สงครามรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อ มีรายงานว่าทางการรัสเซียได้นำทหารรับจ้างจากชาติอื่นมาใช้ในการเสริมทัพด้วย เนื่องจากสูญเสียกำลังพลจนไม่สามารถเกณฑ์กำลังมาเสริมได้ทัน ทหารรับจ้างส่วนหนึ่งมาจากทวีปแอฟริกา โดยมีบางส่วนเล่าว่า พวกเขาถูกหลอกมา อ้างว่าจะได้งานทำ แต่กลับถูกเกณฑ์ให้ไปรบในแนวหน้าของสงครามรัสเซีย-ยูเครน
24 ก.พ. 2569 แอนน์ นดารัว ชาวเคนยาพยายามกลั้นน้ำตาตอนที่เธอเล่าเรื่องลูกชายคนเดียวของเธอที่เคยถูกบอกว่าจะได้งานทำในรัสเซีย แต่กลับเงียบหาย ไม่ได้ติดต่อกลับมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว และไม่รู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร มีแต่คลิปวีดีโอไวรัล ที่เผยภาพของลูกชายเธอเสี่ยงตายอยู่ในสมรภูมิสงครามยูเครน
ลูกชายของแอนน์ ชื่อ ฟรานซิส นดุงอู นดารัว ได้เดินทางไปรัสเซียเพราะมีคนสัญญาว่าจะให้งานเขาทำเป็นวิศวกรไฟฟ้าเมื่อเดือนตุลาคม 2568 แล้วก็ขาดการติดต่อไปนับจากนั้น ต่อมาได้มีคนนำวิดีโอมาให้แอนน์ดู เป็นคำเตือนไม่ให้ชาวแอฟริกันเชื่อเรื่องการเสนองานให้ทำในรัสเซีย เพราะอาจจะถูกหลอกให้ไปเป็นทหารถึงแม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่เคยรับราชการทหารมาก่อนเลยก็ตาม แล้วก็มีโอกาสถูกจับไปเป็นทหารในแนวหน้าที่มีการรบราฆ่าฟันกันจริง
ต่อมาก็มีวิดีโอของฟรานซิสปรากฎเป็นไวรัลบนหน้าโซเชียลมีเดีย ฟรานซิสอยู่ในชุดฟอร์มทหาร มีกับดักระเบิดผูกติดไว้ที่หน้าอกของเขา หน้าตาท่าทางเขาดูตื่นกลัวในขณะเดียวกับที่มีคนพูดภาษารัสเซียใช้คำเหยียดเชื้อชาติสีผิว บอกว่าจะใช้ฟรานซิสเป็น "ที่เปิดกระป๋อง" ในการฝ่าที่มั่นของทหารยูเครน
แอนน์ บอกว่าเมื่อลูกสาวเล่าเรื่องวิดีโอให้เธอฟังเธอก็รู้สึกเจ็บปวดใจมาก เธอพยายามเรียกร้องขอให้รัฐบาลเคนยากับรัฐบาลรัสเซียร่วมกันนำคนที่ถูกหลอกเหล่านี้กลับบ้าน
"พวกเขาถูกหลอกว่าจะได้งานจริง แล้วในตอนนี้พวกเขาก็ไปอยู่ในสงคราม โดยที่ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย" แอนน์กล่าว
รัฐบาลในแอฟริกายอมรับว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้นจริง
เรื่องราวของแอนน์เป็นแค่กรณีตัวอย่างกรณีหนึ่งของชาวแอฟริกันที่ถูกหลอกให้ไปเป็นทหารรับจ้างในสงครามยูเครน มีแหล่งข่าวจากรัฐบาลหลายประเทศที่ยืนยันได้ว่า มีกรณีการหลอกลวงให้ไปเป็นทหารแบบนี้เกิดขึ้นจริง รวมถึงรัฐบาลของประเทศในทวีปแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น บอตสวานา, ยูกันดา แอฟริกาใต้ และเคนยา ต่างก็ยอมรับถึงปัญหานี้ และสื่อท้องถิ่นของประเทศเหล่านี้ก็ได้รายงานเรื่องที่มีพลเรือนในประเทศของพวกเขาถูกหลอก
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร จอห์น เฮียลีย์ ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมความมั่นคงที่มิวนิคเมื่อไม่นานมานี้ว่า รัสเซียกำลังบังคับเกณฑ์กำลังรบจากต่างประเทศหลายพักรณี ทั้งในประเทศเอเชียใต้อย่างอินเดีย, ปากีสถาน, เนปาล หรือประเทศแถบแอฟริกาอย่าง ไนจีเรีย, เซเนกัล นอกจากนี้ยังมีประเทศละตินอเมริกาอย่างคิวบาด้วย
เฮียลีย์กล่าวว่ามีการใช้กำลังรบจากต่างชาติเหล่านี้มาเป็นนักรบรับจ้างที่ใช้งานแบบพร้อมสละชีพในแนวหน้าของสงคราม โดยมีการประเมินว่าในจำนวนนี้น่าจะมีกำลังทัพจากเกาหลีเหนือรวมอยู่ด้วยประมาณ 17,000 นาย มีการใช้คำเรียกทหารรับจ้างเหล่านี้ว่า "Russian's Meat Grinder" หรือ "เนื้อบดของรัสเซีย" ซึ่งเป็นฉายาสื่อถึงทหารที่ถูกใช้งานแบบบั่นทอนชีวิตและถูกใช้แบบสละชีพ
"พวกเขามักจะถูกเกณฑ์ไปด้วยข้ออ้างหลอกๆ แล้วก็ถูกบังคับให้ไปเป็นทหาร โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะถูกส่งไปเป็นผู้สละชีพให้กับรัสเซียในแนวหน้า" เฮียลีย์กล่าว
ยูเครนขอให้หยุดช่องทางหลอกลวงไปเป็นทหาร
ทางการยูเครนก็เคยกล่าวหารัสเซียในเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศของยูเครน อันดรี ซิบิฮา กล่าวว่ามีประชาชนมากกว่า 1,400 คนจากประเทศทวีปแอฟริกา 36 ประเทศ เข้าร่วมสู้รบอยู่ฝ่ายเดียวกับรัสเซีย โดยที่ ซิมิฮา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเตือนพลเรือนของตัวเองไม่ให้ไปเข้าร่วมสงครามนี้ ซึ่งเป็นการสู้รบที่พวกเขาจะ "ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว"
ทางการประเทศแอฟริกาใต้ประกาศว่าพวกเขาจะทำการสืบสวนว่าคนในชาติของพวกเรา 17 คน กลายไปเป็นทหารรับจ้างในสงครามยูเครนได้อย่างไร หลังจากที่มีคนร้องขอความช่วยเหลือให้พาพวกเขากลับบ้าน โดยที่การร้องขอความช่วยเหลือนั้นมาจากภูมิภาคดอนบัสของยูเครนที่มีดินแดนบางส่วนอยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเอียงข้างรัสเซีย
ประธานาธิบดี ไซริล รามาโฟซา กล่าวว่าชายชาวแอฟริกาใต้อายุตั้งแต่ 20-39 ปี ถูกล่อล่วงให้ไปเป็นทหารรับจ้าง โดยผู้ล่อลวงอ้างว่าพวกเขาจะได้รับการจ้างงาน
นอกจากผู้ชายแล้ว ยังมีข้อกล่าวหากรณีที่ว่า รัสเซียได้หลอกลวงผู้หญิงจากแอฟริกาใต้และจากประเทศอื่นๆ ของทวีปแอฟริกา ให้ไปทำงานในโรงงานผลิตโดรนของรัสเซีย มีวิธีการหลอกลวงคล้ายกันคือการโฆษณาผ่านทางโซเชียลมีเดียที่ให้สัญญาว่าจะจัดหางานให้ผู้หญิงเหล่านี้ในภาคการบริการ
ทางการเคนยา เคยรายงานเมื่อเดือน ตุลาคม 2025 ว่ามีพลเรือนของพวกเขาถูกคุมขังในค่ายทหารรัสเซียและไม่ได้รับรู้ล่วงหน้าว่าจะไปตกอยู่ภายใต้การสู้รบ โดยมีตัวเลขประเมินว่าชาวเคนยาที่ถูกเกณฑ์ไปรบในรัสเซียน่าจะอยู่ที่ราว 200 ราย และทุกคนเดินทางออกจากประเทศด้วยช่องทางที่ไม่เป็นทางการ
ประธานาธิบดีของเคนยา วิลเลียม รูโต ก็บอกว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีของยูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสดี ในเรื่องที่คนรุ่นเยาว์ของเคนยา "ถูกเกณฑ์ไปอย่างผิดกฎหมายเพื่อไปสู้รบในสงครามยูเครน" และทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงกันว่าจะช่วย "สร้างความตระหนักรู้" เกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้
นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของเคนยายังได้วางแผนเดินทางไปเยือนกรุงมอสโกเพื่อที่จะหารือเรื่องการป้องกันไม่ให้มีการเกณฑ์ชาวเคนยาเข้าไปสู่รบในสงครามยูเครนด้วย
เซเลนสกีเคยพูดถึงเรื่องที่กองกำลังฝ่ายรัสเซีย มีทหารรับจ้างที่มาจากประเทศอื่นๆ รวมอยู่ด้วย คือ จากจีน, ทาจิกิสถาน, อุซเบกิสถาน. ปากีสถาน และประเทศแอฟริกันหลายประเทศ โดยอ้างอิงจากรายงานที่ได้รับจากทหารยูเครนในแนวหน้า
นอกจากนี้เอกอัครราชทูตยูเครนประจำเคนยา ยูรี โทการ์ ได้แถลงเรียกร้องให้คนในทวีปแอฟริกาเลิกเดินทางไปรัสเซียเพื่อถูกใช้ให้ไปเป็นทหาร เพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะต้องกลายเป็นข้าศึกของยูเครนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อต้องอยู่ในแนวหน้า ควรจะมีการหยุดช่องทางการถูกหลอกลวงไปเป็นทหารให้รัสเซียเช่นนี้ให้ได้
แต่ก็มีรัฐบาลบางส่วนที่ปฏิเสธว่าพลเรือนของตนไม่ได้มีส่วนในสงครามยูเครน เช่น จีนบอกว่าคำกล่าวของเซเลนสกีนั้นเป็น "คำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ" ขณะที่ปากีสถานบอกว่ามันเป็นข้อกล่าวหาที่ "ไร้ที่มาและไม่มีมูล"
รายงานจากองค์กรสืบสวนชี้ มีทหารรับจ้างจากชาติอื่นช่วยรัสเซียรบจริง และนับเป็น "การค้ามนุษย์"
องค์กร All Eyes on Wagner ซึ่งเป็นองค์กรด้านการสืบสวนและติดตามปฏิบัติการของทหารรับจ้าง ได้เผยแพร่รายงานเมื่อกลางเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2566 - กลางปี 2568 มีนักรบในสงครามยูเครนที่มาจากประเทศแอฟริกา 35 ประเทศรวมแล้ว 1,417 ราย และมี 316 รายที่เสียชีวิตแล้ว
ทางด้าน สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของฝรั่งเศส (IFRI) ระบุในรายงานเดือนธันวาคม 2568 ว่า มีคนรุ่นเยาว์ชาวแอฟริกันถูกล่อลวงให้ไปเป้นทหารรับจ้างด้วยเรื่องการฝึกอบรมหรือเรื่องงาน โฆษณาล่อลวงเหล่านี้มักจะตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็น "คนรุ่นเยาว์ในเมืองที่ยากจน" ที่กำลังมองหาหนทางทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งคนจำนวนมากเล็งเห็นว่า "ยุโรปเป็นสถานที่เป้าหมายที่เข้าถึงไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ"
โดยที่ IFRI ระบุว่า วิธีการเกณฑ์คนไปรบเช่นนี้ของรัสเซีย เข้าข่ายการค้ามนุษย์
เปิดเผยเรื่องราวถูกกระทำสารพัด
สื่อ CNN ได้สัมภาษณ์นักรบชาวแอฟริกัน 12 ราย ที่มาจากกานา, ไนจีเรีย, เคนยา และยูกันดา ซึ่งยังคงประจำอยู่ในยูเครน พวกเขาบอกว่ามีการหลอกจะจ้างงานพวกเขาเป็นงานพลเรือน เช่น คนขับรถ หรือ ยาม โดยให้สัญญาว่าจะจ่ายเงินโบนัสรับเข้าทำงาน 13,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และมีเงินเดือนสูงถึง 3,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงสัญญาว่าจะให้สัญชาติรัสเซียด้วย
แต่เมื่อพวกเขาไปถึงจริง กลับถูกบังคับให้ไปเป็นทหาร มีการฝึกซ้อมรบพวกเขาแค่เล็กน้อย แล้วก็จัดให้ไปอยู่ในแนวหน้าเลย มีการบังคับให้ลงนามในสัญญารับราชการทหารในรัสเซียโดยที่ไม่ให้พวกเขามีทนายหรือมีการจ่ายเงินค่าจ้างใดๆ บางคนถูกยึดหนังสือเดินทาง ทำให้พวกเขาหนีไม่ได้ บางคนถูกใช้ปืนจี้บังคับยึดเอาบัตรธนาคารและรหัสผ่านจากพวกเขา และตอนที่พวกเขาเป็นทหารอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้ค่าจ้างใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้อาจจะผิดกฎหมายของรัสเซียเองด้วย เพราะกฎหมายของรัสเซียระบุว่าชาวต่างชาติที่จะเป็นทหารรัสเซียได้นั้น ต้องสามารถพูดภาษารัสเซียได้ แต่ชาวแอฟริกันในจำนวนนี้ไม่มีใครที่พูดภาษารัสเซียได้เลย
นอกจากจะมีการหลอกลวงผ่านทางการจ้างงานปลอมแล้ว ยังมีกรณีที่ให้คนไนจีเรียสวมชุดฟอร์มทหาร แล้วก็พูดโฆษณาเชื้อชวนในวิดีโอโซเชียลมีเดียด้วยคำพูดที่ว่า "สำหรับคุณที่อยู่ในแอฟริกา ในไนจีเรีย ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกองทัพรัสเซีย มันง่ายมากๆ แล้วก็ดีมากๆ ด้วย สบายๆ เลย"
แต่สภาพความเป็นจริง ไม่ได้ "ง่ายๆ สบายๆ" แบบที่โฆษณาไว้ แต่เป็นการบังคับเกณฑ์พวกเขาไปสู่สงครามเสี่ยงตาย เป็นการสู้รบทีมีการสูญเสียจำนวนมาก รวมถึงมีการเหยียดเชื้อชาติสีผิวจากผู้บัญชาการชาวรัสเซียด้วย มีหลายคนบอกว่าต้องทนเห็นภาพชาวแอฟริกันด้วยกันเสียชีวิตและศพเน่าอยู่ในสมรภูมิเป็นเดือนๆ มีเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาที่สูญเสียอวัยวะโดยไม่ได้รับการชดเชย แล้วก็มีการทารุณกรรมทางจิตใจจากทหารรัสเซีย
ชาวแอฟริกันที่ถูกเกณฑ์ไปรบให้รัสเซียต้องเผชิญกับเรื่องโหดร้ายเหล่านี้โดยที่ไม่ได้เงินค่าจ้าง แล้วก็หนีไปไม่ได้ แม้กระทั่งการได้รับบาดเจ็บก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาถูกปลดประจำการจากสงคราม มีแต่ทำให้พวกเขาเผชิญอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น
เช่น กรณีของ แพทริก ควอบา ถูกหลอกว่าจะได้ไปเป็นยามในกองทัพรัสเซีย แต่ไม่คิดว่าจะถูกใช้ให้ต้องออกไปรบ เขาบอกว่าตลอด 4 เดือนที่รบในยูเครนนั้นเปรียบเสมือน "นรก" และบอกว่าที่เขาสามารถกลับบ้านได้นั้นนับเป็นปาฏิหารย์ เขาได้รับการฝึกทหารรวมถึงการใช้ปินเพียงเป็นเวลาเพียงแค่ 3 สัปดาห์แล้วก็มีการส่งตัวไปรบที่ยูเครนเลย
หลังจากนั้น ควอบา ก็ได้รับบาดเจ็บในสงครามจากการถูกโจมตีด้วยโดรนและลูกระเบิด แต่แทนที่เพื่อนทหารชาวรัสเซียจะช่วยเหลือเขาเมื่อเขาขอให้ปฐมพยาบาล ทหารรัสเซียกลับไล่ยิงเขาแทน จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้รับความช่วยเหลือ แต่ก็วางแผนไว้ในหัวแล้วว่าจะต้องหนีก่อนถูกส่งตัวกลับไปรบอีกรอบ
ควอบา หนีออกมาได้ตอนที่เขาได้รับอนุญาตให้พักในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ช่วงนั้นเขาสามารถติดต่อกับสถานทูตเคนยาได้ จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สถานทูตให้ส่งตัวเขากลับบ้านได้โดยจัดหาเอกสารเดินทางชั่วคราวให้ สภาพของควอบายังต้องรับการผ่าตัดเพื่อเอาเศษระเบิดออกจากตัว แต่เขาก็มองว่าเขาโชคดีที่รอดชีวิตมาได้
"เมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปเป็นทหารรัสเซียแล้ว คุณต้องหนี ไม่งั้นคุณก็ตาย" ควอบากล่าว "ไม่มีทางเลยที่คุณจะไปที่รัสเซียแล้วจะมีชีวิตรอดกลับมา เพราะคุณทำสัญญาเสร็จแล้ว คนพวกนี้ก็จะบังคับให้คุณอยู่ที่นั่น พวกเขาไม่ปล่อยคุณ"
เรียบเรียงจาก
‘You escape, or you die’: African men say Russia duped them into fighting in Ukraine, CNN, 04-02-2026
https://edition.cnn.com/2026/02/04/africa/russia-african-recruits-military-ukraine-intl-cmd
Ukraine says over 1,400 Africans recruited to fight for Russia in war, Aljazeera, 08-11-2025
https://www.aljazeera.com/news/2025/11/8/ukraines-fm-says-over-1400-africans-recruited-to-fight-for-russia-in-war
Russia Recruits More Foreign Mercenaries Amid Rising Losses, Militarnyi, 16-02-2026
https://militarnyi.com/en/news/russia-recruits-mercenaries-rising-losses/
South Africa seeks return of citizens tricked into fighting in Ukraine, RFI, 13-02-2026
https://www.rfi.fr/en/africa/20260213-south-africa-seeks-return-of-citizens-tricked-into-fighting-in-ukraine
Kenya’s FM to Visit Russia to Protest Recruitment of Citizens for Ukraine War, The Moscow Times,10-02-2026
https://www.themoscowtimes.com/2026/02/10/kenyas-fm-to-visit-russia-to-protest-recruitment-of-citizens-for-ukraine-war-a91909