Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในพื้นที่ภาคกลางตอนเหนือของเวียดนามชุมชน "ไทขาว" หรือที่เรียกตนเองว่า "ไทเมือง" กำลังเผชิญกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางอัตลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน งานภาคสนามของ รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนไทในพื้นที่ "ฝูกุ่ย" ในจังหวัดเหงะอาน และยือซวน จังหวัดแท็ญหวา ยังคงพยายามต่อรองและรักษาความเป็นตัวตนผ่านพิธีกรรม ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตนเอง

หนึ่งในศูนย์กลางของรักษาอัตลักษณ์ไทนี้ คือ พิธีเซ่นควายบูชาฟ้า ศาลเก้าห้อง พิธีกรรมสำคัญที่เชื่อมโยงความเป็นเครือข่ายเมืองของ “ไทเก้าเมือง” เข้าด้วยกัน ผ่านการเซ่นควายบูชาฟ้า และการระลึกถึงบรรพชน พิธีนี้ถือเป็นกลไกทางสังคมของชุมชน ที่สืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันทางการเวียดนามพยายามเข้ามากำหนดรูปแบบและขั้นตอน (หรือเขียนพิธีกรรมโดยรัฐ) จนบางส่วนกลายเป็นงานเทศกาลเชิงสัญลักษณ์มากกว่าพิธีกรรมดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ชุมชนไทยังพยายามทวงคืนพื้นที่ทางวัฒนธรรมของตน เช่น การต่อรองให้รื้อแท่นบูชาที่รัฐสร้างขึ้น และให้ "องมด (พ่อมด)" หรือผู้ประกอบพิธีชาวไทกลับมาประกอบพิธีบูชาศาลเก้าห้องอีกครั้งจนสำเร็จในปลายปี 2567

 

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดเสวนาความคืบหน้างานวิจัย 6 เดือน หัวข้อ "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน : อัตภาวะไทขาว ไทเขิน ไทใหญ่ ในเวียดนาม เมียนมา และไทย" โดยการวิจัยได้รับการสนับสนุนโดยทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ผู้นำเสนอประกอบด้วย รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, รศ.ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร,  ผศ.ดร. บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แลกเปลี่ยนความเห็นโดย ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหัวหน้าคณะวิจัย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ (ที่มา: Facebook/คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร)

ช่วงต่อมา อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ นำเสนอหัวข้อ “การกระจัดกระจายและความผูกพันของชุมชน: ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าในฐานะพิธีกรรมของชาวไทขาว ภาคกลางตอนเหนือของเวียดนาม” โดยพื้นที่ศึกษาอยู่ในภาคกลางตอนเหนือของเวียดนาม ศึกษาทั้งประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และพิธีกรรมของไทขาว

พื้นที่นี้อย่างที่อาจารย์ยุกติเรียกว่าไทเหยาะ ก็ยังมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ไทเมือง ไทเหยาะ หรือไทเสาะ ซึ่งเป็นกลุ่มไทขาว พื้นที่ศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่อยู่ในเขตวัฒนธรรม "เขตดินน้ำมา-ตาซำ" (ลุ่มแม่น้ำมา ในเวียดนาม - ซำเตอ ใน สปป.ลาว) ผู้วิจัยเลือกศึกษาในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคืออดีตอำเภอกุ่ยเจิว กุ่ยเหิบ เกว๋ฟองม์ และเหงียด่าน จังหวัดเหงะอาน และพื้นที่ของอดีตอำเภอญือซวน และเถื่องซวน จังหวัดแท็ญหวา ถือเป็นพื้นที่มีทรัพยากรอยู่อย่างมาก มีทอง ทับทิม ป่าอบเชย ป่าตะเคียน และเป็นเส้นทางค้าขายฝิ่น ในขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เป็นพื้นที่สู้รบสมัยราชวงศ์เจิ่น ที่กษัตริย์เจิ่นเญินตง ยกทัพมาที่ชายแดนที่นี่ และมาปักปันเส้นเขตแดน รบกันลาว รบกับกองทัพของหลากชาติพันธุ์ ได้แก่ โบะม้าน (Bộ Mán - พวน) เตียมลา (Tiêm La - เสียมลา หรือสยาม) จามปา (Chiêm Thành) เจนละ (Chân Lạp) และหัวหน้ากลุ่มกุ่ย (Qui/Quy - ไทเมือง/ไทเหยาะ) ส่า (Xa) หลาก (Lạc) และม้านแทง (Mán Thanh - ไทแทง (ไทแดง)

ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศสเข้ามาที่ภูมิภาคนี้เพื่อตั้งสถานีการค้าเพื่อควบคุมทรัพยากร เพราะเป็นเส้นทางไปสู่ลาว และเส้นทางค้าขายฝิ่น เป็นพื้นที่ๆ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีทั้งไทแทง ไทเมือง ไทเมือย ส่า (ข่า) ม้ง โถ

งานศึกษาให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม ในประเด็นเรื่องโครงสร้างทางสังคมและความสัมพันธ์ทางการผลิต หรือพื้นที่ทางสังคมของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะเวียดกับไท ไทกับม้ง กับส่า (ข่า) และดูว่ามีการครอบงำชนกลุ่มน้อย หรือเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง มีลักษณะการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะการต่อสู้ต่อรองของกลุ่มไทเมืองและชนต่างๆ ที่สัมพันธ์กับโครงสร้างสังคมทั้งหมดกับอาณาจักรไดเวียด และดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางการผลิตใหม่ภายใต้ความขัดแย้งการต่อสู้และการครอบงำหรือไม่

ขณะเดียวกันในประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรม ก็จะดูเรื่องประวัติศาสตร์ความคิดในเชิงสำนึกของผู้คนหรือคุณค่าต่างๆ ที่ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเจาะไปที่พิธีเซ่นควายบูชาฟ้า ศาลเก้าห้อง” เป็นกลไกทางวัฒนธรรมในการพยายามรักษาความผูกพันของคนกลุ่มนี้ (เครือข่ายคนไทเก้าเมือง) ภายใต้โครงสร้างของเมืองทั้งเก้าของกลุ่มไท ซึ่งเป็นระบบ "บ้าน เมือง" ที่อยู่ภายใต้โครงสร้างของรัฐอาณาจักรไดเวียด ครอบทับมาอีกทีหนึ่งคือโครงสร้างของ "จังหวัด ฝู เจิว อำเภอ ตำบล" (หมายเหตุ: ปัจจุบันประเทศเวียดนามควบรวมจังหวัด และยุบหน่วยงานระดับอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา) เหมือนเป็นโครงสร้างคู่ขนานกัน โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์กลไกทางสังคมและวัฒนธรรมในการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สำนึกเรื่องถิ่นที่ ทรัพยากร แรงงาน เส้นทางการค้า

เสวนาความคืบหน้างานวิจัย 6 เดือน "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน: อัตภาวะไทขาว ไทเขิน ไทใหญ่ ในเวียดนาม เมียนมา และไทย" ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อ 28 ธ.ค. 2568 ที่มา: Facebook/คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

พิธีบูชาศาลเก้าห้องของชาวไทขาว ที่เภอเกว๋ฟองม์ จังหวัดเหงะอาน ประเทศเวียดนาม ตรงกับวันที่ 14 ถึง 16 เดือน 2 ตามปฏิทินจันทรคติ ที่มา: แฟ้มภาพ/ DÂN TỘC VÀ PHÁT TRIỂN

 

เมื่อเข้าสู่ยุคอาณานิคมมีการปรับตัวของพิธีบูชาศาลเก้าห้อง ซึ่งเป็นการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในลักษณะหนึ่ง จนเข้าสู่รัฐสังคมนิยมเวียดนามในปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพิธีศาลเก้าห้อง แต่ก็อยู่ในการกำหนดของรัฐ การอนุญาตของรัฐ และการเขียนพิธีกรรมของรัฐ ซึ่งเป็นการปรับตัวอีกแบบหนึ่งในการผนึกอำนาจทางวัฒนธรรม

นอกจากกลไกอำนาจทางวัฒนธรรมในพิธีศาลเก้าห้อง ยังมีปรากฏการณ์อันหนึ่งก็คือ การผสมผสานทางชาติพันธุ์ เช่นกระบวนการทำให้กลายเป็นคนไท หรือ Tai-ization เช่น คนกิงเป็นไท ส่าเป็นไท และเออร์ดูเป็นไท

และในกระบวนการต่อสู้ของพื้นที่วัฒนธรรม จะมีการผลิตสัญลักษณ์ใหม่ๆ เช่น "นางสีดา และต่าวลออี" หรือวาทกรรมใหม่ ๆ เช่น "ไทที่นี่เป็นพวกบูชาศาลเก้าห้อง" ภาษาใหม่ๆ หรือภาษาเดิมที่ถูกรื้อฟื้นในบริบทใหม่ เช่น "ได้กี บ่ลืมถู่ ได้ยูบ่ลืมกง" (ได้กินไม่ลืมตะเกียบ ได้อยู่ไม่ลืมการทำงาน/ส่วนร่วม) ซึ่งเป็นคำสลักในศาลเก้าห้อง และในบ้ายไวนิลในบ้านของปัญญาชนท้องถิ่น เป็นต้น สัญลักษณ์เหล่านี้เป็นตัวแปรทางวัฒนธรรม ในการต่อสู้บนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เพื่อรักษาความผูกพันของไทเก้าเมือง และรักษาพลังบางอย่างเอาไว้ในการเผชิญกับอำนาจที่ใหญ่กว่า

สำหรับชาวไทขาว ซึ่งมีหลายชื่อเรียก เช่นไทเมือง/ไทเสาะ/ไท/ถายเซสาะ (Thai Do) อาศัยอยู่ในภาคกลางตอนเหนือของเวียดนาม โดยประวัติศาสตร์บอกเล่า พวกเขาอพยพมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 สันนิษฐานว่าต้นกำเนิดคือเมืองซอ (Do) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และเมืองซอ (Xo) ที่ อ.ฟองโถว จ.ลายโจว พรมแดนเวียดนาม-จีนในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังเรียกตัวเองว่า "ไทเมือง" เพื่อสื่อว่าอยู่มาก่อน หรือเป็นคนกลุ่มหลักหรือเป็นเจ้าของที่ บนความสัมพันธ์กับกลุ่ม "ไทแทง" (ที่มักถูกเรียกว่า "ไทแดง") ซึ่งคนไทแทง คือ กลุ่มคนไทที่มาจากเมืองแทงหวา (ไทดำ)

ส่วน "ไทเหยาะ/ไทเสาะ" น่าจะหมายถึงต้นกำเนิดว่ามาจากเมืองซอ (Do)

ส่วน "ไทขาว" สื่อถึงวัฒนธรรมที่สืบสานมาจากกลุ่มไทขาวบริเวณยูนนาน และทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งมีลักษณะวัฒนธรรมที่มีความใกล้เคียงกัน (แต่สำหรับนักวิชาการบางท่าน วัฒนธรรมของพวกเขาใกล้เคียงกับพวกไทดำมากกว่า ซึ่งต้องถกเถียงกันต่อไป)

และในพื้นที่นี้ยังมีกลุ่ม "ไทดำ" ที่มีกลุ่มย่อยที่เรียกว่า "ไทแทง" และ "ไทเมือย" มาจากเมืองหม้วย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ทางเซินลา เอียนบ๋าย และจากทางจังหวัดแทงหวา จากตำนานเมืองเซีย ซึ่งผู้วิจัยเคยศึกษามาก่อนในงานพิธีเซ่นผีเมืองเซีย ก็จะพบว่าเมืองเซีย ในอดีตเสียเมืองให้ชาวกิง หรือเวียด เมื่อเจ้าเมืองเชื้อสายกิงเป็นผู้ปกครอง คนไทที่นั่นเลยอพยพไปทางจังหวัดเหงะอาน จึงเป็นที่มาของเมืองว่าเมืองเมืองเซีย หรือเสียเมือง

ไทเมือง ปรากฏตัวในหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรในเหตุการณ์ปฏิวัติที่ลามเซิน มีหัวหน้าเขตปกครองระดับฝูคนหนึ่งจากตระกูลเกิ่ม ซึ่งเป็นตระกูลของคนไท เป็นนายกองที่ช่วยเลเหล่ย (ซึ่งต่อมาเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เล) ขับไล่ราชวงศ์หมิงออกจากเวียดนามในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 และสถาปนาราชวงศ์เล แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าฝูที่เป็นคนไท กับกองทัพของเลเหล่ย ที่ ในการร่วมมือกันปราบกองทัพของราชวงศ์หมิงที่มายึดครองเวียดนามช่วง ค.ศ. 1418-1427 โดยเกิ่มนี้ต้นสายมาจากตระกูลลอคำ

โดยในช่วง 6 เดือนแรกของการวิจัย รศ.ดร.อัจฉริยา ยังค้นพบเอกสารสำคัญนอกเหนือจากเอกสารในภาษาเวียดนาม คือเอกสารไทโบราณ "กุ่ยเจิวฝูเดียว" ค.ศ. 1912 จำนวน 48 หน้า เขียนด้วยอักษรฝูกุ่ย (ลายไต) ซึ่งเขียนแบบบนลงล่าง ขวาไปซ้าย คล้ายอักษรจีน จัดทำขึ้นในขณะที่เวียดนามและฝูกุ่ยอยู่ในการควบคุมของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส เป็นเรื่องราวฝูกุ่ยในสมัยจักรพรรดิ 4 พระองค์ในราชวงศ์เหงวียน ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1884 ถึง 1916 เนื้อหายังกล่าวถึงการแบ่งเขตการปกครองที่เปลี่ยนแปลงไปมาในฝูกุ่ย การแต่งตั้งผู้ว่าการฝู การคอร์รัปชัน การซื้อขายตำแหน่ง การปราบศึกส่า (ข่า) การเก็บอากร-ภาษีอย่างหนักหน่วง ("ทิวเอ๋ เซหนัก" ในภาษาไท) พิธีบูชาศาลเก้าห้องและคำฟ้า

โดยข้อสังเกตในเอกสาร "กุ่ยเจิวฝูเดียว" แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในสังคมโซเมียไทกับราชสำนักเว้ ที่ถูกควบคุมโดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ความน่าสนใจอยู่ที่จะเขียนทุกอย่างลงไปเหมือนเป็นคู่มือ เหมือนอยู่ในยุคที่กำลังจะสูญสลาย โดยมีการบันทึกพิธีบูชาศาลเก้าห้อง และกฎหมายท้องถิ่นเอาไว้อย่างละเอียด

โดยโครงสร้างและระบบการเมืองของฝูกุ่ย ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นการซ้อนทับกันระหว่างระบบของฝู จังหวัด อำเภอ ของราชสำนัก กับระบบของบ้าน/เมือง ของกลุ่มคนไท แต่คนไทก็พยายามรักษาอัตลักษณ์ของเมือง และความเชื่อมโยงของเมืองทั้งเก้าเมือง ระหว่างเมืองใน-เมืองนอก กับเมืองบริวาร ยึดโยงด้วยพิธีบูชาศาลเก้าห้อง และเอกสาร "กุ่ยเจิวฝูเดียว" ก็บันทึกพิธีบูชาศาลเก้าห้องไว้อย่างละเอียด ทั้งวิธีการแต่งกาย และการกินในช่วงประกอบพิธีกรรม

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักไดเวียดกับเขตปกครอง เจิวกุ่ย/กุ่ยเจิว/ฝูกุ่ย เกิดขึ้นผ่านระบบการปกครอง การเก็บภาษี จนถึงยุคปราบผู้ส่า (คนข่า) ในฝูกุ่ยช่วงอาณานิคมฝรั่งเศส รวมทั้งความวุ่นวายในตำแหน่งผู้ว่าการฝู บางช่วงมีการแต่งตั้งผู้ว่าการฝูคนใหม่มาปกครองช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 2 เดือน หรือ 4 เดือน โดยยังมีข้อสังเกตว่าในช่วงราชสำนักเวียดนามปกครองโดยตรง ผู้ว่าการฝู มักจะเป็นคนเชื้อสายเวียด ส่วนในยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ผู้ว่าการฝูมักจะสลับระหว่างคนเวียดกับคนไท

ในประเด็นโซเมีย แม้ว่าในเชิงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร วิถีการผลิต แรงงาน ยังต้องค้นคว้าเก็บข้อมูลต่อไป แต่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ "กึ่งโซเมีย" ความสัมพันธ์ระหว่างชนกลุ่มน้อย (ไทเมือง) กับรัฐไม่ได้เป็นในลักษณะของการต่อต้าน ทว่าเป็นการต่อรอง เช่น ทางการปกครอง ไทเมืองยังใช้กลไกทางวัฒนธรรม (พิธีเซ่นฟ้าฯ) ในการรักษาระบบ "บ้าน-เมือง" ผ่านการผนึกพลังความเป็น "เครือข่ายเมืองทั้ง 9" ไว้ได้ ขณะที่กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทรัพยากร และเส้นทางการค้ายังอยู่ในมือของคนไท แม้มีความพยายามในการควบคุมพื้นที่ ทรัพยากร และการค้า ก็ทำได้เพียงแค่การเก็บภาษี และการขูดรีดภาษีโดยรัฐ (เว้นแต่ในยุคอาณานิคม ที่ฝรั่งเศสเข้ามาควบคุมเส้นทางการค้าแทบจะเบ็ดเสร็จ) ในขณะเดียวกัน คนไทก็ขูดรีดแรงงานและภาษีจากคนส่าจนเกิดกบฏของส่าเช่นกัน

และยังมีการผสมผสานทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม การกลายเป็นไทในหลายกรณี เช่น ผู้ว่าการฝูท่านหนึ่ง เป็นคนเวียด มีแม่เป็นไท ใช้นามสกุลของแม่ และแต่งงานกับภรรยาคนไท เป็นความพยายามสร้างตนเองให้กลายเป็นไท เพื่อที่จะครอบครอบพื้นที่ป่าอบเชย แล้วขายไม้อบเชยให้เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสๆ ไม่มีเงินจ่าย จึงให้ตำแหน่งผู้ว่าการฝูแก่เขา นอกจากนี้ มีกรณีคนส่ากลายเป็นไทหลายกลุ่ม รวมทั้งคนเออร์ดูกลายเป็นไท จนแทบจะไม่ชาติพันธุ์เออร์ดู (ปัจจุบันเหลือเพียง 300 คน โดยที่รัฐชาติมีกลไกหลายอย่างในการรักษาชาติพันธ์นี้ไว้ เช่น ให้คนเออร์ดูสามารถสืบเชื้อสายทางมารดาได้ เช่น ถ้ามีบิดาเป็นไท มารดาเป็นเออร์ดู เด็กคนนั้นเป็นชาวเออร์ดู ไม่ใช่ไท เป็นต้น)

ดังนั้น จะเห็นว่าชุมชนไทต่อรองกับรัฐผ่านการต่อต้านและต่อรองแบบปรับตัว ไม่ใช่การต่อต้านโดยแยกตัวออกไป แต่เป็นการรักษาอัตลักษณ์ท่ามกลางการถูกครอบงำและเปลี่ยนแปลง

โดยงานวิจัยเบื้องต้นค้นพบว่าพิธีบูชายัญควายเซ่นฟ้าที่ศาลเก้าห้อง ทำพิธี 2 คืออำเภอญือซวน จังหวัดแท็ญหวา และอำเภอเกว๋ฟองม์ จังหวัดเหงะอาน ประเทศเวียดนาม เป็นความพยายามในรักษาความผูกพันของเก้าเมืองไท ภายใต้โครงสร้างไดเวียด/ฝรั่งเศส/เวียดนาม ที่ครอบระบบบ้าน/เมือง จนถึงปัจจุบัน ที่เป็นรัฐสังคมนิยมที่มีระบบเศรษฐกิจการตลาด การบูชาฯ ศาลเก้าห้องยังเป็นพื้นที่วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนไทเมือง

คำว่า "ห้อง" หมายถึง แท่นบูชา 9 แท่น ของ 9 เมือง ซึ่งเป็นพันธมิตรเมือง และมีการเซ่นฟ้าบูชาควาย เซ่นพ่อฟ้า (แถน) นางสีดา และก็ต่าวหล่ออี (หล่อมี 2 หล่อ หล่ออ้าย กับ หล่ออี แต่เลือกหล่ออี เพราะสืบตระกูลมาทางฝ่ายแม่)

โดยในพื้นที่ทางวัฒนธรรม ก็มีการช่วงชิงเพราะว่ารัฐสังคมนิยมพยายามเข้ามากำหนดพิธีกรรม หรือการเขียนพิธีกรรมว่าต้องทำอย่างไร มีใบอนุญาตจากรัฐ มีขั้นตอนประกอบพิธี ก็มีการช่วงชิงอย่างกรณีศาลเก้าห้องที่อำเภอญือซวน จังหวัดแท็ญหวา รัฐพยายามใช้สถาปัตยกรรมแบบเวียด มีการกำหนดพิธีกรรม ชาวบ้านก็ต่อสู้ต่อรอง ชาวบ้านให้ทางตำบลประสานงานกับมหาวิทยาลัยของจังหวัดและมหาวิทยาลัยแห่งชาติจัดสัมมนาทางวิชาการประมาณ 3-4 ครั้ง จนสุดท้ายรัฐบาลยอมรื้อแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาลเก้าห้องออกไป และให้ "พ่อมด" หรือผู้ประกอบพิธีที่เป็นคนไทกลับมาประกอบพิธี สิ่งนี้ก็เป็นการทวงคืนอำนาจทางสัญลักษณ์ และทวงคืนพื้นที่ในความทรงจำร่วม "อย่างเผชิญหน้าตรงไปตรงไปตรงมา" ซึ่งไม่ค่อยพบบ่อยนักในเวียดนามที่เป็นรัฐสังคมนิยม

เบื้องต้นสรุปได้ว่าพิธีศาลเก้าห้อง ทั้งที่ญือซวน และเกว๋ฟองม์ เป็นพิธีกรรมที่เปลี่ยนจากชุมชนสู่รัฐเป็นผู้ควบคุมทำให้สูญเสียการมีส่วนร่วมและความศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นงานเชิงสัญลักษณ์และเทศกาลมากกว่าพิธีกรรมโดยสามารถอ่านได้ในบทความ "ความทรงจำร่วมอันกระจัดกระจาย : ศาลเก้าห้องกับการช่วงชิงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และพื้นที่วัฒนธรรมของชาวไทในเวียดนาม" (หมายเหตุ: เผยแพร่ใน Silpakorn University e-Journal (Social Sciences, Humanities, and Arts) ปีที่ 45 ฉบับที่ 2 (2568) อ่านบทความที่นี่)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง