบรรพบุรุษของพรรค จะเห็นว่ามีหลายคนที่หน้าใหม่ ประสบการณ์ยังน้อย แต่ผู้คนก็ต้อนรับ มันแสดงถึงความเป็นสถาบันของพรรค ปชป. ที่อยู่มายืนยาว
อภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าระหว่างหาเสียง เจอคนเข้ามาร้องไห้แล้วบอกว่า ขอบคุณที่กลับมา ช่วย ปชป. ช่วยประเทศ แม้ตนเองจะเจอความกดดัน ตอนไปหาเสียงที่ภาคใต้ 3 วัน 15 เวที มีจังหวะแวะปั๊ม เด็กในร้านสะดวกซื้อวิ่งมาหาแล้วบอกว่าขอบคุณท่านมากที่ทำให้หนูได้เรียนฟรี เท่านี้ก็คุ้มค่าแล้วสำหรับตน
เขากล่าวด้วยว่า มีโอกาสอ้อนขอคะแนนในการไปออกรายการต่างๆ แต่บอกเลยว่าไม่อ้อนขอให้ตนเอง แต่อ้อนขอให้คนไทยทุกคนตระหนัก ประเทศไทยมาถึงจุดที่มีวิกฤตสารพัด จนถูกมองว่าเป็น “จุดตาย” ของการพัฒนาประเทศต่อไป อย่างแรกคือการทุจริตคอร์รัปชั่นและทุนเทา เรารู้สึกอย่างไรเวลามีต่างชาติบอกว่าไม่อยากมาลงทุนที่ไทยเพราะไม่อยากจ่ายใต้โต๊ะ หรือเขารู้สึกว่าจะไม่ได้แข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะมีบางกลุ่มที่มีเส้นสายกับเจ้าหน้าที่ในไทย มันไม่ใช่นามธรรมเลย แต่เป็นการทำลายโอกาสของประเทศ ของเศรษฐกิจของเรา สังคม การเมืองได้รับผลกระทบหมด ตึก สตง.ถล่ม และทุกอุบัติภัย มันมาจากเรื่องนี้ทั้งหมด ถ้าต่างชาติบอกว่าไม่อยากมาลงทุนเพราะเมืองไทยขาดโครงสร้างพื้นฐาน มันคงแก้ไม่ยาก ก็อนุมัติโครงการสร้างได้ ถ้าเขาบอกว่าไม่อยากมาลงทุนเพราะคนไม่มีทักษะ เราก็สร้างทักษะให้คนของเราได้ ดึงคนเก่งเข้ามาในไทยได้
“แต่พอเขาพูดว่าเขาไม่มาเพราะประเทศเราเหมือนคนขี้โกง ผมอายครับ ผมอายจริงๆ ครับ”


เพราะมันไม่ใช่นิสัยของคนไทย เป็นนิสัยของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ขี้โกง มาทำลายอนาคตและโอกาสของลูกหลายเราทุกคน มันจึงมีนักธุรกิจที่เรียกร้องเพื่อลดความอุ้ยอ้ายของระบบ ภาษาอังกฤษเรียกทำนองว่า ‘กีโยติน’ สมัยหนึ่งเขาก็เรียกว่า ‘one stop service' บริการจบในจุดเดียว แต่พวกขี้โกงก็ได้สิ่งนี้ไป อยากจะนำเข้าสินค้าราคาถูกแบบต่ำกว่าราคาตลาด ไปเปิดเว็บไซต์แล้วบอกว่า “จ่ายเท่านี้จบ เคลียร์ได้ทุกหน่วยงาน” เราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้หรือ
จุดตายที่สอง คือปัญหาเศรษฐกิจ ไม่อาจแข่งขันได้ เราโตต่ำกว่า 1% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่โตกว่าเราอยู่แล้วก็ทิ้งห่างไปเรื่อยๆ ส่วนประเทศที่ดูจะล้าหลังกว่าเราก็ตามจี้มาติดๆ
ความหงุดหงิดของตนในทุกรายการดีเบตก็คือ มักมีคำถามว่าจะแก้ปัญหาอะไรใน 90 วัน จะทำให้อะไรเกิดขึ้น เสมือนว่าปัญหาใหญ่ๆ จะต้องแก้ให้ได้ภายใน 90 วัน ตนกลับมาวันแรกแล้วพูดถึงโครงการคนละครึ่ง จากนั้นมีคนพยายามตีความบิดเบือน ตนยืนยันว่าไม่ได้โจมตี แต่พูดความจริง ว่าใครๆ ก็ชอบโครงการแบบคนละครึ่ง เดินตลาดก็รู้อยู่แล้ว พ่อค้าแม่ขายพอใจ แต่มันแก้ปัญหาได้ถูกจุดจริงหรือ เมื่อหมดโครงการไปแล้วคนต้องมาเรียกหาว่าเมื่อไหร่จะมีอีก เมื่อไปภาคใต้แล้วอธิบายว่าสมัยรัฐบาลพรรค ปชป.ที่ยางพารากิโลกรัมละ 180 บาท มีใครต้องเรียกหาคนละครึ่งบ้าง เราจึงต้องมีหลักที่ชัดเจน
จุดตายที่ 3 เศรษฐกิจโตต่ำไม่พอ ยังเหลื่อมล้ำสูง คนหยิบมือเดียวครอบครองสินทรัพย์กว่าครึ่งของประเทศ นั่นหมายความว่าคนกลุ่มเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ การศึกษาของเราถูกมองว่าถดถอย คนที่ยากลำบากอยู่จะถีบตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร
จุดตายที่ 4 แข่งขันทางการเมืองด้วยการสร้างอารมณ์ พรรคนี้รักชาติ พรรคนั้นไม่รักชาติ ตนอยากจะบอกว่าถ้ารักชาติจริง ควรไปแก้ปัญหาทุจริตในส่วนของพรรคท่านก่อน
อีกฝ่ายหนึ่งก็รู้ว่าคนของเรามีความอึดอัด ก็มาเสนอว่ารื้อโครงสร้างมันให้หมด รื้อด้วยความโกรธ ในการสร้างอารมณ์โกรธก็มักจะสร้างกลุ่มผู้ร้ายขึ้นมาว่านี่คืออุปสรรคของการพัฒนาประเทศ มันจึงเกิดปรากฏการณ์ด้อยค่ากองทัพ ด้อยค่าสถาบันหลักของชาติขึ้นมา แล้วสองฝ่ายก็ทำทีทำท่าว่าจะประหัตประหารกัน และบอกประชาชนให้เลือกข้างใดข้างหนึ่งด้วย ประเทศไทยคนไทยควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้



จุดตายสุดท้ายคือ ปัญหาที่เกิดจากภายนอก ชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้ยังหวาดผวากันอยู่ว่าจะปะทุอีกเมื่อใด ชายแดนพม่าก็มีการสู้รบกันเองที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า ชายแดนใต้ยังไม่สงบ สหรัฐฯ กับจีนที่ขับเขี้ยวกันแล้วทำให้ประเทศขนาดกลาง-เล็กเป็นเสมือนเบี้ยในกระดาน เราจะมามัวแข่งขันกันเรื่องเก่าๆ แจกเงิน แข่งกันสร้างอารมณ์ให้ประชาชนเข้าไปเป็นพวก และนี่สิ่งนี้ตนจึงมองว่าเรามีหน้าที่สร้างทางเลือกให้กับประเทศ ซึ่งขณะที่ประเทศมีวิกฤตมันจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด
ประเด็นเรื่องทุนเทา อภิสิทธิ์บอกว่าตนไม่อยากพาดพิงถึงพรรคที่ประกาศไปแล้วว่าจะไม่ร่วมตั้งรัฐบาลด้วย แต่เมื่อเขาพาดพิงกลับมาว่ามันยุติธรรมไหม ที่มาตัดสินกันแบบนี้ ตนก็ต้องบอกว่า ตนไม่ได้ตัดสินใจจากความเชื่อของตนเอง แต่ตนเอาประวัติและคำพิพากษาคดีในต่างประเทศมาดู จึงชัดเจนว่ามาตรฐานแบบนี้ พรรค ปชป.คงยอมรับไม่ได้
ในตอนท้ายอภิสิทธิ์ประกาศอย่างหนักแน่นว่า ต่อให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลที่ทุจริตอย่างถึงที่สุด
