Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

พลิกมุมมองจากข้อเสนอของเจมส์ ซี สก็อตเมื่อ “โซเมีย” หรือพื้นที่สูงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เร้นรัฐ และชุมชนการเมือง “ไท/ไต” ไม่ได้แยกขาดจากโลกพื้นราบ ในการนำเสนอความคืบหน้างานวิจัยชุด “โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่านฯ” ยุกติ มุกดาวิจิตร ชวนทบทวนความเข้าใจเดิมๆ ผ่านแนวคิด “อัตภาวะไท” และภาวะกึ่งโซเมีย ที่เชื่อมโยงผู้คน ภาษา และรัฐบนพื้นที่สูงกับพื้นที่ราบเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา: Facebook/คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปกหนังสือ The Art of Not Being Governed: An Anarchist History of Upland Southeast Asia (2009)

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดเสวนาความคืบหน้างานวิจัย 6 เดือน หัวข้อ "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน: อัตภาวะไทขาว ไทเขิน ไทใหญ่ ในเวียดนาม เมียนมา และไทย" โดยการวิจัยได้รับการสนับสนุนโดยทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

ผู้นำเสนอประกอบด้วย รศ.ดร.อัจฉริยา ชูวงศ์เลิศ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, รศ.ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร,  ผศ.ดร. บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แลกเปลี่ยนความเห็นโดย ศ.กิตติคุณ ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหัวหน้าคณะวิจัย

ช่วงแรก ยุกติ มุดาวิจิตร เริ่มต้นกล่าวถึงโครงการวิจัยว่าดำเนินการวิจัยมาแล้ว 6 เดือน "โซเมียไทในระยะเปลี่ยนผ่าน: อัตภาวะไทขาว ไทเขิน ไทใหญ่ ในเวียดนาม เมียนมา และไทย” โครงการวิจัยนี้มีโครงการย่อย 3 โครงการ ได้แก่

หนึ่ง “การกระจัดกระจายและความผูกพันของชุมชน: ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าในฐานะพิธีกรรมของชาวไทขาว ภาคกลางตอนเหนือของเวียดนาม” วิจัยโดย อัฉริยา ชูวงศ์เลิศ

สอง “โครงการศึกษาประวัติศาสตร์สังคม ความทรงจำและการเคลื่อนย้ายของคนขึนเมืองเชียงตุง” วิจัยโดย ชัยพงษ์ สำเนียง ศึกษาประวัติศาสตร์และความทรงจำของคนไทขืน

และสาม “ภูมิทัศน์ความตายของคนไทใหญ่ในพื้นที่ชายแดนและรัฐฉาน ประเทศเมียนมา” โดย บุศรินทร์ เลิศวริสกุล

ในส่วนของภาพรวมของงานวิจัย มีคำถามร่วมกันว่า “เราจะศึกษาภาวะโซเมีย (Zomia) ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร? มีการต่อรองกับรัฐและชนพื้นราบอย่างไร และสังเคราะห์ความรู้เรื่องชนพื้นที่สูงกับชนกลุ่มน้อยในปัจจุบัน”

และงานวิจัยแต่ละหัวข้อก็จะมีคำถามย่อย เช่น อาจารย์อัฉริยา ชูวงศ์เลิศ ทำเรื่องไทขาว กับไทเมือง ก็จะศึกษาการรักษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ผ่านพิธีกรรมและความทรงจำเกี่ยวศาลแห่งหนึ่ง เรียกว่า ศาลเก้าห้อง

งานอาจารย์ชัยพงษ์ สำเนียง จะดูผ่านประวัติศาสตร์สังคมและความทรงจำของคนไทขืน และอาจารย์บุษรินทร์จะดูเรื่องเกี่ยวกับภูมิทัศน์ความตาย ดูผ่าน landscape ของความตาย กรณีของคนไทใหญ่

