Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลฎีกาพลิกกลับคำพิพากษา "ยกฟ้อง" กกต. คดีแจงใบส้ม "สุรพล" อดีต สส. เชียงใหม่ เมื่อปี 2562 ส่งผลให้ กกต. ไม่ต้องจ่ายเสียหาย 70 ล้าน ให้แก่สุรพล ศาลฎีการะบุว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการให้ใบส้มแก่สุรพลเป็นไปโดยสุจริตตามหน้าที่ ด้านสุรพลได้ให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา เพื่อพิจารณาคดีอีกครั้ง หลังต่อสู้มา 8 ปี ชนะมาแล้ว 2 ศาล

 

10 มี.ค. 2569 กรุงเทพธุรกิจ ศาลจังหวัดฮอด จังหวัดเชียงใหม่ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่สุรพล เกียรติไชยากร อดีต สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีแจงใบส้มเมื่อปี 2562 เรียกค่าเสียหายราว 70 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ตัดสินให้สุรพลชนะคดี โดยให้ กกต. จ่ายค่าเสียหายและเยียวยารวมกว่า 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท

ปรากฏว่าวันนี้ (10 มี.ค. 2569) ศาลฎีกาพิพากษากลับ ยกฟ้อง กกต. ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย 70 ล้าน ให้แก่สุรพล โดยศาลฎีกาให้เหตุผลว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการพิจารณาให้ใบส้มกับสุรพลในขณะนั้น เป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นโดยสุจริต จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่โจทก์

โดยสุรพลได้ให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา เพื่อพิจารณาคดีอีกครั้ง หลังต่อสู้มา 8 ปี ชนะมาแล้ว 2 ศาล

สำหรับคดีนี้สุรพลเป็นโจทก์ฟ้อง สำนักงาน กกต. เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 6 คน ได้แก่ อิทธิพล บุญประคอง, สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย, ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี, ปกรณ์ มหรรณพ และเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เป็นจำเลยที่ 2-7 รวมถึงรองเลขาธการ กกต. เมธา ศิลาพันธ์ เป็นจำเลยที่ 8 เกรียงไกร พานดอกไม้ เป็นจำเลยที่ 9 ดาบตำรวจชาญชนินทร์ จินตนา จำเลยที่ 10 สุรเชษฐ์ อินทจักร จำเลยที่ 11 พ.ต.ท. สมชาย หมายมั่น จำเลยที่ 12 สุบิน ทองก้อนสืงห์ จำเลยที่ 13 และ เกรียงศักดิ์ ยาโน จำเลยที่ 14

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร" แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่ศาลฎีกายกฟ้องคดีแจงใบส้ม ระบุ แม้ศาลฎีกายกฟ้องกลับคำตัดสินศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ให้บทเรียนอะไรแก่สังคม และ กกต. บ้าง

1. คำพิพากษาของศาลฎีกา เน้นว่า กกต. ตัดสินเป็นองค์คณะในการให้ใบส้มแก่ สุรพล เกียรติไชยากร โดยไม่มีโกรธเคืองมาก่อน จึงไม่นับว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เป็นคำพิพากษาที่ทุกฝ่ายต้องน้อมรับ
2. แม้อำนาจในการวินิจฉัยใบส้มเป็นของ กกต. แต่ ในอนาคต กกต. พึงวินิจฉัยด้วยความละเอียดรอบคอบ มิเช่นนั้น ก็อาจเกิดปัญหาการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ต่อเนื่องถึง 3 ศาล ใช้เวลาเกือบ 8 ปี เสียเวลาและค่าใช้จ่ายของคู่กรณีมากมาย
3. การตัดสินของศาลฎีกา เป็นผลให้ กกต. ไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนมากหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน แม้ภายหลังอาจมีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิด แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีข้อสรุปว่า เป็นการประมาทเลินเล่อแต่ไม่ร้ายแรง ไม่ต้องมีใครชดใช้
4. หลังจากการให้ใบส้ม เมื่อปี 2562 แล้วกลายเป็นคดีความ ทำให้ กกต. แทบไม่มีคำวินิจฉัยให้ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม แก่ใครเลย จนเป็นที่ครหาว่า กลัวเกิดเรื่องเลยไม่กล้าฟันทุจริตเลือกตั้ง คำพิพากษาศาลฎีกาคราวนี้ เป็นการสร้างบรรทัดฐานว่า หากเป็นไปโดยสุจริต ไม่มุ่งกลั่นแกล้งบุคคลใด ศาลย่อมให้ความคุ้มครอง ดังนั้น จึงหวังที่จะเห็น กกต. จัดการกับผู้ซื้อเสียงอย่างจริงจัง มากกว่า ผลงานการเร่งประกาศผลเลือกตั้ง โดยไม่รับรู้กับเรื่องการซื้อขายเสียงที่ประชาชนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง
5. ขอแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่แล้ว ที่หลุดพ้นจากคดีในเรื่องนี้ ยินดีกับสำนักงานที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณชดใช้ค่าเสียหาย และ ให้กำลังใจคุณสุรพล ผู้ที่ถูกใบส้มจาก กกต. และใช้ความพยายามในการเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ตนเอง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม

ย้อนดูที่มาของการแจก “ใบส้ม”

เมื่อปี 2562 สุรพลชนะเลือกตั้ง สส. ในพื้นที่เชียงใหม่ เขต 8 ด้วยคะแนนเสียง 52,1069 คะแนน แต่โดน กกต. แจงใบส้ม เนื่องจากมีภาพสุรพลไปถวายปัจจัยจำนวน 2,000 บาท ให้ครูบาที่วัดพระธาตุดอยพระเจ้า อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง กกต. จึงได้มีมติสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้ง และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตดังกล่าว

แสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต. ได้พิจารณาเรื่องกรณีคัดค้านการเลือกตั้ง สส. เชียงใหม่ เขต 8 กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต. ว่า สุรพลผู้ได้รับเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทย ให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเอง ผิดมาตรา 73 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงสั่งระงับสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของ สุรพล เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของ สุรพล และดำเนินคดีอาญา รวมทั้งสั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 8 ใหม่

ขณะนั้นสุรพลยืนยันว่า แค่เอาปัจจัยไปถวายพระ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 ไปกัน 3 คนตอนเวลา 1 ทุ่มกว่าๆ ใส่ชุดนอกไป ไม่ได้ใส่เสื้อมีตัวเลขหาเสียงหรือมีโลโก้พรรค ไม่มีรถกระจายเสียง ไม่มีแผ่นพับไปแจก และไม่ใช่การหาเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจัยที่ถวายเป็นค่าเทียนพรรษา ซึ่งจะถวายเป็นปกติอยู่แล้ว

เดิมที่เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2563 เป็นคดีที่ กกต.ฟ้องสุรพลเป็นคดีอาญาฐานฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (2) ว่าจ่ายเงินจูงใจให้คนมาลงคะแนนแก่ตนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม จากกรณีที่สุรพลถวายเงิน 2,000 บาทและนาฬิกา 1 เรือนให้ประธานฝ่ายสงฆ์ภายหลังพิธีการทางสงฆ์ในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องแบบให้ชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ช.ร.บ.) 

ในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ไม่ได้แจ้งข้อหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้กระทำไปโดยข้ามขั้นตอนการสืบสวน แต่สุรพลยังไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องเนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าการบริจาคเงินให้แก่กองผ้าป่าเป็นการจูงใจให้คนลงคะแนนให้สุรพล

ต่อมาเมื่อปี 2565 ศาลจังหวัดฮอดพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ. 164/2562 และคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ. 23/2565 ศาลจังหวัดฮอดได้พิพากษาให้สุรพลชนะคดีดังกล่าว โดยให้ กกต. จ่ายค่าเสียหายและเยียวยา รวมกว่า 64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท แต่ต้องรอให้ กกต.จะขออุทธรณ์คดีดังกล่าวภายใน 1 เดือนหรือไม่ ถ้า กกต.ไม่อุทธรณ์ ต้องยื่นเรื่องไปยัง กกต. และกรมบัญชีกลาง ในฐานะกำกับดูแลงบประมาณ กกต. ให้ชำระค่าเสียหายและเยียวยาตามศาลสั่ง หาก กกต. ขออุทธรณ์ ต้องรอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา วินิจฉัยคดีดังกล่าวตามลำดับ เนื่องจากศาลแพ่งได้ระบุว่า กรณี กกต. ได้วินิจฉัยให้ใบส้มแก่ สุรพล ซึ่งเป็นนักการเมืองคนแรกที่ได้รับใบส้มดังกล่าว จน กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ ศรีนวล บุญลือ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต 8 แทน สุรพล ก่อนที่ศรีนวล ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็น ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ สุรพล ไม่ได้กลับมาทำหน้าที่เป็น ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคฝ่ายค้านอีก

ศาลฎีกาพิพากษาว่าอย่างไร?

มานิตย์ จุมปา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกร์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพเอกสารที่ระบุว่าเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของสุรพลลงในเฟซบุ๊กที่เปิดเป็นสาธารณะ

 

เนื้อหาในคำพิพากษาสรุปได้ว่า สุรพลมีอำนาจฟ้องได้เนื่องจากคำสั่งของ กกต. "ให้เป็นที่สุด" ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคสองจะอุทธรณ์หรือฟ้องร้องให้เพิกถอนคำสั่งไม่ได้นั้นไม่ได้หมายความว่าถ้า กกต.ปฏิบัติหน้าที่เป็นการละเมิดต่อบุคคลให้เสียหาย ผู้ที่ได้รับความเสียหายจะฟ้องให้ชดเชยค่าเสียหายไม่ได้ 

ส่วนที่ศาลฎีกาพิจารณาให้ยกฟ้อง กกต.ไม่ต้องรับผิดชดเชยค่าเสียหายให้กับสุรพลนั้นศาลให้เหตุผลว่า 

  1. ประเด็นที่สุรพลอ้างว่า กกต.และจำเลยอื่นๆ ร่วมกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำสร้างเรื่องเท็จปรักปรำใส่ร้ายเพื่อไม่ให้สุรพลได้รับเลือกตั้ง 

    ศาลเห็นว่าประเด็นนี้มีเพียงตัวสุรพลซึ่งเป็นโจทก์และทนายความของสุรพลเป็นพยานเองเท่านั้นมาเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน และสุรพลเองก็เบิกความว่าไม่เคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับ กกต. ส่วนจำเลยที่เหลือก็ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองกัน หรือมีเหตุที่จำเลยจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายปรักปรำโจทก์ อีกเคยมีคำพิพากษาในคดีที่ กกต.ฟ้องสุรพลก่อนหน้านี้แล้วว่าการแจ้งข้อกล่าวหาของ กกต.ต่อสุรพลไม่ได้เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ข้ามขั้นตอน

  2. ส่วนประเด็นที่การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ทั้ง 6 คนที่ร่วมประชุมและลงมติให้การบริจาคเงินของสุรพลนั้นเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และให้ระงับสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 1 ปี และร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของสุรพล รวมถึงให้มีการเลือกตั้งใหม่ และดำเนินคดีอาญากับสุรพลนั้น กกต.ได้ละเมิดต่อสุรพลหรือไม่นั้น

    ศาลเห็นว่าการบริจาคเงินของสุรพลนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า "มีเหตุอันควรสงสัย" และ "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" และในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 ที่ให้ กกต.มีอำนาจควบคุมการเลือกตั้ง สอบสวน ระงับ การเลือกตั้งเมื่อพบว่า "มีเหตุอันควรสงสัย" และ "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

    เมื่อสุรพลกับ กกต.และจำเลยอื่นๆ มีเหตุโกรธเคืองกันหรือมีเหตุให้ต้องกลั่นแกล้งใส่ร้ายสุรพล จึงยังไม่สามารถรับฟังได้ว่า กกต.ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ละเมิดต่อสุรพล กกต.ทั้ง 6 คน และจำเลยที่ 8-12 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง