29 พ.ค. 2568 นิชนันท์ วังคะอาต อดีตผู้สมัคร สส เขต 10 อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งติดตามกรณีการซ้อมทหารเกณฑ์ 'วรปรัชญ์' - วรปรัชญ์ พัดมาสกุล มาตั้งแต่ต้น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Nitchanan Wangkahat น้ำ นิชนันท์” หลังศาลมีคำพิพากษาในคดีทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ให้ลงโทษครูฝึกและผู้ที่เกี่ยวข้อง นิชนันท์ระบุ ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันดันคดีทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ทั้ง กมธ.ทหาร , DSI , เจ้าหน้าที่ตำรวจ , กระทรวงยุติธรรม, ทนายเกิดผล แก้วเกิด, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ระหว่างรอการคัดสำเนาคำพิพากษาซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 10 วัน นิชนันท์ขอเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับคดีของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์
ประเด็นแรก ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เป็นทหารใหม่ได้รับการตรวจสอบร่างกาย และใส่สายรัดข้อมือริสแบนด์ (Wristband) สีแดงเพราะก่อนหน้าน้ำหนักมวลในร่างกายเกิน และได้มีการลดน้ำหนักลงเพื่อให้เข้าเกณฑ์ก่อนเข้ามาฝึก การที่กองทัพกำหนดสีสายรัดตรงนี้ เพื่อเป็นการฝึกทหารใหม่ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย เหมาะสมกับสภาพร่างกายของทหารเกณฑ์แต่ละคน นิชนันท์ตั้งคำถามว่าทำไมครูฝึกถึงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทั้งที่ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ได้สายรัดข้อมือสีแดง
ผู้ที่ได้สายรัดข้อมมือสีแดงถือว่าจัดกลุ่มเสี่ยงของทหารใหม่ที่สภาพร่างกายอาจมีความอ่อนไหวได้ง่าย
นิชนันท์กล่าวว่า ครูฝึกมีการให้การในชั้นศาลว่าคนที่ได้สายสายรัดข้อมือสีแดงหมายถึงคนเสพยาเสพติด ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยและทำให้ทางครอบครัวของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกชายเป็นคนเรียบร้อยไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าว

ทหารใหม่ในการเข้ารับการฝึกจะมีการคัดกรองตามลักษณะความเสี่ยงด้วยสายรัดข้อมือ 3 สี ได้แก่ สีเขียว ,สีเหลือง และสีแดง
นิชนันท์ระบุต่อว่า ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์มีรูปร่างอวบ อาจจะทำหให้เหนื่อยง่ายได้คล่องแคล้วว่องไวว่องไวเหมือนคนอื่น มีครั้งหนึ่งขณะฝึกอยู่ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เดินออกมานอกแถว เนื่องจากหิวน้ำ ครูฝึกมีการสั่งซ่อมธำรงวินัยด้วยการรุมตีรุมกระทืบ เอาน้ำเป็นถังลิตรเทกรอกปากทหารเกณฑ์วรปรัชญ์จนหมด
นอกจากนี้ยังเคยมีเหตุการณ์ที่ทหารเกณฑ์กำลังฝึกอยู่ ครูฝึกได้สั่งให้ปิดไฟสปอร์ตไลท์ เอาทหารเกณฑ์วรปรัชญ์เข้าไปในป่า ใส่กุญแจข้อมือ และรุมตีรุมกระทืบ ซึ่งทหารเกณฑ์คนอื่นได้ยินเสียงทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ส่งเสียงร้องห้ามอยู่หลายครั้ง ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ร่างกายบอบช้ำต้องพักรักษาตัว 7 วัน จึงมาฝึกต่อได้ นิชนันท์ระบุว่ามีวันหนึ่งที่ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่ลงไปกินข้าว ทำให้ถูกสั่งตีกระทืบลงโทษ ทำให้ร่างกายยิ่งบอบช้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากแผลเก่ายังไม่หายดี
ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์นอนพักจากอาการบอบช้ำไม่ลงไปอาบน้ำ ก็ถูกครูฝึกสั่งซ่อมโดยการตี จับหาม และโยนลงไปในสระน้ำ
นิชนันท์ระบุว่า ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ถูกทำร้ายร่างกายหลายครั้ง จนร่างกายเริ่มไม่ไหว ฉี่รดที่นอน ก็ถูกครูฝึกสั่งซ่อมลงโทษตีต่อเนื่องหลายวันตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ฝึกทหารเกณฑ์ ร่างกายของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ป่วยไม่ไหวนอนรักษาตัวอยู่ในห้องพยาบาล ครูฝึกคนที่ 1 เข้าไปตีเองคนเดียว กระทืบหน้าอก จนทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ร้องเสียงดังออกมานอกห้องพยาบาล เพื่อนทหารเกณฑ์คนอื่นก็ได้ยิน ตอ่มาทหารเกณฑ์วรปรัชญ์หมดสติแล้วครูฝึกคนที่ 1 จึงเรียกพลทหารรุ่นพี่ที่ทำ CPR เป็นให้มาปั๊มหัวใจ ขณะนั้นพลทหารรุ่นพี่เห็นว่าทหารเกณฑ์วรปรัชญ์หมดสติไม่มีชีพจรจึงทำการปั๊มหัวใจ และนำตัวส่งโรงพยาบาลในค่ายทหาร ทางโรงพยาบาลได้ปั๊มหัวใจทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ขึ้นมา แต่ร่างกายไม่มีการตอบสนองแล้ว จนกระทั่งทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ เสียชีวิตในที่สุด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
นิชนันท์มีการตั้งข้อสังเกตว่า พลทหารรุ่นพี่ผู้ช่วยครูฝึกทั้ง 11 นาย ถูกขังรวมอยู่ในคุกร่วมกับครูฝึก ทำให้ไม่มีความเป็นอิสระยังมีความกลัวครูฝึกอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้พลทหารรุ่นพี่ผู้ช่วยครูฝึกทั้ง 11 นายยังใช้ทนายความคนเดียวกับครูฝึก อาจทำให้ไม่สามารถพูดในประเด็นที่ต่างออกไปได้ หรือเล่าข้อเท็จจริงเพิ่มเติมไม่ได้ นอกจากนี้เมื่อศาลสอบถามว่าจะสู้คดีหรือยอมรับสารภาพทุกคนยืนยันจะสู้คดีตามที่ทนายบอก
ทั้งนี้ หลังผลคำพิพากษาออกมาพ่อแม่ของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ไม่ติดใจต่อผลคำตัดสินที่สั่งจำคุกพลทหารรุ่นพี่ผู้ช่วยครูฝึกทั้ง 11 นาย คนละ 10 ปี เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องทำตามคำสั่งของครูฝึก แต่ทางครอบครัวยังติดใจคำพิพากษาที่ให้ลงโทษจำคุกครูฝึกคนที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี และครูฝึกคนที่ 2 เวลา 15 ปี ครอบครัวมองว่าเป็นการลงโทษที่น้อยเกินไปถ้าเทียบกับการทำร้ายร่างกายทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ลูกชาย
ทั้งนี้ นิชนันท์มีการเปิดภาพถ่ายบาดแผลตามร่างกายของทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ที่มีผู้ถ่ายไว้ขณะอยู่ในค่ายทหารระหว่างการฝึก ร่ายกายมีแผลฟกซ้ำ หน้าตาอิดโรย และหน้าบวมจากร่องรอยการถูกทำร้าย





คดีนี้ ทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ วัย 18 ปี ถูกครูฝึกค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี 'ซ่อมวินัย' เสียชีวิต หลังเข้ารับการเกณฑ์ทหารไม่ถึง 3 เดือน แพทย์ระบุเสียชีวิตจากอาการสมองบวม ซีโครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก วรปรัชญ์สมัครใจเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ก่อนหน้านี้เขาเป็นลูกจ้างบริษัท และทำขนมขายที่ตลาดสดเพื่อหารายได้เสริมมาเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกันและวรปรัชญ์อาศัยอยู่กับแม่และยาย พร้อมด้วยน้องอีก 2 คน ทางครอบครัวกล่าวว่าวรปรัชญ์มีบุคลิกทำอะไรช้า ไม่ใช่คนใจร้อนหรือทำอะไรเร็วๆ
วรปรัชญ์สมัครเข้ารับการเกณฑ์ทหารและหวังได้เป็นทหารอาชีพ เป็นนายสิบต่อไป ในเดือนพฤศจิกายน 2566 เขาไปสมัครเป็นเกณฑ์ทหารช่วงแรกมวลร่างกายไม่ผ่าน จึงกลับมาลดน้ำหนักไป 10 กิโลกรัม เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถสมัครเป็นทหารได้ ต่อมาในวันที่ 1 พ.ค. 2567 วรปรัชญ์เข้าเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี
วันที่ 26 พ.ค. 2567 วันพบญาติครั้งแรก แม่ ยาย และน้อง 2 คน ได้ไปเยี่ยมวรปรัชญ์ที่ค่ายทหาร พบว่า เขามีน้ำหนักตัวลดลงไปอีก 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยทางครอบครัวได้ถามวรปรัชญ์ว่าไหวหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบว่ายังไหวและไม่ได้เล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับการฝึกทหารเกณฑ์ให้ฟัง แต่ได้บอกกับครอบครัวเพียงว่า “แม่อย่าทิ้งผมนะ ต้องมาเยี่ยมผมนะ”
คืนวันที่ 22 มิ.ย. 2567 แม่ของวรปรัชญ์ได้รับแจ้งว่าเขามีชีพจรต่ำ ติดเชื้อในกระแสเลือด ให้ทางครอบครัวรีบไปที่โรงพยาบาลค่ายนวมินทร เมื่อครอบครัวไปถึงพบว่าวรปรัชญ์ไม่ได้สติ ใส่ท่อช่วยหายใจ ร่างกายบวม ผลการตรวจของแพทย์ระบุว่า วรปรัชญ์สมองบวม ซีโครงหักทั้ง 2 ข้าง ปอดฉีก ปอดรั่ว ไหปลาร้าหัก และกระดูกสันหลังหัก เมื่อทางครอบครัวสอบถามจากทางค่ายได้ความว่าวรปรัชญ์โดนครูฝึกซ่อมวินัย 2 รอบ รอบแรก เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครพาไปโรงพยาบาล ให้กินยา รักษาแผลที่ขา ในห้องพยาบาลในค่ายทหารแล้ว
ต่อมาทหารเกณฑ์วรปรัชญ์ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2567
