กกต.เชียงใหม่จัดเวทีอภิปรายฝ่ายเห็นชอบ-ไม่เห็น และความคิดเห็นอื่นๆ ก่อนวันออกเสียงประชามติ ณัฐกร วิทิตานนท์ หนุนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพิกถอนมรดก คสช. ชำนาญ จันทร์เรือง ชี้ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 รายมาตรา มากกว่า 20 ร่าง แต่ถูก สว. สกัดหมด ผ่านแค่บัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ จึงหนุนเห็นชอบคำถามประชามติ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้า นพดล เชื้อสาย ไม่เห็นชอบประชามติ ห่วงกระทบสถาบันหลัก แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประชาชนได้อะไร


กกต.เชียงใหม่ จัดกิจกรรม Big Day เมื่อ 5 ก.พ. 2569 รณรงค์โค้งสุดท้ายให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตั้งเป้าให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ต่ำ 1.2 ล้านคน ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

เวทีแสดงความคิดเห็นการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ.พระปกเกล้า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จัดโดย กกต.เชียงใหม่ ช่วงเย็นวันที่ 5 ก.พ. 2559 ที่มา: กกต.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ จัดเวทีการแสดงความคิดเห็นการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ถ.พระปกเกล้า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยในงานนี้ นายนพดล สุยะ ผู้อำนวยการ กกต.เชียงใหม่ ชี้แจงขั้นตอน วิธีการและแนวทางในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 จากนั้นจะเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ระหว่างฝ่ายที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และมีความเห็นทางใดทางหนึ่ง ในเรื่องที่จะทำประชามติ
โดยฝ่ายเห็นชอบ ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์, อรรคพล ลาตุ้ม , กันต์ธีทัต ปวีณ์กรสมบัติ และชำนาญ จันทร์เรือง ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นชอบ ได้แก่ นพดล เชื้อสาย และฝ่ายแสดงความคิดเห็นด้านอื่นๆ ได้แก่ ณัฐพงษ์ เหล่าสถิรวงศ์ และสายชล ชัยชนะ
ณัฐกร วิทิตานนท์ หนุนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยน้ำมือประชาชน

ณัฐกร วิทิตานนท์ ที่มา: กกต.เชียงใหม่
โดยช่วงหนึ่ง ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อภิปรายสนับสนุนเห็นชอบประชามติหัวข้อ “ทำไมต้อง “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” ? ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยน้ำมือประชาชน” โดยกล่าวว่า ท่านรู้ไหมครับ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ฉบับ 20 ฉบับ เราเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดติดอันดับต้น ๆ ของโลก เฉลี่ย 4 ปีเศษต่อ 1 ฉบับ แล้วทำไมยังจะต้องมายุ่งวุ่นวายเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 กันอีก
ในฐานะผู้สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบมานานนับ 20 ปี ผมเคยเขียนหนังสือเล่มนี้ครับ “หลักรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” ขายดีจนต้องพิมพ์ซ้ำถึง 3 ครั้ง แต่ทุกอย่างก็มีอันต้องสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2557 แน่นอนว่าได้สร้างความยากลำบากต่อผู้สอนอย่างกระผมยิ่งนัก ปัญหาหนึ่งคือ เรื่องของการออกข้อสอบ ทุกครั้งที่ประเทศไร้ซึ่งรัฐธรรมนูญถาวรใช้บังคับ ข้อสอบผมมักเลี่ยงไปถามในเชิงหลักการและทฤษฎีแทน ข้อหนึ่งที่ถูกถามบ่อย ๆ และได้รับคำตอบดังเดิมเสมอมาก็คือ “รัฐธรรมนูญที่ดีในทัศนะของนักศึกษาเป็นอย่างไร” นักศึกษาโดยส่วนใหญ่ตอบเหมือนกันครับ “รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความเป็นประชาธิปไตย“
ขอถามต่อไปว่า ในบรรดารัฐธรรมนูญไทยทั้งหมดมีรัฐธรรมนูญที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยซักกี่ฉบับ คำตอบคือมีเพียง 5 ฉบับเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตย ได้แก่ ฉบับแรก 2475/1 ผลจากการปฏิวัติสยามในวันที่ 24 มิถุนายน ฉบับที่ 2 ในปีเดียวกัน อันเป็นที่มาของวันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี, ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2489 ประกาศใช้หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2, ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2517 ผลจากการต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 และฉบับที่ 16 พ.ศ. 2540 สืบเนื่องจากกระแสการปฏิรูปการเมืองภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 35 สรุปแล้วมีแค่ 1 ใน 4 ของรัฐธรรมนูญไทยทั้งหมดที่พูดอย่างตรงไปตรงมาได้ว่า มีความเป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญของไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ และรัฐธรรมนูญกึ่งประชาธิปไตย
โดยประเมินจาก 3 องค์ประกอบที่นำมาใช้พิจารณาประกอบกัน ได้แก่ (1) ที่มา (2) กระบวนการ และ (3) เนื้อหา ของรัฐธรรมนูญนั้น ๆ
รัฐธรรมนูญปี 2560 อันเป็นมรดกตกทอดของระบอบ คสช. ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อนี้
ประการแรก เรื่องที่มา รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลพวงของการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่มาพร้อมกับการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550
ประการต่อมา เรื่องกระบวนการ เวทีรับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัด ตลอดจนการออกเสียงประชามติเป็นเพียงพิธีกรรมรองรับความชอบธรรม ดังคำพูดที่ว่า “เรามารับฟัง แต่ไม่ได้เชื่อฟัง“ จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมถึงสองครั้ง จัดที่เชียงใหม่ และเชียงราย ในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. มติที่ประชุมของทั้งสองเวทีเสนอให้ สว.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายกลับมีหน้าตาผิดแผกออกไปอย่างที่เห็นบทเฉพาะกาลกำหนดให้มี สว. 250 คนมาจากการแต่งตั้ง แถมกันที่นั่งส่วนหนึ่งให้กับผู้นำเหล่าทัพ ก่อนจะลดลงเหลือ 200 คนที่มาจากระบบเลือกกันเองตามกลุ่มอาชีพ ยังมิพักเอ่ยถึงเรื่องอำนาจที่ขยายใหญ่ อย่างเงื่อนไข 1 ใน 3 ของ สว.ในอันที่จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ย้อนนึกถึงลุงคนหนึ่งที่เชียงใหม่ แกถูกจับกุมดำเนินคดีเพราะเดินไล่ติดแผ่นกระดาษมีข้อความว่า Vote No
ประการสุดท้าย ว่าด้วยเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเวลาอันจำกัด ผมไม่สามารถไล่เรียงประเด็น และลงรายละเอียดได้ทั้งหมด ณ ที่นี้คงบอกได้แต่ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้สมดุลของอำนาจตามหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญทั่วโลกสูญเสียไป ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง 3 ปีเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน คือสิ่งยืนยัน
หากพูดในฐานะประชาชน ผมเติบใหญ่ขึ้นมาในห้วงบริบทของรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐธรรมนูญที่มีพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ มีคุณูปการมหาศาลต่อระบบการเมืองไทย ชนิดที่ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดทำได้มาก่อน
เรามีช่องโทรทัศน์ให้ดูมีวิทยุชุมชนให้ฟังมากมายก็เพราะการปฏิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญปี 2540
เรามี สส.แบบบัญชีรายชื่อที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมืองก็เพราะการออกแบบระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญปี 2540
เรามีผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง ท้องถิ่นทั้งหลายเข้มแข็งขึ้นตามสมควร ก็เพราะมาตรการการกระจายอำนาจของรัฐธรรมนูญปี 2540
ข้างต้นเป็นตัวอย่างเพียงเศษเสี้ยว ยังมีความก้าวหน้าในประเด็นอื่นอีกมากที่ไม่มีทางสาธยายได้หมด ณ ที่นี้
หลักฐานคือเสื้อที่ผมเลือกใส่มาร่วมเวทีวันนี้ เสื้อตัวนี้ผมได้มาเมื่อครั้งเข้าร่วมขบวนรณรงค์ธงเขียวกับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา มช. ชั้นปี 3 เสื้อตัวนี้จึงมีอายุอานามเกือบ 30 ปี ด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าประเทศไทยยังไปไม่ถึงไหน รัฐธรรมนูญที่ดีของเรากลับอายุสั้น และถูกฉีกเป็นว่าเล่นโดยการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า
ท่านรู้หรือไม่ ในอีกไม่ถึง 1 เดือนข้างหน้า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะมีอายุยืนยาวกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไปแล้ว
ผมไม่อยากให้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเพียงเอกสารประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังต้องรู้จักผ่านการศึกษาค้นคว้า และจดจำว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกขานว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
หากแต่หวังเห็นคนรุ่นเราทุกหมู่เหล่าร่วมด้วยช่วยกันแผ้วถางทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอีกซักฉบับพอเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราท่านในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึง “#8กุมภากาเห็นชอบ” ขอบคุณครับ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ร้อง กกต. ไม่มีอำนาจสั่งลบคลิป 'แม่แนน น้องสมาร์ท' รณรงค์ “เห็นชอบ” ประชามติ, 28 ม.ค. 2569
- “ล้มล้างระบอบ-สถาบันฯ” รวมทุกเฉด "ไม่เห็นชอบ" ประชามติ รธน. ‘ขายกลัว’ ยัน ‘เฟคนิวส์’ หนักแค่ไหนในโซเชียล, 27 ม.ค. 2569
- ล้วงรอบก่อน ลุ้นรอบหน้า ข้อมูลเลือกตั้ง ‘66 ทำการบ้านให้นักวิเคราะห์ในวงสภากาแฟ, 7 ก.พ. 2569
- โค้งสุดท้าย สรุปปราศรัยเด็ด ‘พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์’, 7 ก.พ. 2569
ฝ่ายไม่เห็นชอบประชามติ ห่วงกระทบสถาบันหลัก แก้ไขรัฐธรรมนูญประชาชนได้อะไร

นพดล เชื้อสาย ตัวแทนฝ่ายไม่เห็นชอบประชามติ ที่มา: กกต.เชียงใหม่
นพดล เชื้อสาย ฝ่ายไม่เห็นชอบประชามติ ระบุว่า การที่มีพรรคการเมืองหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านสามสถาบันหลัก ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ฝ่ายตนจึงไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ เพื่อป้องกันการเปิดช่องโหว่ในการแก้ไขบทบัญญัติหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 ฝ่ายตนเป็นห่วงว่าสถาบันหลักของประเทศจะกระทบกระเทือน จากช่องโหว่ทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นมีประชามติผ่าน และมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดดังกล่าว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองใหม่ และหากมีแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อะไร การจัดการออกเสียงประชามติครั้งนี้เหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า
ส่วนฝ่ายที่แสดงความเห็นอื่นๆ ได้เสนอว่า ประเด็นการออกเสียงประชามติ ไม่ควรจะเป็นความขัดแย้ง หากเสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากัน อาจจะต้องจัดการออกเสียงใหม่ ประชาชนควรจะรวมตัวลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้พรรคใดพรรคหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แก้ไขปัญหาทั้งหมด ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนมาทำการออกเสียงประชามติซ้ำอีก นอกจากนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นการออกเสียงประชามติ บางส่วนมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อาจจะแก้บางมาตราที่เป็นปัญหาก็เพียงพอแล้ว และหากแก้ไขแล้ว ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อย่างไร
ชำนาญ จันทร์เรือง หนุนเห็นชอบประชามติ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

ชำนาญ จันทร์เรือง ที่มา: กกต.เชียงใหม่
ชำนาญ จันทร์เรือง นักกฎหมายอาวุโส อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวสนับสนุนการออกเสียงประชามติว่า ตัวเขาอายุ 69 แล้ว ได้เห็นรัฐประหารมา 8 ครั้ง ก็อยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่น รัฐธรรมนูญโดยหลักการคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ในฐานะที่เป็นกฎหมายซึ่งมนุษย์เป็นผู้ร่างขึ้น ย่อมสามารถแก้ไขได้ และการตัดสินใจดังกล่าวควรอยู่ที่ประชาชน พร้อมโต้แย้งข้อกังวลเรื่องทำประชามติใช้งบประมาณสูงว่า แม้การทำประชามติควบคู่การเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้งบประมาณราวเจ็ดพันกว่าล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับนโยบายของรัฐบาลเรื่องอื่นๆ นโยบายแจกเงินต่างๆ ใช้เงินหลายหมื่นล้าน การจัดประชามติเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าในระบอบประชาธิปไตยนับว่าคุ้มค่า
ชำนาญอธิบายว่า คำถามประชามติครั้งแรกเป็นเพียงการเปิดทางให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยรายละเอียดเนื้อหาว่าจะแก้ไขหรือคงไว้เรื่องใด เป็นอำนาจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 255 ที่ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และเมื่อร่างฯ เสร็จสิ้นก็ยังต้องนำกลับมาถามประชามติอีกครั้ง ย้ำว่าการทำประชามติไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ
เขากล่าวด้วยว่า การทำประชามติครั้งนี้ สามารถรรณรงค์ไม่เห็นชอบได้ ในขณะที่การทำประชามติเมื่อปี 2559 มีการจับกุม ดำเนินคดี คนที่ออกมารณรงค์ไม่เห็นชอบ
สำหรับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา แทนการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชำนาญในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เขาเห็นว่าเป็นเรื่องทำได้ยาก เพราะบทบัญญัติต่างๆ เชื่อมโยงกันทั้งฉบับ การแก้เพียงบางมาตรามักกระทบมาตราอื่น และที่ผ่านมาแม้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่า 20 ฉบับ ก็ไม่ผ่านวุฒิสภา ร่างแก้ไขสำเร็จเพียงครั้งเดียวคือการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ เขาจึงเห็นว่า ตราบใดที่ยังมีวุฒิสภาชุดปัจจุบัน การแก้รายมาตราแทบไม่มีทางเดินหน้าได้
ชำนาญยังชี้ว่า การทำประชามติและการแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องโดยตรง เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 แทบไม่กล่าวถึงการกระจายอำนาจ ทำให้ท้องถิ่นขาดอิสระด้านรายได้และการพัฒนา หากรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บรายได้และวางแผนพัฒนาได้เอง เศรษฐกิจฐานรากย่อมเติบโตไปพร้อมกับประชาธิปไตย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การถอดถอนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้อยู่ในมือประชาชน หากแต่อยู่ที่อำนาจศาล ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นอีกเหตุผลที่ควรเปิดทางให้มีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
ในช่วงท้าย นพดล สุยะ ผู้อำนวยการ กกต.เชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่มีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศ แม้จะมีความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง แต่ก็ไม่ขัดแย้งกันรุนแรง โดยความคิดที่แตกต่างของคนในสังคม คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย และทาง กกต.เชียงใหม่ ให้คำมั่นสัญญาจะจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม
ซึ่งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลา 08.00-17.00 น. พี่น้องประชาชนชาวไทยจะเข้าคูหา กาบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ โดยใบแรก เลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต และใบที่สอง เลือกผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และการออกเสียงประชามติ ซึ่งคำถามที่ กกต.กำหนดคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ทั้งนี้ผู้อำนวยการ สำนักงาน กกต.เชียงใหม่ คาดว่าจะสามารถทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติอย่างไม่เป็นทางการ ในเวลา 22.00 น.ของวันดังกล่าว
