Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID สะท้อนปัญหาการบังคับสูญหายในบริบทการปราบปรามข้ามพรมแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเสนอให้ไทยปฏิรูปกฎหมาย รับรอง OPCAT และยึดหลักไม่ส่งกลับอย่างเคร่งครัด

11 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แจ้งว่า ได้เข้าร่วมส่งข้อมูลและข้อเสนอเกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทปราบปรามข้ามพรมแดน (Enforced Disappearance in the Context of Transnational Repression) แก่คณะกรรมการว่าด้วยการบังคับสูญหาย (CED) และคณะทำงานว่าด้วยการบังคับสูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจ (WGEID) หลังจากที่ทั้งสองกลไกได้ร่วมกันประกาศขอรับข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน โดยคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID จะนำข้อมูลที่ได้รับไปเป็นส่วนหนึ่งในการใช้จัดทำแถลงการณ์ร่วม (Joint statement) เกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามพรมแดน

การยื่นรายงานฉบับนี้ต่อคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุถึงรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเผด็จการที่ช่วยจัดการผู้เห็นต่างทางการเมืองร่วมกัน โดยมีทั้งกรณีนักกิจกรรมไทย 9 ราย ที่หายสาบสูญในประเทศเพื่อนบ้าน และกรณีที่ทางการไทยจับกุมส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม กัมพูชา และชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางแม้จะเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ตาม นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นก้าวสำคัญทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างสำคัญ เช่น กฎหมายความมั่นคงที่ให้อำนาจควบคุมตัวโดยไม่มีการตรวจสอบ และการขาดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมข้ามพรมแดน

รายงานฉบับนี้ยังได้รวบรวมเหตุการณ์สำคัญในช่วงปี 2557 จนถึงต้นปี 2569 เพื่อสะท้อนถึงวิกฤตความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง เช่น การสังหารนายลิม กิมยา นักการเมืองชาวกัมพูชาในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมกราคม 2568 และการส่งกลับชาวอุยกูร์ 48 คน ไปยังประเทศจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 CrCF จึงเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อยกเลิกอายุความสำหรับความผิดฐานบังคับสูญหาย รับรองความตกลง OPCAT เพื่อให้มีการตรวจสอบสถานกักกันอย่างอิสระ และยึดถือหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อย่างเคร่งครัดตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศอย่าง INTERPOL เพิ่มความระมัดระวังในการออกหมายแดง เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการไล่ล่าผู้ลี้ภัย

โฆษณา - Advertising

โครงการแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมสมัยที่ 29 เดือนกันยายน 2568 คณะกรรมการ CED ได้มีมติรับรองเอกสารแนวคิด ซึ่งระบุวัตถุประสงค์หลักและขอบเขตที่เป็นไปได้ของแถลงการณ์ร่วมที่จะจัดทำเกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามพรมแดน ต่อมาในวาระการประชุมร่วมประจำปีระหว่างคณะทำงาน WGEID และคณะกรรมการ CED ในเดือนกันยายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงดำเนินงานนี้ร่วมกัน  และประกาศรับข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ  รัฐภาคี ผู้เสียหาย องค์กรภาคประชาสังคม สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค และแวดวงวิชาการ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีการส่งหนังสือสื่อสารร่วมจากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษหลายรายไปยังรัฐสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไทย และเวียดนาม) เพื่อแสดงความกังวลต่อรูปแบบความร่วมมือที่ปรากฏระหว่างบางรัฐในภูมิภาค ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการบังคับให้สูญหาย การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการส่งตัวบุคคลข้ามแดน ผู้เชี่ยวชาญได้ย้ำอย่างชัดเจนถึงพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคุ้มครองตามหลักไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) ซึ่งต้องถือเป็นหลักการที่เด็ดขาด

ทั้งนี้ ประเทศไทยยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567  

CrCF ขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจร่วมกันติดตามความคืบหน้าของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เพื่อติดตามข้อมูลความคืบหน้า ข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID ต่อประเด็นการบังคับสูญหายในบริบทการปราบปรามข้ามพรมแดนต่อไป

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising