ศาลพิพากษาคดีทหารเกณฑ์ 'วรปรัชญ์' วัย 18 ปี ถูกซ่อมวินัยจนเสียชีวิต โดยศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก ครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้ายร่างกายอยู่กับผู้ตายคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลัง จากกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้
28 พ.ค. 2568 วานนี้ (27 พ.ค. 2568) ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 นัดฟังคำพิพากษาคดีทหารเกณฑ์ 'วรปรัชญ์' - วรปรัชญ์ พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์ชลบุรี อายุ 18 ปี โดนซ้อมจากการซ่อมวินัยจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก ครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้ายร่างกายอยู่กับผู้ตายคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลัง จากกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้
หลังฟังคำพิพากษาเกิดผล แก้วเกิด ทนายความจากสำนักงานกฎหมาย ทนายเกิดผล แก้วเกิด ที่เข้าให้ความช่วยเหลือทางคดีกับครอบครัวของวรปรัชญ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า คดีนี้หลังทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ถูกซ่อมวินัยจนเสียชีวิต ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกรวมทั้งหมด 13 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและป้องกันการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ 2565 มาตรา 5
โดยผลคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 สรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นครูฝึกทหารใหม่ของค่ายนวมินทร์ โดยมีจำเลยที่ 3 ถึง 13 เป็นทหารเกณฑ์และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยครูฝึกทหารเกณฑ์ร่วมกันทำร้ายผู้ตายหลายครั้ง หลายเวลา ต่างกรรมต่างวาระ อย่างทารุณโหดร้าย จนผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อ เนื่องจากพยานส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่และเป็นทหารเกณฑ์ในค่ายนวมินทร์ที่จำเลยทั้ง 13 สังกัดอยู่ และเห็นเหตุการณ์ซึ่งถือว่าเป็นประจักษ์พยานโดยตลอด หากไม่เป็นความจริง พยานซึ่งเป็นทหารเกณฑ์และเป็นทหารใหม่ก็คงไม่กล้าใส่ความหรือใส่ร้ายป้ายสีทั้งไม่มีสาเหตุโกรธเครื่องกับจำเลยทั้ง 13 แต่อย่างใด
นอกจากนั้น คำให้การของจำเลย ทั้ง 13 ก็ยังมีพิรุธสงสัย และมีการต่อสู้โดยปฏิเสธลอยๆ ทั้งที่ในชั้นพนักงานสอบสวนเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยทั้ง 13 เรื่องการทำร้ายร่างกาย พลทหารให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้ง 13 ให้การรับสารภาพ โดยไม่ให้รายละเอียดใดๆ แต่ต่อมาภายหลังจากที่พลทหารเสียชีวิต เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเป็นข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้ง 13 ก็ให้การปฏิเสธลอยๆ โดยไม่ให้รายละเอียด
ในทางพิจารณาคดีพยานหลักฐานของโจทก์และของจำเลยรับฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 13 ได้มีส่วนร่วมกันกระทำความผิดจริงตามฟ้อง เพียงแต่ต่างคนต่างทำ แต่ระยะเวลาและสถานที่ชัดเจนที่สุดว่าพลทหารเสียชีวิตในเวลาต่อมาเกิดจากการกระทำรุนแรงของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นครูฝึกได้ใช้ไม้ ทำร้ายโดยการทุบตี พลทหารจนถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
ศาลจึงมีคำพิพากษาว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 13 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ 2565 มาตรา 5 และมาตรา 35 วรรค 3 พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 ถึง 13 คนละ 10 ปี

แม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทหลังฟังคำพิพากษาว่า แม้ว่าศาลจะมีการตัดสินจำคุกครูฝึก 20 ปี ตนเองรู้สึกพอใจกับคำพิพากษาของศาลในเบื้องต้น แต่ยังรู้สึกว่าโทษดังกล่าวน้อยเกินไปสำหรับผู้กระทำความผิดที่ทำให้ลูกชายตนเองต้องเสียชีวิต ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เพิ่งอายุเพียง 18 ปี ถ้ายังมีชีวิตอยู่ลูกชายของตนสามารถสร้างคุณประโยชน์ได้มากกว่านี้ นอกจากนี้ผู้กระทำความผิดบางคนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรงแต่กระทำความเสียเอง ตอนนี้ทางครอบครัวได้ปรึกษากับทนายเกิดผลเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหนักขึ้น
ส่วนในคดีทางแพ่งครอบครัวได้ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า
แม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ระบุว่า ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ยังมีน้องชายทางฝั่งพ่ออีก 1 คน ทางฝั่งแม่อีก 1 คน ตนเองไม่สนับสนุนให้คนในครอบครัวไปเป็นทหารเกณฑ์อีกแล้ว การเกณฑ์ทหารไม่ได้น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือกำลังพลที่ไม่มีศักยภาพ ไม่มีสามัญสำนึกของคำว่าครูที่มาสอนทหารเกณฑ์

ด้านกองทัพบกออกหนังสือย้ำว่าคดีทำร้ายพลทหารใหม่ ศาลสั่งจำคุก 13 ราย ผิดทั้งวินัยและกฎหมาย ตามที่วันที่ 27 พ.ค. 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้อ่านคำพิพากษา ในคดีกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ซึ่งถูกครูฝึกและพลทหารรุ่นพี่ ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดชลบุรี โดยศาลมีคำพิพากษาชั้นต้นให้จำคุกผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง รวม 13 คน
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า คดีดังกล่าว ถือเป็นการกระทำผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ฝ่าฝืนนโยบายสำคัญของผู้บัญชาการทหารบก
ในนามของกองทัพบก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่ยังคงเป็นที่พึ่งอย่างดีให้สังคม ในการดำเนินการเพื่อให้คนที่ประพฤติไม่ดี ได้รับผลพวงจากสิ่งที่กระทำ ไม่ว่าบุคคลนั้นๆ จะเป็นใคร อยู่ในสถานะเป็นบุคลากรขององค์กรใด
สำหรับกรณีนี้ เป็นการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนร่วมอาชีพ เพื่อนร่วมองค์กร ที่เสมือนเป็นเพื่อนร่วมสมาชิกของครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่กองทัพบกไม่สามารถยอมรับได้ และจะร่วมกับทุกส่วนต่อสู้ให้ถึงที่สุด เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน
คดีนี้ ทางหน่วยต้นสังกัดและกองทัพบกได้สนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งหมดอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะกลไกกฎหมายทางวินัยทหาร ได้ถูกใช้อย่างเต็มระบบหลังเกิดเหตุทันที มีการควบคุมตัวผู้กระทำผิด ดำเนินการสอบสวนและลงโทษทางวินัยต่อผู้กระทำผิด รวมถึงผู้บังคับบัญชาโดยตรงในฐานะผู้ที่ต้องคอยกำกับดูแล
นอกจากนี้ ในระหว่างการสอบสวน มีผู้กระทำผิดบางราย พยายามหลบหนีออกจากหน่วยทหาร และเจตนาหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรม แต่ทางต้นสังกัดได้บูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีจนสำเร็จ
กองทัพบกยังให้ความร่วมมือกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ในการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม จนนำไปสู่ผลคำพิพากษาของศาลในวันนี้ ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกองทัพบก ที่ไม่ประสงค์ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และมุ่งมั่นดำเนินการทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคม

ช่วงสายของวันที่ 28 พ.ค. 2568 เฟซบุ๊กเพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก” ได้ออกมามาชี้แจงถึงคลิปครูฝึกใช้ไม้ตีพลทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยคดีทำร้ายทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ หน่วยงานต้นสังกัดได้ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวจากการสืบสวนสอบสวน และมีการลงโทษทางวินัยไปก่อนหน้าที่ศาลจะมีคำตัดสินแล้ว โดยครูฝึกคนดังกล่าวอ้างว่าทำไปเพราะต้องการทำโทษพลทหารซึ่งมีประวัติเสพสารเสพติด ทำให้มีอาการเบลอไม่สามารถทำการฝึกเช่นเดียวกับกลุ่มเพื่อนได้ พลตรีวินธัยยืนยันว่ากระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามวิธีปฏิบัติของกฎหมายวินัยทหาร กองทัพบกไม่สนับสนุนความรุนแรงในการฝึกไม่ว่าจะรูปแบบใด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 UN Human Rights ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับผลคำตัดสินคดีของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ที่ออกมา UN Human Rights ระบุ ยินดีที่ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักการแห่งความรับผิดรับชอบ (accountability) ความยุติธรรม และพันธกรณีทางกฎหมายในการต่อต้านการทรมานจากกรณีการเสียชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์ ปัทมสกุล เมื่อปี 2567
คำพิพากษานี้นับเป็นคดีแรกภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินหน้าขจัดการทรมานและธำรงไว้ซึ่งสิทธิของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คดีนี้ ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ถูกครูฝึกค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี 'ซ่อมวินัย' เสียชีวิต หลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารไม่ถึง 3 เดือน แพทย์ระบุเสียชีวิตจากอาการสมองบวม ซีโครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก วรปรัชญ์สมัครใจเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ก่อนหน้านี้เขาเป็นลูกจ้างบริษัท และทำขนมขายที่ตลาดสดเพื่อหารายได้เสริมมาเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกันและวรปรัชญ์อาศัยอยู่กับแม่และยาย พร้อมด้วยน้องอีก 2 คน ทางครอบครัวกล่าวว่าวรปรัชญ์มีบุคลิกทำอะไรช้า ไม่ใช่คนใจร้อนหรือทำอะไรเร็วๆ
วรปรัชญ์สมัครเข้ารับการเกณฑ์ทหารและหวังได้เป็นทหารอาชีพ เป็นนายสิบต่อไป ในเดือนพฤศจิกายน 2566 เขาไปสมัครเป็นเกณฑ์ทหารช่วงแรกมวลร่างกายไม่ผ่าน จึงกลับมาลดน้ำหนักไป 10 กิโลกรัม เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถสมัครเป็นทหารได้ ต่อมาในวันที่ 1 พ.ค. 2567 วรปรัชญ์เข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี
วันที่ 26 พ.ค. 2567 วันพบญาติครั้งแรก แม่ ยาย และน้อง 2 คน ได้ไปเยี่ยมวรปรัชญ์ที่ค่ายทหาร พบว่า เขามีน้ำหนักตัวลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยทางครอบครัวได้ถามวรปรัชญ์ว่าไหวหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบว่ายังไหวและไม่ได้เล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับการฝึกทหารเกณฑ์ให้ฟัง แต่ได้บอกกับครอบครัวเพียงว่า “แม่อย่าทิ้งผมนะ ต้องมาเยี่ยมผมนะ”
คืนวันที่ 22 มิ.ย. 2567 แม่ของวรปรัชญ์ได้รับแจ้งว่าเขามีชีพจรต่ำ ติดเชื้อในกระแสเลือด ให้ทางครอบครัวรีบไปที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทร เมื่อครอบครัวไปถึงพบว่าวรปรัชญ์ไม่ได้สติ ใส่ท่อช่วยหายใจ ร่างกายบวม ผลการตรวจของแพทย์ระบุว่า วรปรัชญ์สมองบวม ซีโครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก เมื่อทางครอบครัวสอบถามจากทางค่ายได้ความว่าวรปรัชญ์โดนครูฝึกซ่อมวินัย 2 รอบ รอบแรก เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล ให้กินยา รักษาแผลที่ขา ในห้องพยาบาลในค่ายทหารแล้ว
ต่อมาทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2567
หมายเหตุ : วันที่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 10.33 น. มีการเพิ่มเติมเนื้อหา
วันที่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 21.05 น. มีการเพิ่มเติมแถลงการณ์ของ UN Human Rights
