พรรคประชาชนแถลงตรวจสอบเลือกตั้ง ชี้ปมบาร์โค้ด - QR Code บัตรเลือกตั้งอาจกระทบหลักการลงคะแนนลับ เตรียมยื่นฟ้อง กกต. ตาม ม.157 พร้อมเรียกร้องเปิดข้อมูลรายหน่วยและเร่งสอบกรณีพบเอกสาร 5/11 ในบ่อขยะสมุทรปราการ - 'ไทยสร้างไทย' จ่อฟ้อง กกต. พบหลักฐานเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม
14 กุมภาพันธ์ 2569 NBT Connext รายงานว่า นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้งประจำปี 2569 โดยยืนยันว่าการดำเนินการของพรรคมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง มิใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือปฏิเสธความพ่ายแพ้
นายพริษฐ์กล่าวย้ำว่า ตลอดช่วง 4 - 5 วันที่ผ่านมา ภาคประชาชนที่ติดตามตรวจสอบไม่ได้มีเจตนามุ่งเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง แต่เห็นความจำเป็นในการตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของประชาชนทุกคนได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะลงคะแนนให้พรรคใดก็ตาม อีกทั้งต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องหรือจงใจทุจริตต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพื่อวางรากฐานการเลือกตั้งที่ประชาชนเชื่อมั่นได้ในอนาคต
นายพริษฐ์กล่าวถึง กรณีบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง โดยอ้างถึงการแถลงข่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันก่อน ซึ่งระบุว่ารหัสบนบัตรสามารถระบุเลขที่บัตรได้อย่างเจาะจง และเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ์ในแต่ละหน่วยเลือกตั้งได้ ซึ่งพรรคมองว่าเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากโดยหลักการทั่วไป การลงคะแนนเสียงเป็นความลับ เมื่อหย่อนบัตรแล้วไม่ควรสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการเชื่อมโยงระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ ก็อาจทำให้ในทางทฤษฎีสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนในบัตรใบใด
นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้ กกต. จะชี้แจงว่าบัตรและต้นขั้วถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย แต่หากพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรายใดทราบข้อมูล QR Code ล่วงหน้า ก็อาจออกแบบกระบวนการตรวจสอบได้โดยไม่ต้องเข้าถึงต้นขั้ว เช่น การส่งผู้สังเกตการณ์ไปบันทึกภาพระหว่างการนับคะแนน แล้วนำรหัสไปตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ที่อาจกระทบต่อหลักความลับของการลงคะแนน
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมีกรรมการประจำหน่วยบางรายสมรู้ร่วมคิดกับผู้สมัคร ก็อาจถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้ แม้ กกต. จะยืนยันว่าออกแบบระบบเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคเห็นว่าการออกแบบดังกล่าวอาจเปิดช่องโหว่และกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง รวมถึงความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ์
พรรคยังแสดงความกังวลว่า หากข้อมูลบัตรและต้นขั้วถูกจัดเก็บไว้ แล้วเกิดการรั่วไหลในอนาคต อาจทำให้สามารถทราบได้ว่าประชาชนรายใดลงคะแนนให้พรรคใด ซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหวและอาจสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในอนาคต
ในส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมาย พรรคประชาชนได้มอบหมายให้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ทีมกฎหมายของพรรค รวบรวมข้อเท็จจริงและจัดทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและเลขาธิการ กกต. ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหาย
นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกรณีจำนวนผู้ใช้สิทธิ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) และแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ในบางเขตเลือกตั้งมีจำนวนไม่เท่ากัน โดยหลักการแล้วควรมีจำนวนเท่ากัน หรือหากมีข้อผิดพลาดควรแตกต่างเพียงเล็กน้อยระดับหลักหน่วย
อย่างไรก็ตาม มีหลายเขตพบตัวเลขต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสงขลา มีส่วนต่าง 13,670 คน ทั้งนี้ พรรคยืนยันว่าข้อสังเกตดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลที่ปรากฏบนบอร์ดรายงานผลประจำเขตเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ กกต. ตามที่มีการชี้แจงว่าเกิดความผิดพลาดในการรายงานผลออนไลน์
โดยพรรค เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลรายหน่วยเพิ่มเติม โดยเฉพาะเอกสารแบบ 5/18 ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เปิดเผยอยู่แล้ว และเอกสารแบบ 5/11 แม้ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่หากเปิดเผยจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคลายข้อสงสัยได้
ด้านนายกิตติชัยกล่าวว่า พรรคได้รวบรวมประเด็นร้องเรียนเพื่อส่งให้ กกต. ตรวจสอบรวม 17 เรื่อง ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ที่เปิดรับข้อมูลจากภาคประชาชนมีเรื่องร้องเรียนกว่า 4,000 กรณี โดยตรวจสอบแล้วพบว่ามีประมาณ 1,260 กรณีที่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการยื่นร้องเรียน ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการส่งต่อให้ผู้สมัครในพื้นที่ดำเนินการคัดค้านการประกาศผลต่อไป
ระหว่างการแถลงข่าว นายกิตติชัยได้เปิดคลิปวิดีโอที่ระบุว่าเป็นบ่อขยะแห่งหนึ่งหลังแฟลตเทศบาลในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งพบการทิ้งอุปกรณ์จัดการเลือกตั้ง รวมถึงเอกสารแบบ 5/11 ที่ใช้ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผู้พบเห็นได้ลงบันทึกประจำวันไว้กับตำรวจแล้ว
นายกิตติชัยตั้งข้อสังเกตว่า จุดรวมหีบบัตรในเขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ห่างจากจุดพบเอกสารประมาณ 8 กิโลเมตร พร้อมเรียกร้องให้ กกต. จังหวัดสมุทรปราการเร่งตรวจสอบและชี้แจงโดยเร็ว เนื่องจากการทำลายเอกสาร 5/11 ต้องมีมติจาก กกต. ภายหลังการประกาศผลและเมื่อไม่มีคำร้องคัดค้านแล้วเท่านั้น
สำหรับประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล นายพริษฐ์กล่าวว่า เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กได้ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล และจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านโดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนคาดหวังความชัดเจนเรื่องวาระร่วมของพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนกรณีที่นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.ของพรรค ออกมากล่าวอ้างว่าพรรคประชาชนมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) นายพริษฐ์ยืนยันว่า พรรคไม่มีการว่าจ้างบุคคลหรือบริษัทใดดำเนินการดังกล่าว และอยู่ระหว่างพิจารณากระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย
สำหรับบริษัทไอสเปกเตอร์ ซี ที่เคยรับจ้างผลิตสื่อให้พรรค หากใช้งบประมาณจากกองทุนก็ต้องชี้แจงตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่าชั้น 4 ของอาคารพรรคเป็นที่ทำการฝ่ายทะเบียนและฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินการปฏิบัติการข่าวสารใด ๆ และหากมีข้อวิจารณ์ที่คลาดเคลื่อน พรรคจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ขณะที่กรณีเป็นความเห็นส่วนบุคคลก็ให้ประชาชนเป็นผู้พิจารณาเอง
'ไทยสร้างไทย' จ่อฟ้อง กกต. พบหลักฐานเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม
สำนักข่าวไทย รายงานว่า พรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ ร่วมกันแถลงข่าวก่อนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย
นายศุชัยวุธ พรรคไทยสร้างไทย ขอย้ำว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51 ให้สิทธิประชาชน ร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
ขณะนี้พรรคไทยสร้างไทย ได้รับข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากประชาชนจำนวนมาก ที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขต ที่มีจำนวนห่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่ากกต. ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่อย่างไร อันอาจจะเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น ตามป.อาญา มาตรา157
ด้านนายภัชริ ยังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แต่จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพบว่ามีการระบุรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่สามารถสืบสาวกลับไปยังต้นขั้วและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อันอาจขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ แม้ กกต. จะอ้างว่าจะมีการจัดเก็บอย่างดีเพื่อเป็นความลับ และปลอดภัย
พรรคไทยสร้างไทย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากการจัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224(1) (2) มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สืบไป