ยุกติกล่าวทบทวนการศึกษาเรื่องคนไท/ไตที่ผ่านมา เวลาที่มีงานวิจัยเกี่ยวกับคนไทนอกประเทศไทย หรือบางทีก็เรียกไท/ไต ศึกษา ที่ผ่านมาแต่ละกลุ่มก็ถูกศึกษาอย่างแยกส่วนกัน และโดยเฉพาะการศึกษาของนักวิชาการไทย ก็มักจะไปดูว่าคนไทในประเทศต่างๆ มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงทางด้านวัฒนธรรมกับคนไทยสยามอย่างไร เหมือนกับเราไปค้นหารากของตัวเราเองจากคนไทกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่นอกประเทศไทย งานกลุ่มนี้มีจำนวนมาก งานทั้งสองส่วนนี้ยังมีข้อจำกัด ก็คือ ยังขาดการเปรียบเทียบข้ามกลุ่มของคนไท/ไต นอกประเทศไทย และไม่เห็นภาพรวมที่เชื่อมโยงในภาพใหญ่กว่านี้

ทีนี้ยกเว้นอยู่งานเดียวของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ออกมาในปี 2567 ก่อนที่อาจารย์จะเสียชีวิตก็ฝากผลงานไว้ เรียบเรียงโดยสุจิตต์ วงษ์เทศ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), รวมข้อมูลวรรณกรรมวิชาการ โซเมีย, ไท-ไต ใน "นิธิ เอียวศรีวงศ์", 2568) ประเด็นของนิธิ คือการวิพากษ์ความเป็นไทยแท้ และความเป็นสารัตถะนิยมของความเป็นไทย ที่ถูกมองผ่านเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์

และโจทย์ของอาจารย์นิธิก็สัมพันธ์กับการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสยาม ข้อเสนอของนิธิก็คือทำอย่างไรจะเข้าใจประเทศไทยโดยขยายความเข้าใจไปยังคนไท/ไต กลุ่มอื่นๆ ที่อยู่นอกประเทศไทย และมีโจทย์ของคนไท/ไต ที่อยู่ในหุบเขาในประเทศต่างๆ อาจารย์ก็เดินทางไปสี่ป้อ ที่รัฐฉาน และเคยเดินทางไปประเทศเวียดนาม ไปดูเมืองแถง เมืองลา ส่วนหนึ่งก็ศึกษาจากเอกสารด้วย ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีช่องว่างที่เราสามารถศึกษาได้อยู่

ทำไมต้องศึกษาโซเมีย

ยุกติตั้งโจทย์ของทีมวิจัยโดยอาศัยงานของ เจมส์ ซี สก็อต (James C. Scott) เป็นจุดตั้งต้น โดยขยายความเข้าใจเกี่ยวข้องข้อเสนอของสก็อต ข้อเสนอของสก็อตกว้างมาก เขาพูดถึงกลุ่มคนที่เขาเรียกรวมๆ ว่า “โซเมีย” ซึ่งเป็นคำที่ดัดแปลงมาจากภาษาตระกูลทิเบโต-เบอร์มัน โดยคนแรกที่เสนอขึ้นมาคือนักภูมิศาสตร์ที่ชื่อว่า วิลเลม แวน แซนเดล (Willem van Schendel)

จากข้อเสนอดังกล่าว เจมส์ ซี สก็อต ก็นำมาปรับให้ใหญ่ขึ้น ไปสัมพันธ์กับการศึกษาเรื่องชนพื้นที่สูงและชนพื้นราบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป งานของสก็อตจริงๆ เขามีแผนการไปศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเขตหมู่เกาะด้วย แต่ยังไม่ได้ทำ สก็อตตายเสียก่อนเมื่อปี 2567

ข้อเสนอของสก็อตคือ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปเหนือ จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป 200 เมตร เป็นพื้นที่สูง ในความหมายที่ว่า ในแง่ของการเกษตร ซึ่งสัมพันธ์กับการก่อตัวของชุมชนทางการเมือง คนบนที่สูงอาศัยอยู่ได้ด้วยอาการหลักพวก เผือก มันต่างๆ พืชเหล่านี้มีความทนต่อสภาวะอากาศกับพื้นที่สูง ที่ปุ๋ยหน้าดินถูกชำระล้างตลอดเวลา ไม่เหมาะกับการปลูกธัญพืช หรือ grains

ในขณะที่พื้นลุ่ม มีภาวะน้ำท่วม ที่ได้นำตะกอน คือปุ๋ยหน้าดินจากพื้นที่สูงลงมายังพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นเหมาะกับการเกษตรอีกลักษณะหนึ่ง คือธัญพืช และต้องเป็นธัญพืชที่หนีน้ำด้วย คือปรับตัวตามระดับความสูงของน้ำได้ก็คือข้าวนาดำ

ทีนี้ภูมิศาสตร์และการเกษตร สัมพันธ์กับการก่อตัวของชุมชนสองลักษณะคือ ที่สูง เป็นชุมชนที่ไม่เข้มแข็ง เจือจาง เบาบาง แต่มีความหลากหลาย คนเหล่านี้เคลื่อนไหวได้ง่าย ดังนั้นเขาจึงทำการเกษตรในลักษณะที่เป็นไร่หมุนเวียน (Shifting cultivation) หรือเจ้าหน้าที่รัฐเรียกว่าไร่เลื่อนลอย

ในขณะที่รัฐพื้นราบก่อตัวขึ้นมาได้ เพราะมีลักษณะของการเกษตรที่ต่างออกไปคือการจัดการน้ำ ต้องทำชลประทาน และมีการจัดการองค์กรทางสังคมที่เข้มแข็ง คอยดูแลไม่ให้เหมืองฝายตัน มีการขุดลอกตลอดเวลาอะไรต่อมิอะไร จึงนำมาซึ่งการเก็บภาษี และแปลงให้คนมาอยู่ด้วยกันเป็นองค์กรทางสังคมขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่ารัฐ สก็อตก็จะบอกว่าคนพื้นที่สูงมีลักษณะคล้ายกับว่าจะไร้รัฐ เขาใช้คำว่า stateless หรือ non-state ในขณะที่คนที่ราบ เป็นชุมชนที่เกาะเกี่ยวกับรัฐมาก

แต่อย่างไรก็ตาม คนทั้งสองกลุ่มนี้ก็ไปมาหาสู่กันและพึ่งพิงกันในลักษณะที่ว่า คนพื้นราบหากแร้นเค้นมากก็หนีไปบนพื้นที่สูง คนพื้นที่สูงเอง นานๆ ทีก็ถูกกวาดต้อนมาเป็นกำลังให้คนบนพื้นที่ ในรัฐพื้นราบขนาดใหญ่เช่น เชียงใหม่ รายรอบด้วยผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาจากพื้นที่สูง หรือกรุงเทพฯ เองก็ตามก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาจากพื้นที่สูง ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่สูงก็คือ “โซเมีย” กับพื้นที่ราบก็ติดต่อสัมพันธ์กันอยู่

พวกเราที่ทำวิจัยเรื่องนี้ มองเห็นข้อจำกัดในงานของสก็อตก็คือ ด้านหนึ่งคือ ภาวะของคู่ตรงข้ามกันอย่างสารัตถะ ตายตัวมากเกินไป ถ้าพูดเลยไปอีกนิดหนึ่งก็คือ คนไท/ไต บนพื้นที่สูงมีภาวะก้ำกึ่งระหว่างคนพื้นที่สูงกับพื้นที่ราบ ในขณะเดียวกันรัฐบนที่สูงมีลักษณะอย่างไร บทบาทเป็นอย่างไรกันแน่ สก็อตไม่พูดถึงสภาวะของความเป็นรัฐพื้นที่สูงอย่างชัดเจนเท่าใด

รัฐบนที่สูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปส่วนใหญ่เป็นรัฐของคนไท/ไต หรือคนที่พูดภาษาตระกูลไท ในขณะเดียวกันอาจจะมีเทคโนโลยีทางการเมืองที่ทำให้คนเหล่านี้ ทำให้ภาษาไทเหล่านี้แผ่กระจายไปมีอำนาจในที่ราบลุ่มบนที่สูง ซึ่งมีเงื่อนไขเฉพาะบางอย่าง

และอีกประการหนึ่งก็คือ สก็อตมิได้แยกระหว่างรัฐไท/ไต ที่อยู่บนที่สูง ที่มีลักษณะแตกต่างกับรัฐสยาม ที่เป็นรัฐบนพื้นราบ รัฐไท/ไต มีการก่อตัวของชุมชนทางการเมืองที่มีลักษณะแตกต่างกัน

ยุกติ กล่าวต่อว่า งานวิจัยของพวกเราก็คือทำความเข้าใจกลุ่มคนไท/ไต ที่อยู่บนที่ราบบนที่สูง 200 เมตรขึ้นไปอยู่ในดินแดนที่สก็อตเรียกว่า “โซเมีย” แต่ไม่ได้มองในลักษณะขั้วตรงข้ามแบบนั้น จริงๆ แล้วรัฐโซเมีย มีทั้งคนพูดภาษาตระกูลไท/ไต (ไทใหญ่,ฉาน/ ไทเขิน,ลื้อ / ไทขาว,ถาย) และตระกูลภาษาอื่นๆ

การศึกษา “อัตภาวะไท”

ดังนั้น สิ่งที่เราจะศึกษาคือ “อัตภาวะไท” ซึ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใจ “ภาวะกึ่งโซเมีย” ที่เราจะนำเสนอ ในแง่หนึ่งเราอยากดูความสืบเนื่องของการเป็นรัฐบนที่สูงในอดีต ดูการกลืนกลายชนบนพื้นที่สูงและชนพื้นที่ราบมาเป็นไท (Tai-ization) เช่น คนม้ง อิ้วเมี่ยน กะเหรี่ยง กะฉิ่น ในรัฐฉาน ถูกกลืนกลายมาเป็นไท มีกระบวนการอย่างไร

การที่รัฐไทบนที่สูงมีอำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจการเมือง และมีอำนาจในการรักษาตัวตนทางวัฒนธรรมผ่านมิติต่างๆ ว่ายังคงรักษา “อัตภาวะไท” อย่างไร

ถ้าเราดูสามโครงการย่อย เราจะเห็นทั้ง ไทขืน, ไทใหญ่, ไทขาว ว่าอยู่ในพื้นที่ “กึ่งโซเมีย”

เพราะฉะนั้นกรอบการศึกษาและข้อถกเถียงก็คือ ทำไมเราต้องศึกษาเรื่องโซเมีย ก็เพราะภาวะโซเมียทำให้เราเห็นภาพรวมของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท/ไต ในระดับภูมิภาคได้ เราไม่พอใจข้อเสนอโซเมียของสก็อต จึงมีข้อเสนอ “โซเมียไท” หรือ “ภาวะกึ่งโซเมีย” และลดวิธีมองแบบคู่ตรงข้าม และเห็นภาวะก้ำกึ่งที่กลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนพื้นที่สูงกับคนพื้นที่ราบ ซึ่งรัฐไทบนพื้นที่สูงทำหน้าที่เชื่อมร้อยกัน และอาศัยแนวคิดอัตภาวะของการคงอยู่ของภาวะกึ่งโซเมียที่สืบเนื่องจากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในสามดินแดนทั้งในไทยสยาม พม่า และเวียดนาม โดยศึกษาผ่านกลุ่มพื้นที่คือไทขาว ไทขืน และไทใหญ่

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง