สว. เทวฤทธิ์ ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ชะลอกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-กกต. แถลงกังวลต่อกระบวนการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ระบุ สภายังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาที่ช่วยสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ สว. เทวฤทธิ์ ชี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-กกต. ต้องปฏิบัติหน้าที่นานถึง 7 ปี และมีอำนาจตัดสินคดีการเมืองที่สำคัญ จึงไม่อยากให้กระบวนการผิดเพี้ยน
21 เม.ย. 2569 เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ชะลอกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-กกต. โดย สว. เทวฤทธิ์ แถลงกังวลต่อกระบวนการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อย่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. โดยมีหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ผ่านสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอให้พิจารณาทบทวนแนวทางการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
ประเด็นสำคัญที่ สว. เทวฤทธิ์ เสนอควรพิจารณาเพิ่มเติม 3 ประเด็น
ประเด็นแรก การพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้รัฐสภายังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการสรรหาที่ช่วยสร้างดุลยภาพระหว่าง 3 อำนาจ คือฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 203 จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แต่การขาดตัวแทนจากฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลและเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนจะส่งผลให้กระบวนการสรรหาขาดความรอบด้าน อีกทั้งไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการเนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่หมดวาระลง ทั้งในส่วนของ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีการปฏิบัติหน้าที่ต่อเป็นเวลานานเนื่องจากวุฒิสภาตีตกผู้ได้รับการเสนอชื่อมาแล้ว
ประเด็นที่สอง เรื่องความหลากหลายของประสบการณ์และทักษะความเชี่ยวชาญของกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีการหยิบยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 12 ที่ระบุให้คณะกรรมการสรรหาต้องตระหนักถึงความหลากหลายของผู้ได้รับการสรรหา แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันพบว่า กกต. 4 ใน 7 ท่าน มีภูมิหลังมาจากข้าราชการระดับอธิบดีหรือเทียบเท่า และผู้สมัครรายล่าสุดที่ผ่านการพิจารณาก็ยังคงมีคุณสมบัติในลักษณะเดียวกัน การขาดสัดส่วนจากภาคส่วนอื่น เช่น ภาคประชาสังคม อาจส่งผลต่อทัศนคติและวิธีคิดในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม
ประเด็นสุดท้ายซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันมีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 138 ราย อยู่ในกระบวนการสอบสวนของ กกต. ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา สภาวะที่ผู้ถูกตรวจสอบต้องเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. เพื่อไปวินิจฉัยคดีของตนเองนั้นถือเป็นวงจรที่ส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม หากแคนดิเดต กกต. แสดงความกล้าหาญในการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคดีของ สว. ก็อาจจะไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่หากแคนดิเดตเลือกตอบแบบเลี่ยงบาลีเพื่อเอาใจ สว. ก็จะได้บุคคลที่ขาดความกล้าหาญไปปฏิบัติหน้าที่
สว. เทวฤทธิ์ ระบุ ด้วยเหตุนี้ตนจึงเสนอให้มีการทอดระยะเวลาการสรรหาออกไปก่อน เพื่อรอให้ กกต. มีคำวินิจฉัยกรณีสมาชิกวุฒิสภาให้เสร็จสิ้น เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมทิ้งท้ายว่าความศรัทธาต่อองค์กรอิสระเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่นานถึง 7 ปี และมีอำนาจตัดสินคดีการเมืองที่สำคัญ จึงไม่อยากให้กระบวนการที่ผิดเพี้ยนกลายเป็นความปกติใหม่ในสังคมไทย
