Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คนที่อยู่ในสถานะที่สูงส่งหรือดูเหมือนจะมีอำนาจมากกว่าคนทั่วไป แท้จริงแล้วพวกเขาต้องยอมแลกกับการเสียสิทธิหรืออำนาจบางอย่างเพื่อจะรักษาสถานะเช่นนั้นไว้ ซึ่งหลายครั้งพบว่า การต้องรักษาอำนาจของคนเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยเเรงกดดัน ไม่มีเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน จนพวกเขากลายเป็น “ร่างทรงเพื่อให้อำนาจสถิตอยู่” และกลายเป็นทาสของคนที่พวกเขาปกครองด้วยซ้ำ บทความนี้จะชวนอ่านเรื่องสั้น “ยิงช้าง” ของ จอร์จ ออร์เวลล์ และเสนอว่ามีลักษณะคล้ายกับอำนาจที่พระสงฆ์ไทยมี

ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ: ใครมีอำนาจมากกว่ากัน

วรรณกรรมเรื่อง “ยิงช้าง” (Shooting an Elephant) ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell, 1936) ได้เล่าถึงประสบการณ์ของเขาขณะเป็นตำรวจในพม่าช่วงอาณานิคม ในฐานะผู้ปกครองที่มาเเย่งชิงทรัพยากรและกดขี่คนท้องถิ่น พวกเขาอยู่ด้วยความกดดันและถูกเกลียดชังอย่างมาก หากผู้หญิงชาวยุโรปไปเดินตลาด ก็มักจะถูกคนบ้วนน้ำหมากใส่กระโปรง เขาเองเวลาเล่นฟุตบอลก็จะถูกเเตะตัดขาจนล้มแล้วกรรมการซึ่งเป็นคนพม่าจะรีบหันหน้าไปทางอื่นเพื่อทำเป็นมองไม่เห็น และจะตามมาด้วยเสียงโห่ร้องเยาะเย้ยของผู้ชม

วันหนึ่งเขาได้รับเเจ้งว่ามีช้างอาละวาด ช้างได้ทำลายกระท่อมของชาวบ้าน ร้านขายผักในตลาดและฆ่าคนหนึ่งคน เขาออกไปพร้อมกับปืนไรเฟิล แต่เมื่อถึงที่ที่ช้างอยู่ก็พบว่าช้างได้สงบลงแล้ว ช้างยืนกินหญ้าโดยไม่สนใจผู้คน เขาคิดในใจว่าไม่ควรทำร้ายช้าง เเค่รอให้ควาญช้างมาจับกลับไป โดยเทียบคุณค่าของช้างว่าเป็นเหมือนเครื่องจักรราคาเเพงที่ไม่ควรถูกทำลายโดยไม่จำเป็น

โฆษณา - Advertising

เเต่เมื่อหันไปมองฝูงชนซึ่งรวมตัวกันนับพันเพื่อมาดูเหตุการณ์ และคาดหวังอย่างมากว่าจะได้ดูฝรั่งยิงช้าง เขาก็ต้องตัดสินใจใหม่ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ชอบเขา เเต่เขาได้กลายเป็นผู้วิเศษขึ้นมาเพราะมีอาวุธวิเศษในมือซึ่งชาวบ้านไม่มี สีหน้าที่ปรารถนาจะชมการยิงช้างบังคับให้เขาต้องทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ ในนาทีนั้นเองที่เขาเข้าใจว่า คนขาวที่มีปืนซึ่งดูจะมีอำนาจมากที่ถูกจับจ้องด้วยฝูงชนซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ แท้จริงแล้วกลับไม่มีอำนาจอะไรเลย เป็นเหมือนหุ่นเชิดที่ต้องเเสดงไปตามความปรารถนาของชาวบ้าน

เขาตระหนักดีว่า หากยิงพลาดเเละช้างวิ่งมาทำร้ายก็จะเป็นอันตรายมาก แต่ความกลัวอันนั้นก็ยังไม่เท่ากับความกลัวต่อการหัวเราะเยาะ/เย้ยหยันจากชาวบ้านที่เขาโดนมาตลอด และหากครั้งนี้ซึ่งเขามีอาวุธพร้อมในมือแต่ถอยกลับไปโดยไม่ทำอะไร เขาก็จะโดนหัวเราะเยาะเเน่ๆ เขาจึงตัดสินใจยิงช้างแล้วเดินจากไป

พระไทยกับเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ตัดภาพมาที่พระไทยซึ่งดูจะมีอำนาจทางวัฒนธรรม (ศาสนา) ที่เหนือกว่าชาวบ้านทั่วไป เป็นที่เคารพยกย่องในสังคม แต่การเข้ามาห่มจีวรซึ่งต้องแลกกับอาหารบิณฑบาตและปัจจัยอื่นๆ ที่ชาวบ้านถวายไม่ใช่สิ่งที่ได้มาฟรีๆ พระไทยต้องสวมบทบาทเป็นเนื้อนาบุญ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่กำลังบำเพ็ญวัตรบางอย่างอยู่ซึ่งเหนือกว่าสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

โฆษณา - Advertising

1. ข้อปฏิบัติที่รัดตัวจนแทบไม่เหลือความเป็นคน

พระไทยหลายรูปเชื่อเรื่องการประเคน อาหาร/น้ำที่จะบริโภคต้องมีคนนั่งคุกเข่าและยกถวายให้ก่อน กลายเป็นว่า แม้บางรูปจะปรุงอาหารเอง ก็จะไปเรียกฆราวาสหรือสามเณรมายกประเคนให้อีกที วินัยข้อนี้ยังเถียงกันได้ว่าเราควรตีความคำว่า “อนุปฺปทินฺนํ” (อาหารที่คนอื่นยังไม่ได้ให้) ว่าหมายถึงแค่ เอ๋ยปากยกให้ก็ได้ หรือต้องนั่งคุกเข่าประเคนกันแน่ แต่หากแปลแบบหลังก็เท่ากับทำให้สถานะของพระเป็นเรื่องไม่ปกติ แทนที่จะกินอาหารได้ง่ายๆ แบบคนทั่วไป

การใช้ผ้ารับประเคนเมื่อต้องรับของจากผู้หญิงก็เป็นอัตลักษณ์อันหนึ่งของพระไทย ขณะที่พระเถรวาทอื่นๆ รับกับมือได้เลย เช่น เขายื่นน้ำดื่มให้ เพราะอาบัติจะเกิดก็ต่อเมื่อมีเจตนาคิดในทางกามแล้วไปจับตัว (ลูบคลำ) เขา ซึ่งมนุษย์ทั่วไปใช้การยื่นและรับของกันเป็นปกติ การที่พระไทยทำให้สิ่งนี้เคร่งขึ้นอาจช่วยสร้างภาพลักษณ์ของผู้มีบุญได้มากขึ้น ที่ตลกก็คือหากตอนนั้นไม่มีผ้ารับประเคน บางรูปถึงกับดึงจีวร สบง หรือหาใบไม้มารับก็มี ซึ่งเหนือสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้

ยังมีอีกหลายกรณีเช่น การต้องโกนคิ้วซึ่งไม่มีในพระวินัย แต่พระไทยก็ถูกบังคับให้ทำ การห้ามใช้รองเท้าผ้าใบ ห้ามใช้กระเป๋าเป้แบบสะพาย ไม่ต้องสวมหมวกกันน็อคหากนั่งมอเตอร์ไซด์ (แม้จะดีต่อสุขภาพและปลอดภัย) แต่หากเป็นย่ามไม่ว่าสีอะไร เช่น แดง ชมพู ม่วง ฯลฯ (ควรขัดกับพระวินัย) ก็ใช้ได้ พระหลายรูปยังติดบุหรี่ ซึ่งถ้าใช้สำนึกของคนทั่วไป การสวมรองเท้าผ้าใบ/วิ่งออกกำลังกายย่อมดีกว่าการสูบบุหรี่หรือโกนคิ้วแน่ๆ ตัวอย่างเหล่านี้ยืนยันว่า พระไทยต้องยึดธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา ไม่สามารถคิดวิเคราะห์หรือใช้เจตจำนงค์เลือกได้ว่าตนควรปฏิบัติอย่างไร

โฆษณา - Advertising

2. สิทธิเสรีภาพที่หายไปเพราะอยู่ในรัฐศาสนา (religious state)

พระไทยไม่มีสิทธิเลือกตั้งแบบที่คนทั่วไปมี อาจเป็นเพราะมองว่าการเมืองแบบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสกปรก (ตามตำราที่เรียน สิ่งที่สะอาดคือ “ธรรมาธิปไตย”) (Buaban, 2021) การต้องเลือกข้าง/พรรคการเมืองเท่ากับมีกิเลสไม่เป็นกลาง พระที่ดีควรสมาทานแนวคิดแบบ “ขึ้นยืนบนภู ดูเขาสู้กัน” ต้องเป็นคนเตือนสติและให้ความรู้โดยเฉพาะเรื่องหลักธรรมแก่ประชาชน (ป.อ.ปยุตฺโต, 2551)

แต่คณะสงฆ์และชาวพุทธจะรับได้หากพระต้องสนองรับต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น รับสมณศักดิ์ รับเงินเดือน (นิตยภัต) จัดกิจกรรมสวดมนต์ถวายพระพร ฯลฯ อาจเป็นเพราะสำหรับชาวพุทธทั่วไปแล้ว สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง อย่างไรก็ตาม การไม่มีสิทธิเลือกตั้งทำให้พระไม่สามารถสื่อสารหรือสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะตอบสนองความต้องการของตนได้แบบที่คนทั่วไปทำกัน ผ่านขั้นตอนที่เคารพสิทธิและมองว่าเสียงของทุกคนเท่ากัน

การได้สิทธิพิเศษ เช่น นั่งรถเมล์/เรือฟรีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ดีคือไม่ให้พระต้องจับเงินตามพระวินัย แต่ใครๆ ก็รู้และเข้าใจว่าการใช้ชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ระเบียบแบบรัฐศาสนานี้สร้างความลำบากให้พระด้วยซ้ำ นั่นคือรถเมล์หลายคันไม่อยากหยุดให้พระขึ้นเพราะจะไม่ได้ค่าโดยสาร หรือหากพระจะไปไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม ก็จะต้องแยกตัวกันขึ้น เช่น คันละ 1-2 รูป เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน

โฆษณา - Advertising

ทั้งที่จริงๆ แล้วพระหลายรูปยินดีที่จะจ่ายค่าโดยสารเพราะจะไม่ต้องเสียเวลารอคันถัดๆ ไป แต่ท่านก็ทำไม่ได้เพราะจะถูกบอกว่า “รับเงินจากพระไม่ได้” จะเห็นว่า เสรีภาพในการเดินทางแบบคนทั่วไปของพระก็ถูกจำกัด แต่พระก็เลือกที่จะไม่บ่นหรือขอให้เปลี่ยนแปลงระเบียบนี้ ซึ่งหากท่านกล้าแสดงเจตจำนงค์รับของจากมือผู้หญิง สวมรองเท้าผ้าใบ ยืนยันที่จะจ่ายค่ารถเมล์แบบคนทั่วไป ฯลฯ ท่านก็อาจถูกชาวบ้านเล่นงานในฐานะพระนอกรีตไม่รู้จักธรรมวินัย นั่นคือชาวบ้านที่ดูเหมือนไร้อำนาจ อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่านักบวช แท้จริงแล้วสายตาของพวกเขาทำงานควบคุมพระอยู่ และพระก็ต้องแสดงไปในแบบที่พวกเขาคาดหวัง คือไม่ดื้อรั้น สำรวม ทำตามจารีต ฯลฯ

บทส่งท้าย

หนังสือชื่อ Domination and the Arts of Resistance ของ เจมส์ ซี สก็อต (James C. Scott, 1992) พูดถึงแง่มุมต่างๆ ของการครอบงำและศิลปะแห่งการต่อต้าน โดยเขาชี้ให้เห็นว่า คนที่ดูเหมือนไร้อำนาจ เป็นคนชั้นล่างที่ถูกปกครอง แท้จริงแล้วมีวิธีต่อต้านที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน และหลายกรณีจะพบว่าพวกเขามีอำนาจในการกำหนดให้ผู้ปกครองที่อยู่สูงกว่าต้องทำตาม เช่นกรณีของการยิงช้างในพม่า เป็นต้น

การเป็นข้าราชการหรือพระจึงไม่ควรถูกมองแค่ว่าเขามีอำนาจเหนือคนทั่วไป แต่พวกเขาต้องสูญเสียตัวตนบางอย่าง และอาจเจ็บปวด/ถูกกดทับมากกว่าชาวบ้านทั่วไปด้วยซ้ำ เพื่อจะรักษาอำนาจ/จารีตนั้นๆ ไว้ เขาต้องยอมทิ้งหรือเก็บกดอัตตาตัวเอง ยอมให้ตัวเองกลายเป็นร่างทรงที่สิงสถิตของอำนาจหรือวัฒนธรรมบางอย่าง ไม่สามารถตัดสินใจหรือเลือกในสิ่งที่ตนเห็นว่าสมควร/อยากทำได้ แต่ต้องเลือกทำไปในทางที่อำนาจนั้นสั่ง โดยมีสายตาของผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจตนเองนั่นแหละในการจับจ้องตรวจสอบ

โฆษณา - Advertising

0000



อ้างอิง

Buaban, J. (2021). Gerontocracy of the Buddhist monastic administration in Thailand. Simulacra 4(1): 43-56. https://bit.ly/3rQXzmc

Orwell, G. (1936). Shooting an Elephant. Accessed from https://tinyurl.com/yc27v5cd

Scott, J. (1992). Domination and the Arts of Resistance: Hidden Transcripts. Yale University Press.

ป.อ. ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์). (2551). ขึ้นยืนบนภู ดูเขาสู้กัน. เข้าถึงจาก https://www.youtube.com/watch?v=JUmVE_fRhuc

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising