Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานจากสื่อ CalMatters เผยนโยบายเข้มงวดตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ซ้ำเติมวิกฤตดูแลเด็กในแคลิฟอร์เนีย แรงงานเกือบ 40% เป็นผู้เกิดต่างประเทศ หลายครอบครัวหวาดกลัวจนไม่กล้าส่งลูกไปศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้บุคลากรหาย ห้องเรียนว่าง และเด็กต้องเผชิญความไม่แน่นอนในชีวิต


ภาพจาก: Dave Woody/CalMatters

ในเช้าวันธรรมดาวันหนึ่งที่นครลอสแอนเจลิส คุณแม่ยังสาวคนหนึ่งได้นำลูกวัย 2 ขวบและ 4 ขวบไปส่งที่ศูนย์ดูแลเด็กซึ่งตั้งอยู่ในบ้านของเพื่อนบ้าน เนื่องจากวันนั้นเป็นวันเกิดของลูกวัย 2 ขวบ เธอจึงได้นำของว่างมาฝากพนักงานและเด็ก ๆ เป็นเค้กสีแดงลายการ์ตูน ซึ่งเป็นของโปรดของลูกชายด้วย

หลังจากนั้นเธอจึงเดินทางไปทำงานในฐานะพนักงานทำความสะอาดสำนักงาน และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผู้ดูแลเด็กได้เห็นหน้าเธอ

โฆษณา - Advertising

“เธอถูกจับกุมตัวไป” อาเดรียนา (Adriana) ผู้ให้บริการดูแลเด็กกล่าว โดยเธอขอให้ระบุเพียงชื่อต้นเท่านั้น เพราะแม้จะเป็นผู้อยู่อาศัยที่ถูกกฎหมายใน สหรัฐอเมริกา แต่เธอก็ยังหวาดกลัวต่อการถูกเนรเทศโดยมิชอบ นอกจากนี้เธอยังขอไม่เปิดเผยชื่อของคุณแม่และเด็ก ๆ อีกด้วย “พวกเด็ก ๆ มักจะถามว่า ‘แม่ไปไหน? แม่ไปไหน?’ มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับพวกเราที่เป็นผู้ดูแลที่จะอธิบาย และมันเป็นเรื่องที่บีบคั้นหัวใจเหลือเกิน”

การกวาดล้างผู้ย้ายถิ่นฐานอย่างหนักหน่วงของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการดูแลเด็ก ทั้งในส่วนของครอบครัวและผู้ให้บริการ โดยในรัฐแคลิฟอร์เนีย เกือบ 40% ของแรงงานเป็นผู้ที่เกิดในต่างประเทศ และพ่อแม่มากกว่าหนึ่งล้านคน ทั้งที่เป็นกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานและกลุ่มอื่น ๆ ต่างต้องพึ่งพาผู้ให้บริการดูแลเด็กเพื่อให้สามารถออกไปทำงานได้

การขาดงานและห้องเรียนที่ว่างเปล่า

รายงานหลายฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า นับตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ศูนย์ดูแลเด็กหลายแห่งต้องสูญเสียบุคลากร ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานที่หวาดกลัวการออกมาทำงาน รวมถึงสูญเสียกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งไม่กล้าพาบุตรหลานมาส่งที่ศูนย์ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับกุมและต้องพลัดพรากจากลูก

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งจาก ศูนย์เพื่อการศึกษาการจ้างงานด้านการดูแลเด็กแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (Center for the Study of Child Care Employment at University of California, Berkeley - CSCCE) พบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นขยายวงกว้างไปในหลายด้าน

โฆษณา - Advertising

“นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรผู้ย้ายถิ่นฐาน ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อแรงงานในภาคการศึกษาปฐมวัย (Early Childhood Education - ECE) ที่เป็นผู้ย้ายถิ่นฐานเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของระบบการศึกษาปฐมวัยที่เปราะบางอยู่แล้ว ซึ่งทั้งเด็ก ครอบครัว และบุคลากรวิชาชีพทั้งที่เป็นผู้ย้ายถิ่นฐานและไม่ใช่ผู้ย้ายถิ่นฐานต่างต้องพึ่งพาอาศัย” คณะผู้จัดทำรายงานระบุ

ตามข้อมูลจาก New America ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางเสรีนิยมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่าการสูญเสียบุคลากรและรายได้ส่งผลกระทบต่อทุกครอบครัว ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานเท่านั้น เพราะนั่นหมายความว่าตลาดการดูแลเด็กที่ตึงตัวอยู่แล้วยิ่งหดตัวลงไปอีก

สภาผู้ย้ายถิ่นฐานอเมริกัน (American Immigration Council - AIC) ซึ่งเป็นองค์กรด้านการวิจัยและรณรงค์ ระบุในรายงานว่า “การบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างก้าวร้าวได้ส่งผลให้เกิดการปิดตัวของศูนย์ดูแลเด็ก ห้องเรียนที่ว่างเปล่า และการขาดเรียนในศูนย์ดูแลเด็กกลางวันของบางชุมชนไปแล้ว”

‘ใหญ่เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้’

รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นบ้านของเด็กทารกและเด็กวัยหัดเดินประมาณ 1.7 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยช่วงหนึ่งในสถานดูแลเด็กขณะที่พ่อแม่ไปทำงาน โดยมีทั้งที่ลงทะเบียนในศูนย์ดูแลเด็กที่ได้รับใบอนุญาต บางส่วนมีพี่เลี้ยงเด็ก และบางส่วนเป็นการฝากดูแลแบบไม่เป็นทางการกับเพื่อนบ้านหรือสมาชิกในครอบครัว

โฆษณา - Advertising

ความตึงตัวของอุตสาหกรรมการดูแลเด็กได้กลายเป็นภาระเพิ่มเติมสำหรับครอบครัวที่ต้องแบกรับทั้งภาระงานและชีวิตส่วนตัวอยู่แล้ว เนื่องจากบริการดูแลเด็กในแคลิฟอร์เนียมีราคาแพงและหาได้ยาก ซึ่งการกวาดล้างผู้ย้ายถิ่นฐานยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์นี้รุนแรงขึ้น

“ผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับผู้หญิงนั้น ใหญ่หลวงเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้” แพทริเซีย โลซาโน (Patricia Lozano) ผู้อำนวยการบริหารของ Early Edge California องค์กรที่รณรงค์ด้านการศึกษาปฐมวัยกล่าว

แต่กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเด็ก ๆ เธอกล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่เด็กบางส่วนจะต้องสูญเสียผู้ดูแลที่คุ้นเคยไปเท่านั้น แต่เด็กที่มีผู้ปกครองเป็นผู้ย้ายถิ่นฐานอาจต้องเผชิญกับความเครียดภายในบ้านและการหยุดชะงักของกิจวัตรประจำวัน

“เด็ก ๆ จะได้รับประโยชน์จากการไปศูนย์ดูแลเด็ก เพราะที่นั่นคือสถานที่ที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาวะของพวกเขา” โลซาโน กล่าว

โฆษณา - Advertising

กลุ่มของโลซาโน สนับสนุนให้ครอบครัวผู้ย้ายถิ่นฐานจัดทำแผนสำรองสำหรับบุตรหลานในกรณีที่ผู้ปกครองถูกจับกุม และควรแจ้งแผนดังกล่าวให้ผู้ให้บริการดูแลเด็กทราบด้วย นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังย้ำเตือนผู้ให้บริการว่าไม่ควรอนุญาตให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปในศูนย์ดูแลเด็ก เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะมีหมายค้นที่ลงนามโดยศาล

ทาง Early Edge California และกลุ่มอื่น ๆ รวมถึง สหภาพแรงงานผู้ให้บริการดูแลเด็ก (Child Care Providers United - CCPU) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ให้บริการดูแลเด็กมากกว่า 70,000 รายใน รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เผยแพร่เว็บไซต์ All in for Safe Schools เพื่อให้คำแนะนำแก่โรงเรียนและศูนย์ดูแลเด็กในการช่วยเหลือครอบครัวผู้ย้ายถิ่นฐานและนักเรียนกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

“จงรู้ถึงสิทธิของตนเอง มีการวางแผน และเตรียมความพร้อมไว้เสมอ” โลซาโน กล่าว “และควรพูดคุยกับลูก ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยวิธีที่พวกเขาจะสามารถทำความเข้าใจได้”

‘พวกเขากำลังพุ่งเป้าไปที่ทุกคน’

อาเดรียนา ผู้ให้บริการดูแลเด็กในนครลอสแอนเจลิส ทำงานในธุรกิจนี้มานานถึง 23 ปี เธอดูแลเด็กประมาณ 12 คนในบ้านของเธอควบคู่ไปกับการเลี้ยงดูลูกของตัวเองอีก 4 คน ในวันที่เด็กชายวัย 2 ขวบฉลองวันเกิดด้วยเค้กลายการ์ตูน อาเดรียนาได้โทรศัพท์ติดต่อคุณยายของเด็ก ๆ หลังจากที่คุณแม่ไม่มารับลูกตามกำหนด

โฆษณา - Advertising

ด้วยความตกใจ คุณยายพยายามติดต่อแม่ของเด็กแต่ไม่สำเร็จ จึงมารับหลาน ๆ ไปอยู่ที่บ้านของเธอ ในที่สุดครอบครัวก็ได้ทราบความจริงว่า ทั้งพ่อและแม่ของเด็ก รวมถึงคุณลุง ต่างถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปยัง ประเทศโคลอมเบีย หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ คุณยายและเด็ก ๆ จึงตัดสินใจย้ายตามไปยังประเทศโคลอมเบียเช่นกัน เพื่อให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน อาเดรียนา เริ่มพกพาสปอร์ตติดตัวไปทุกที่ที่เธอเดินทางไป เธอยังเริ่มล็อกประตูรั้วทั้งสองบานที่บ้านของเธออย่างแน่นหนา และจะไม่เปิดประตูหน้าบ้านเด็ดขาดหากไม่รู้ว่าใครเป็นคนกดกริ่ง นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับผู้ปกครอง แม้กระทั่งกลุ่มที่มีสถานะพำนักถูกกฎหมาย เพื่อเตรียมแผนสำรองในกรณีที่พวกเขาถูกจับกุม

“ฉันอยู่ที่นี่อย่างถูกกฎหมาย แต่พวกเขากำลังพุ่งเป้าไปที่ทุกคน”เธอกล่าว “ฉันแค่รู้สึกกลัว จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูก ๆ ของฉันอยู่ที่โรงเรียนแล้วฉันไม่สามารถโทรหาได้? ฉันพยายามไม่ให้มันมากระทบตัวฉัน แต่มันก็วนเวียนอยู่ในความคิดลึก ๆ เสมอ”

เธอมักรู้สึกหงุดหงิดและไร้หนทาง แต่เธอก็พยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรให้แก่เด็ก ๆ ในความดูแล เพื่อให้พวกเขาได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ และช่วยบรรเทาความวิตกกังวลที่พวกเขาอาจได้รับมาจากที่บ้าน

“มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า (เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง) กำลังมุ่งเป้าไปที่คนทำมาหากิน ไม่ใช่คนร้าย” เธอกล่าว “พวกเขาคือคนที่พยายามหาเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตรอดไปวัน ๆ แต่หน้าที่ของฉันคือการดูแลเด็ก ๆ ดังนั้นเราจึงพยายามไม่ส่งต่อความหวาดกลัวนั้นไปสู่เด็ก”


ที่มา:
Child care in California was already hard to find — the immigration crackdown has made it worse (Carolyn Jones, CalMatters, 2 February 2026) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising