แต่ละภูมิภาค พรรคไหนครองเท่าไร
ผลการเลือกตั้งปี 2566 สส.แบบเขต ทั้งหมด 400 คน แบ่งเป็น
ภาคอีสาน (133)
เพื่อไทย 73 ที่นั่ง, ภูมิใจไทย 35 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 7 ที่นั่ง, ก้าวไกล 8 ที่นั่ง, ไทยสร้างไทย 5 ที่นั่ง, เพื่อไทรวมพลัง 2 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง และชาติไทยพัฒนา 1 ที่นั่ง
- ในจำนวน 73 ที่นั่งของพรรค พท. กรุงเทพธุรกิจทำข้อมูลไว้ว่าแบ่งเป็น จ.อุดรธานี 7 คน (จาก 10 เขต) จ.ขอนแก่น 6 คน (จาก 11 เขต) จ.นครราชสีมา 12 คน (จาก 16 เขต) จ.ร้อยเอ็ด 5 คน (จาก 8 เขต) จ.สุรินทร์ 3 คน (จาก 8 เขต)
- จ.ศรีสะเกษ 7 คน (จาก 9 เขต) จ.นครพนม 2 คน (จาก 4 เขต) จ.อุบลราชธานี 4 คน (จาก 11 เขต) จ.เลย 3 คน (จาก 4 เขต) จ.มหาสารคาม 5 คน (จาก 6 เขต) จ.หนองบัวลำภู 3 คน (3 เขต ยกจังหวัด) จ.ชัยภูมิ 3 คน (จาก 7 เขต) จ.หนองคาย 2 คน (จาก 3 เขต) จ.สกลนคร 5 คน (จาก 7 เขต) จ.กาฬสินธ์ 4 คน (จาก 6 เขต) จ.บึงกาฬ 1 คน (จาก 3 เขต) และ จ.ยโสธร 1 คน (จาก 3 เขต)
ภาคกลาง (89)
- เพื่อไทย 13 ที่นั่ง, ก้าวไกล 35 ที่นั่ง, ภูมิใจไทย 16 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 12 ที่นั่ง, ชาติไทยพัฒนา 8 ที่นั่ง, รวมไทยสร้างชาติ 4 ที่นั่ง, ชาติพัฒนากล้า 1 ที่นั่ง
ภาคใต้ (60)
- ภูมิใจไทย 12 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ 17 ที่นั่ง, รวมไทยสร้างชาติ 14 ที่นั่ง, ประชาชาติ 7 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 7 ที่นั่ง และ ก้าวไกล 3 ที่นั่ง
ภาคเหนือ (37)
- เพื่อไทย 17 ที่นั่ง, ก้าวไกล 14 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 5 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ 1 ที่นั่ง
- กทม. 33
ก้าวไกล 32 ที่นั่ง, เพื่อไทย 1 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก (29)
เพื่อไทย 4 ที่นั่ง, ก้าวไกล 18 ที่นั่ง, ภูมิใจไทย 2 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง และ รวมไทยสร้างชาติ 1 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก (19)
เพื่อไทย 4 ที่นั่ง, ก้าวไกล 2 ที่นั่ง, ภูมิใจไทย 3 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง รวมไทยสร้างชาติ 4 ที่นั่ง และ ประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง

หากจัดแบ่งในกรอบภูมิภาค เราจะเห็นสัดส่วนว่าภูมิภาคไหนที่มีจำนวนประชากรมากและมีสัดส่วนสูงในการกำหนดการเมือง ภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มี สส.มากที่สุด จึงไม่แปลกที่ในอดีตจะมีทฤษฎีอย่าง ‘สองนคราประชาธิปไตย’ คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล แม้ปัจจุบันทฤษฎีนี้จะถูกท้าทายไปมากแล้วก็ตาม
พื้นที่อีสาน สำหรับ สส.เขต เป็นสนามการต่อสู้หลักของพรรคภูมิใจไทย vs เพื่อไทย เห็นได้จากเมื่อปี 2565 พรรคพท. ยกทัพใหญ่ไปจัดแคมเปญ ‘ไล่หนูตีงูเห่า’ ที่ จ.ศรีสะเกษ ส่วนเลือกตั้งรอบนี้ สนามที่ถูกจับตามากที่สุดแห่งหนึ่งคือ เขต 7 จ.อุบลราชธานี ที่มีปรากฎการณ์คู่แข่งหลัก ‘สลับขั้ว’ เปลี่ยนพรรค ปลายเดือน ม.ค. อนุทินปราศรัยอ้อนขอคะแนนให้ ‘กานต์’ โดยบอกว่าเป็น ‘หลานรัก’ ขณะที่ เมื่อ 3 ก.พ. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง ปราศรัยขอพี่น้องหนุน ‘ตี๋เล็ก’ เข้าสภา โดยย้ำด้วยว่าให้อยู่ให้นาน อย่าย้ายพรรค
อย่างไรก็ตาม ภาคอีสานก็เป็นพื้นที่ของพรรคประชาชนด้วยในแง่ที่การเลือกตั้งปี 66 ที่ผ่านมา สามารถตี ‘เขตเมือง’ ได้ไม่น้อย และคะแนน สส.บัญชีรายชื่อก็ขึ้นนำอย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่เขตเมืองใน จ.บุรีรัมย์
เทียบคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

- ก้าวไกล: 14,438,851 คะแนน (38.48%) = 39 ที่นั่ง
- เพื่อไทย: 10,962,522 คะแนน (29.22%) = 29 ที่นั่ง
- รวมไทยสร้างชาติ: 4,766,408 คะแนน (12.70%) = 13 ที่นั่ง
- ภูมิใจไทย: 1,138,202 คะแนน (3.03%) = 3 ที่นั่ง
- ประชาธิปัตย์: 925,349 คะแนน (2.47%) = 3 ที่นั่ง
- ประชาชาติ: 602,645 คะแนน (1.61%) = 2 ที่นั่ง
- พลังประชารัฐ: 537,625 คะแนน (1.43%) = 1 ที่นั่ง
- ชาติไทยพัฒนา: 192,497 คะแนน (0.51%) = 1 ที่นั่ง
- ไทยสร้างไทย: 340,178 คะแนน (0.91%) = 1 ที่นั่ง
- และพรรคเล็กอื่นๆ รวมเป็น 8 ที่นั่ง
- ประชาธิปไตยใหม่
- เสรีรวมไทย
- ท้องที่ไทย
- ครูไทยเพื่อประชาชน
- ใหม่
- ชาติพัฒนากล้า
- เป็นธรรม
- พลังสังคมใหม่
ปี 66 สส.เขต และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ละพรรคได้กี่คน
- ก้าวไกล 151: เขต 112 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 39 ที่นั่ง
- เพื่อไทย 141: เขต 112 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 29 ที่นั่ง
- ภูมิใจไทย 71: เขต 68 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 3 ที่นั่ง
- พลังประชารัฐ 40: เขต 39 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง
- รวมไทยสร้างชาติ 36: เขต 23 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 13 ที่นั่ง
- ประชาธิปัตย์ 25: เขต 22 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 3 ที่นั่ง
- ชาติไทยพัฒนา 10: เขต 9 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง
- ประชาชาติ 9: เขต 7 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 2 ที่นั่ง
- ไทยสร้างไทย 6: เขต 5 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่ง
คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หรือบัญชีรายชื่อ คือการวัดความนิยมของ ‘พรรคการเมือง’ ที่สู้กันใน 2 ส่วนหลักคือ อุดมการณ์ และ นโยบาย นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย รอบนี้จากที่เคยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์แค่ 3% กว่า อาจจะขยับขึ้นไปได้อีกมาก เนื่องจาก 2 ส่วนสำคัญ นั่นคือ การดึง ‘คนนอก’ ที่ดูมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพ กับ กระแสชาตินิยม-ทหารนิยม ผลพวงจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ ‘อนุทิน’ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ในช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่น่าจับตามองอีกประการคือ การฟื้นกลับมาของ ‘ประชาธิปัตย์ของแท้’ ที่ ‘อภิสิทธิ์’ และทีมเดิมได้กลับมายึดกุมบริหารพรรคอีกครั้ง ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า คะแนนจากกลุ่มอนุรักษนิยมจะเทให้พรรคเก่าแก่หรือพรรคใหม่ มากน้อยแค่ไหน
สส.เขต ของแต่ละพรรค แยกเป็นรายภาค

- ก้าวไกล มี สส.เขต 112 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 8 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 14 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 35 ที่นั่ง
- กทม. 32 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 18 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 3 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 2 ที่นั่ง
- เพื่อไทย มี สส.เขต 112 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 73 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 17 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 13 ที่นั่ง
- กทม. 1 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 4 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 4 ที่นั่ง
- ภูมิใจไทย มี สส.เขต 68 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 35 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 16 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 2 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 12 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 3 ที่นั่ง
- พลังประชารัฐ มี สส.เขต 39 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 7 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 5 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 12 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 4 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 7 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 4 ที่นั่ง
- รวมไทยสร้างชาติ มี สส.เขต 23 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 0 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 4 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 1 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 14 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 4 ที่นั่ง
- ประชาธิปัตย์ มี สส.เขต 22 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 2 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 1 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 0 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 17 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 2 ที่นั่ง
- ชาติไทยพัฒนา มี สส.เขต 9 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 1 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 8 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง
- ประชาชาติ มี สส.เขต 7 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 0 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 0 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 7 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง
- ไทยสร้างไทย มี สส.เขต 5 ที่นั่ง
- ภาคอีสาน 5 ที่นั่ง
- ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง
- ภาคกลาง 0 ที่นั่ง
- กทม. 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง
- ภาคใต้ 0 ที่นั่ง
- ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง
**ข้อมูลข้างต้นรวบรวมมาเฉพาะพรรคหลัก
จำแนกกลุ่มประชากรที่น่าสนใจ ปี’69

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 52.9 ล้านคน (52,922,923 คน)
หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 และข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสามารถยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2569
แยกสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามเจเนอเรชั่น
- รายงานจากสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจและสปริงนิวส์อ้างอิงข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไปจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53.06 ล้านคน โดยแยกเป็นคนแต่ละเจเนอเรชั่นได้ดังนี้
- Gen X (44–59 ปี) มี 15.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ซึ่งนับว่ามากที่สุด
- Gen Y (28–43 ปี) มี 14.9 ล้านคน สัดส่วนประมาณ 28%
Gen X กับ Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงาน รวมกันกว่า 30.9 ล้านเสียง หรือเกือบ 60% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด
- กลุ่ม Baby Boomer (60-78 ปี): ยังคงมีนัยสำคัญที่ 22% (ราว 11.8 ล้านคน)
- Gen Z (18-27 ปี): มีสัดส่วน 15% (ราว 8.1 ล้านคน) โดยในจำนวนนี้มีกลุ่ม First-time Voter (ผู้ใช้สิทธิครั้งแรก) ประมาณ 3.2-3.4 ล้านคน
- Silent Generation (79 ปีขึ้นไป): สัดส่วน 4% (ราว 2 ล้านคน)
เราจะเห็นว่า ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ระหว่าง กกต. และกรมการปกครองต่างกันเล็กน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญ การแบ่งเจนเนอเรชันหรือช่วงอายุ เป็นกรอบการมองอีกประเภทหนึ่งที่นักวิเคราะห์มักจะใช้ประเมินผลลัพธ์ของพรรคการเมือง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก และวัยรุ่น ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกประเมินว่า ส่วนใหญ่จะเลือกพรรคประชาชน ส่วนช่วงอายุอื่นๆ อาจมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น ขณะที่บางส่วนก็มองว่า คนสูงอายุมีแนวโน้มจะมีความอนุรักษนิยม หรือไม่ก็ชอบความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงสมมติฐานคร่าวๆ
กลุ่มอาชีพ
- อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน = 1,075,163 คน
ที่มา: รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. .... (นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)
- ฝ่ายปกครองท้องที่
ข้อมูลกรอบอัตรากำลังจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
| กำนัน | 7,036 |
| ผู้ใหญ่บ้าน | 67,729 |
| แพทย์ประจำตำบล | 7,036 |
| สารวัตรกำนัน | 14,072 |
| ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน | 195,711 |
| รวม | 291,584 |
นักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่า บางพรรคมีความได้เปรียบพอสมควรเพราะมี ‘หัวคะแนน’ ที่ซื้อใจไว้ผ่านนโยบายการขึ้นเงินเดือน-การต่ออายุการดำรงตำแหน่ง เช่น กลุ่มอาสามัครสาธารณสุข (อสม.) กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน เราจึงทดลองหาตัวเลขของกลุ่มอาชีพนี้ไว้ประกอบการพิจารณา
นอกจากนี้กรุงเทพธุรกิจยังรายงานถึงคำพูดของ ชวน หลีกภัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปราศรัยในเวที จ.ตรัง ว่า มีบางพรรคใช้ อสม.ซื้อเสียง แม้บางคนไม่อยากทำก็ลำบากใจเพราะถูกมองเป็นหมาหัวเน่า จึงได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว
นายชวนถึงกับระบุตัวเลขไว้ว่า “อสม. 1 คน คุม 25 ครอบครัว เขาจะให้เงินไว้ 25,000 บาท เพื่อจ่ายให้ครอบครัวละ 1,000 บาท และจะให้รางวัล อสม. อีก 10,000 บาท รวมถึงเงินรางวัลอีก 200 บาท ทำให้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง”นายชวน กล่าว
ผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง (บางส่วน)
กลุ่มคนเหล่านี้คือคนที่ไม่ได้รับสิทธิเลือกตั้ง และช่วงที่ผ่านมามีหลายกลุ่มรณรงค์ให้พวกเขามีสิทธิเลือกตั้ง
- ผู้ต้องขังราชทัณฑ์
ตามข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ระบุว่า สถิติผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศรวมอยู่ที่ 310,645 ราย
- พระภิกษุ
ตามรายงานข้อมูลพื้นฐานทางพระพุทธศาสนา เมื่อปี 2566 ที่อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มกิจการคณะสงฆ์ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2566 ระบุว่า จำนวนพระภิกษุในประเทศไทยรวมทุกนิกายอยู่ที่ 256,219 รูป ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าว ไม่รวมภิกษุณี
- คนไร้สัญชาติ-ชนกลุ่มน้อย (ที่รอกระบวนการได้สัญชาติ) 483,626 คน
จากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 ตุลาคม 2567อนุมัติหลักการ เร่งแก้ปัญหาสัญชาติ ให้แก่คนกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะ จำนวน 483,626 คน กำลังจะได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร) หรือสัญชาติไทย ซึ่งประชากรจำนวนครึ่งล้านนี้ เป็นกลุ่มคนที่ตกค้างอยู่ในระบบราชการ เป็นพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย มีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ที่สมควรได้รับการสิทธิ์และการคุ้มครอง เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทุกคน
เทียบยอดเลือกตั้งล่วงหน้า ปี 69 กับ 66

ยอดกลุ่มผู้เลือกตั้งล่วงหน้า ปี 2569
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 กกต.เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง (ล่วงหน้า) รวม 2,410,425 คน แบ่งเป็น
- ผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 8,247 คน
- ผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,262,643 คน และ
- ผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร จำนวน 139,535 คน
อย่างไรก็ตาม ยอดใช้ผู้สิทธิจริงจากทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น กกต.ยังไม่ประกาศ
ยอดเลือกตั้งล่วงหน้า เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
ข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 ระบุว่า
นอกเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิจำนวน 845,853 คน
- ผู้มาใช้สิทธิ 740,966 คน คิดเป็นร้อยละ 87.60
ในเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 2,747 คน
- มีผู้มาใช้สิทธิ 2,650 คน คิดเป็นร้อยละ 96.47
ยอดกลุ่มผู้เลือกตั้งล่วงหน้า ปี 2566
ยอดเลือกตั้งนอกประเทศ
ข้อมูลจากรายงาน กกต. ระบุว่า การใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม - 9 เมษายน 2566 สถานที่ลงคะแนน 94 แห่ง (66 ประเทศ)
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ 115,245 คน
- ผู้ใช้สิทธิลงคะแนน 99,930 คน คิดเป็นร้อยละ 86.71
ยอดเลือกตั้งล่วงหน้า
- นอกเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ 2,222,563 คน
- ผู้ใช้สิทธิลงคะแนน 2,030,797 คน คิดเป็นร้อยละ 91.37
- ในเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ 60,786 คน
- ผู้ใช้สิทธิลงคะแนน 57,362 คน (94.37%)
ยอดเลือกตั้งล่วงหน้า เฉพาะกรุงเทพฯ
ข้อมูลจากรายงานของ กกต. ระบุว่า
- นอกเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิจำนวน 811,126 คน
- ผู้มาใช้สิทธิ 744,687 คน คิดเป็นร้อยละ 91.81
- ในเขตเลือกตั้ง
- ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 5,179 คน
- มีผู้มาใช้สิทธิ 4,956 คน คิดเป็นร้อยละ 95.69
ยอดบัตรเสีย-vote no ปี 2566
การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการทั่วไป แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 39,514,939 คน (75.71%)
- บัตรเสีย 1,457,889 บัตร (3.69%)
- บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 866,886 บัตร (2.19%)
การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการทั่วไป แบบบัญชีรายชื่อ
- ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 39,514,912 คน (75.70%)
- บัตรเสีย 1,509,897 บัตร (3.82%)
- บัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 482,258 บัตร (1.22%)
