คุยกับทหาร-ประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติที่เขตดุสิต (แขวงนครไชยศรี) และบางซื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 33-40 ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา แยกเกียกกาย กรุงเทพฯ อดีตทหารอายุ 70 ปี หวังการเลือกตั้งครั้งนี้ได้นายกฯ ที่แก้ปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ ไม่แบ่งค่ายสีต่างๆ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ส่วนพลทหารวัย 25 ปี คาดหวังนโยบายเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนทหารให้พอเลี้ยงชีพพลทหารได้
8 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. เป็นต้นมา ที่ศูนย์นันทนาการเกียกกาย ซึ่งเป็นจุดเลือกตั้งของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตดุสิต (แขวงนครไชยศรี) และบางซื่อ หน่วยเลือกตั้งที่ 33-40 ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา แยกเกียกกาย กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวประชาไทลงพื้นที่ สบตาสัมภาษณ์ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะความเห็นเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ปัญหาที่อยากให้แก้ไข และความหวังต่อการเลือกตั้ง
สำหรับที่หน่วยเลือกตั้ง ภายในศูนย์นันทนาการเกียกกาย ถือเป็นหน่วยเลือกตั้งที่พิเศษ เนื่องจากมีหน่วยงานทางทหารตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันหลายหน่วยงาน เช่น กรมการอุตสาหกรรมทหาร กองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (พล.ปตอ.) กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ และอื่นๆ
ขณะที่บรรยากาศการมาใช้สิทธิของประชาชน ผู้สื่อข่าวพบว่า มีผู้รับราชการทหาร และประชาชน เดินทางเข้ามาใช้สิทธิจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงเช้า โดยผู้รับราชการทหารมีทั้งขับมอเตอร์ไซค์ เดินเท้า และนั่งรถยนต์ มาใช้สิทธิเลือกตั้งและทำประชามติ




ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์กับพันเอกเพิ่มยศ คุ้มเยาว์ อายุปาไป 70 ปีแล้ว อาศัยอยู่ในหน่วยงานทหาร เขตดุสิตมาตั้งแต่เกิด ทำงานเสริมรายได้เป็นไรเดอร์ แต่ในอดีตเพิ่มยศ เคยดำรงตำแหน่งรับราชการทหารจนเกษียณอายุการทำงาน
“ผมย้ายไปหลายที่ อันดับแรกผมอยู่กรมขนส่งสะพานแดง ย้ายมาอยู่ทหารม้า เสร็จแล้วย้ายไปอยู่กรมข่าวจนเกษียณเป็นพันเอกพิเศษ เป็นหัวหน้างบประมาณ” อดีตทหาร กล่าวด้วยความยิ้มแย้ม
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยากรับราชการทหาร เพิ่มยศ อธิบายว่า มันเป็นเรื่องความภูมิใจในอาชีพ และเขาอยู่ในครอบครัวที่รับราชการทหารอยู่แล้ว เราเห็นรุ่นพ่อรุ่นอาทำงานจนเกษียณ เราก็เห็นและเราก็ภูมิใจในการรับใช้ประเทศ ช่วยประชาชน และมันถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เกิด มันก็เลยอยากทำงาน
เพิ่มยศ ใช้สิทธิเลือกตั้งมาโดยตลอด และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เขาบอกว่าเขาภูมิใจที่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และหลานเขาก็ดีใจที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขามีสิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ เขายืนยันด้วยว่า ตลอดชีวิตการเลือกตั้งของเขา ผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานทหารไม่มีการชี้นำให้เลือกพรรคการเมืองไหน หรืออย่างไร
“ส่วนตัวเราเคยเป็นทหารมา มันดีอย่าง เขาไม่มีการชี้นำ ไม่มีการพูดถึง เขาไม่พูดเรื่องการเมือง และจะไม่มีการมาถามว่า ‘เลือกใคร’ ไม่มีการชี้นำเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาเลย ตั้งแต่ชีวิตรับราชการ จนถึงเกษียณ เราไม่เคยได้ยินว่าหน่วยงานทหาร หรือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงมาชี้นำ ไม่เคยมี” เพิ่มยศ กล่าว

พันเอกเพิ่มยศ คุ้มเยาว์ อดีตทหาร
ทหารชอบพรรคการเมืองที่มีนโยบายแบบไหน เพิ่มยศ มองว่า ทหารเขาไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจเลย ดีไม่ดี ถามแม่ค้าตลาดนัดดีกว่า เพราะทหารรับราชการเราทราบอยู่แล้วว่า เงินเดือนของทหารเท่าไร เราก็เป็นการจัดสรรแล้วว่า เรามีค่าใช้จ่ายอย่างนี้ รายได้เราคงที่ มันเลยทำให้ทหารไม่ค่อยสนใจเรื่องเศรษฐกิจ
อดีตทหาร กล่าวต่อว่า ทหารเขาดูนโยบาย เขาดูที่การเชิดชูสถาบันหลักของชาติเป็นอันดับ 1 คือเราโดนปลูกฝังเป็นทหาร ทหารทุกคนปกป้องรักษาราชบัลลังก์ และประเทศ เราร่ำเรียนประวัติศาสตร์มาตั้งสมัยสุโขทัยและอยุธยา เราเลยมีความภูมิใจในพระมหากษัตริย์ แต่เขาไม่ไปปลูกฝังลูกหลานให้ต้องเชื่อตามเขา ไม่ใช่ว่าต้องเชื่อผู้ใหญ่ และไม่ใช่ต้องมองว่าผู้ใหญ่มีความรู้มากกว่าเด็ก
"ทหารสมัยนี้เหมือนเขาไม่ได้ปลูกฝังลูกหลานกัน ปล่อยให้เด็กคิดเอง" เพิ่มยศ กล่าว
ส่วนนโยบายที่เขาสนใจ เพิ่มยศ มองว่า เรื่องเศรษฐกิจไม่อยู่ในหัว เราดูเรื่องคุณภาพการใช้ชีวิต การจราจร และสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลอง เขาสนใจเรื่องพวกนี้ และเราเคยไปต่างประเทศ เราก็รู้สึกว่าบ้านเมืองต่างประเทศเขาดี
เมื่อสื่อถามว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีผลต่อการเลือกพรรคการเมืองหรือไม่ เพิ่มยศ ในฐานะที่มีชีวิตข้ามผ่านช่วงสงครามเย็น และเคยไปที่หนองจานในอดีต เขาคิดว่า นโยบายความมั่นคงหรืออะไรที่บอกว่าเราต้องแข็งกร้าว ถ้าในมุมมองของทหารชั้นผู้น้อย เขาก็มองว่าทหารชาติอื่นๆ ก็พวกเดียวกันคุยกัน พอมันมีสถานการณ์กัมพูชา ผู้บังคับบัญชาสั่งมามันก็ต้องดำเนินการ ต้องปกป้องประเทศ แต่ในใจเขาไม่ได้จงเกลียดจงชังกันแบบต่างประเทศ หรือโลกตะวันตก ที่เหยียดสีผิวคนดำ
“เขาไม่ได้อะไรกันคนไทย ลืมง่าย คนไทยไม่มีหรอกไปรังเกียจเดียดฉันท์ เหตุการณ์สงบ มันก็มากอดคอค้าขายกันเหมือนเดิม ขนาดพม่า เราเคยคิดรังเกียจเดียดฉันท์ไหม แบ่งชนชั้นแบบยุโรป หรือสีผิว ไม่มีหรอก ทหารไม่เคยเลย” เพิ่มยศ กล่าว
ความคาดหวังสำหรับเพิ่มยศ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาอยากให้คนที่บริหารประเทศช่วยแก้ไขปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ ที่เราจะเห็นเป็นค่ายสีต่างๆ จริงๆ เราไม่ควรแบ่งเป็นสีแบบนี้ อยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะได้เอาเวลาไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ เพราะสุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือประชาชนที่ไม่สามารถทำมาค้าขายได้ ส่วนเรื่องปราบปรามคอร์รัปชัน เขามองว่าเรามีหน่วยงานที่ทำงานปราบปรามหรือตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว เขาคิดว่าประชาชนไม่ได้สนใจเรื่องปัญหาคอร์รัปชันมากเท่ากับเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจมันเกี่ยวกับเรื่องปากท้อง


‘นิว’ (นามสมมติ) ชาว กทม.ตั้งแต่เกิด อายุ 25 ปี ปัจจุบันรับราชการทหาร และมาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ยังรู้สึกตื่นเต้น และมีนโยบายที่ทั้งชอบและไม่ชอบ เพราะว่าเราเป็นข้าราชการทหาร เราก็จะชอบนโยบายเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนทหาร โดยเฉพาะพลทหาร เพราะเราเคยได้ยินมาว่าเงินเดือนของทหารมันไม่พอประทังชีพ หรือโดนหักเงินไปบ้าง เราก็อยากให้มันพอเลี้ยงชีพตัวเองได้ และพลทหารได้ เพราะว่าบางคนอาจจะมีภาระหน้าที่อื่นๆ
“ผมเห็นใจพวกน้องพลทหารอะไรแบบนี้” นิว กล่าว
“เงินเดือนพลทหารสำหรับผม มันน้อย น้อยมาก ตอนเข้ามาแรกๆ เราได้เงิน 11,000-12,000 บาท แต่พอเข้ามาแล้ว ผมโดนหักค่ากิน ทุกๆ อย่าง และก็เงินเดือนจริงๆ มันได้แค่ 8,000 บาท นายสิบ หรือสิบเอก ได้เงิน 15,000-16,000 บาท มันไม่พอ จ่าบางคนได้เงิน 20,000 ต้นๆ ยังไม่พอกิน” นิว กล่าว
สำหรับความคาดหวังการเลือกตั้งครั้งนี้ นิว บอกว่า ขอให้คนที่ผมเลือกได้เป็นนายกฯ ดีกว่า
แจ๊ค (สงวนชื่อ-นามสกุล) ชาวกรุงเทพฯ อายุ 57 ปี รับราชการทหาร มองว่า เขาอยากให้พรรคการเมืองมีความมุ่งมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก็พอแล้ว
แจ๊ค มองว่า ทหารไม่ได้สนใจเรื่องสถานการณ์ชายแดนเท่าไร แต่เขาสนใจพรรคการเมืองที่รัก และดูแลเรา เขามองแค่นั้น
“อยากให้ดูแลชาติ บ้านเมืองให้ดีก็แล้วกัน” แจ๊ค กล่าว

แพรวา
‘แพรวา’ (สงวนชื่อ-นามสกุล) อายุ 23 ปีแล้ว เป็นนักศึกษาฝึกงาน ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของเธอ สำหรับการเลือกครั้งนี้ เธอรู้สึกว่า เพิ่งเลือกตั้งไปไม่นานก็กลับมาเลือกอีกแล้ว แต่ก็ยังออกมาใช้สิทธิฯ เพราะว่าเราอยากเห็นอนาคตมันเดินไปข้างหน้า
แพรวา กล่าวต่อว่า เรื่องที่อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขน่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ มันอาจจะใช้เวลานาน แต่มันสำคัญกับคนในประเทศ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าเห็นคนไร้บ้านมีจำนวนมากขึ้น คนหางานได้ยากขึ้น ค่าใช้จ่ายในปัจจุบันก็สูงขึ้น
แพรวา บอกว่า เรื่องการหางานก็มีความกังวลเหมือนกัน ส่วนในอนาคตเธอมีความฝันอยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ชอบคอนเทนต์เกี่ยวกับการฆาตกรรม ช่องของ ‘ฟาโร’ ไม่ใช่เพราะว่าจะเอาไปทำอะไรใคร แต่เธอมีความสนใจเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์
ความหวังของเธอต่อการเมือง คือ อยากให้คนที่เข้ามาทำงานบริหารประเทศ นำพาประเทศไปให้ดีกว่านี้ ไม่ต้องดีมากก็ได้ แต่อยากให้ดีกว่าเดิมจากตอนนี้ อยากให้ประเทศได้พบความเจริญสักที
