Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกรอบการวิเคราะห์ใหม่เกี่ยวกับความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพู โดยชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายในทางสาธารณะและเชิงวิชาการที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับผลของการเลือกตั้งและขั้นตอนทางเทคนิคมากเกินไป ขณะที่ละเลยหลัก “ความผิดสำเร็จ” และ “การยอมรับโดยปริยายของรัฐ” อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญ บทความเสนอว่า ความผิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งที่ขัดต่อหลัก “โดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ ย่อมสำเร็จตั้งแต่มีการจัดการเลือกตั้งและมีการใช้สิทธิลงคะแนนแล้ว โดยไม่จำต้องรอการเปิดหีบหรือการนับคะแนน อีกทั้งการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ ย่อมเป็นการยอมรับโดยปริยายว่าบัตรเลือกตั้งเดิมไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ
 

1. บทนำ : การตั้งคำถามผิดจุดในปัญหาบัตรเลือกตั้งสีชมพู

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพู มักถูกอธิบายผ่านเงื่อนไขเชิงเทคนิค เช่น การมีต้นขั้วบัตร การมีรหัสเลขที่และเล่มที่ การใช้เครื่องสแกน หรือความจำเป็นต้องเปิดหีบบัตรเลือกตั้งก่อน เพื่อนำ 3 สิ่งมาประกอบกันคือ ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาประกอบกันจึงจะทราบว่าการเลือกตั้งขัดต่อหลักความลับหรือไม่ ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

การตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าวทำให้ประเด็นทางกฎหมายถูกเบี่ยงเบนไปจากแก่นสำคัญ กล่าวคือ การกระทำของรัฐที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วหรือไม่ บทความนี้เสนอว่า การพิจารณาความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งในกรณีนี้ต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์ที่ “ช่วงเวลาการเกิดความผิด” มิใช่รอพิจารณาที่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง


2. หลักรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งโดยตรงและลับ และความหมายของคำว่า “ลับ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้ใน มาตรา 83 วรรคสอง ว่า

“การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ”

หลัก “โดยตรงและลับ” มิได้เป็นเพียงรูปแบบเชิงกระบวนการ แต่เป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ในเอกสารประกอบการยกร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย คำว่า “ลับ” (secret ballot) มีความหมายสำคัญว่า การลงคะแนนต้องอยู่ในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่สามารถทราบได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด และต้องไม่สามารถสืบย้อนกลับไปยังตัวผู้ลงคะแนนได้

สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับจึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  1. การลงคะแนนต้องไม่เปิดเผยต่อบุคคลอื่น
  2. ต้องไม่มีเครื่องหมายหรือรหัสที่สามารถเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้งกับผู้ใช้สิทธิได้
  3. ต้องไม่มีระบบที่ทำให้รัฐหรือบุคคลอื่นสามารถตรวจสอบการลงคะแนนย้อนหลังได้

หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของผู้เลือกตั้ง และป้องกันการข่มขู่ การบังคับ หรือการซื้อเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง ดังนั้น หากเครื่องมือที่รัฐใช้ในการจัดการเลือกตั้งเปิดช่องให้สามารถสืบย้อนตัวผู้ลงคะแนนได้ แม้เพียงในเชิงโครงสร้าง ก็ย่อมขัดต่อหลัก “การเลือกตั้งโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ


3. หลักความผิดสำเร็จ : ความผิดเกิดขึ้นเมื่อใด

ในทางกฎหมายอาญาและกฎหมายปกครอง หลักทั่วไปคือ เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดและพ้นวิสัยที่ผู้กระทำจะเยียวยาหรือแก้ไขได้เอง ความผิดย่อมสำเร็จทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดผลเสียหายขั้นสุดท้าย

แนวคิดนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนใน คำพิพากษาฎีกาที่ 14689/2556 ซึ่งวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสำเร็จลงทันทีที่มีการเสนอความเห็นอันเป็นเท็จต่อผู้บังคับบัญชา แม้ผู้บังคับบัญชาจะยังไม่ลงนามหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม หากต้องรอให้ผลเกิดขึ้นเสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นความผิด ย่อมทำให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนมากไม่อาจเอาผิดได้


4. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

ข้อเท็จจริงที่สำคัญในประเด็นนี้ คือ การมี บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และรหัสประจำบัตรเลือกตั้ง ปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง อดีตกรรมการการเลือกตั้ง คือ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ได้จัดการสาธิตและตรวจสอบบัตรเลือกตั้งต่อสาธารณะ ณ อาคารรัฐสภา โดยแสดงให้เห็นว่า

  • บัตรเลือกตั้งมี บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
  • รหัสดังกล่าวสามารถอ่านได้ด้วยระบบสแกน
  • และโดยโครงสร้างสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลการแจกจ่ายบัตรเลือกตั้งได้

การสาธิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากมีการนำข้อมูลจากต้นขั้วบัตร บัตรเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาประกอบกัน ก็อาจทำให้สามารถสืบย้อนตัวผู้ลงคะแนนได้ แม้จะมีคำอธิบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ารหัสดังกล่าวใช้เพื่อการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงทางเทคนิคดังกล่าวก็ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าระบบดังกล่าวอาจกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ


5. การใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพู : ความผิดสำเร็จตั้งแต่วันเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณากรณีบัตรเลือกตั้งสีชมพู จะเห็นได้ว่า

  1. รัฐโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้ง
  2. บัตรเลือกตั้งมีรหัสเลขที่ เล่มที่ คิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งเปิดช่องให้สามารถเชื่อมโยงหรือสืบย้อนการลงคะแนนได้
  3. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกบังคับให้ใช้บัตรดังกล่าวในการลงคะแนน

เมื่อมีการจัดการเลือกตั้งและมีการใช้สิทธิลงคะแนนแล้ว การกระทำของรัฐได้พ้นวิสัยที่จะแก้ไขได้โดยลำพัง ความผิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามหลัก “โดยตรงและลับ” จึงสำเร็จแล้วในวันเลือกตั้ง ไม่จำต้องรอการเปิดหีบหรือการตรวจนับคะแนน


6. การเลือกตั้งใหม่ที่คันนายาวกับการยอมรับโดยปริยายของรัฐ

ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่เขตคันนายาวเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่ ไม่มีการพิมพ์รหัสเลขที่และเล่มที่ และทำเป็นเส้นประให้เขียนเอง แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการเขียนใด ๆ ลงไป ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวผู้ลงคะแนนได้โดยสภาพ และเป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญทางกฎหมาย เนื่องจากสะท้อนถึง การยอมรับโดยปริยาย ว่ารูปแบบบัตรเลือกตั้งเดิมไม่สอดคล้องกับหลักความลับ หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 3953/2548 และ 236/2540ซึ่งวางหลักว่า การยอมรับไม่จำเป็นต้องแสดงออกโดยคำพูด หากการกระทำภายหลังแสดงให้เห็นถึงการยอมรับผลทางกฎหมาย ย่อมถือเป็นการให้สัตยาบันโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823


7. วิจารณ์ข้อโต้แย้งเรื่อง “ยังไม่เปิดหีบจึงยังไม่ผิด”

ข้อโต้แย้งที่ว่าบัตรเลือกตั้งยังอยู่ในหีบ ยังไม่มีใครเปิดตรวจ จึงยังไม่ทราบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ เป็นข้อโต้แย้งที่คลาดเคลื่อนในเชิงหลักกฎหมาย เช่นเดียวกับการกล่าวว่าการปล้นทรัพย์ยังไม่เป็นความผิดเพราะผู้กระทำยังไม่นำทรัพย์ไปใช้ประโยชน์ ความผิดสำเร็จเกิดจากการกระทำ ไม่ใช่จากการนำผลไปใช้


8. บทสรุป

บทความนี้เสนอว่า ความเป็นโมฆะของการเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูต้องพิจารณาจากหลักความผิดสำเร็จและการยอมรับโดยปริยายของรัฐ การจัดให้มีการเลือกตั้งโดยใช้บัตรที่ขัดต่อหลัก “โดยตรงและลับ” เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่สำเร็จแล้วตั้งแต่มีการใช้สิทธิลงคะแนน การเลือกตั้งใหม่ที่มีการแก้ไขรูปแบบบัตรยิ่งตอกย้ำว่ารัฐยอมรับโดยปริยายว่าบัตรเดิมไม่เป็นความลับ

บทวิเคราะห์นี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะนำคดีสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว น่าจะมีคุณูปการต่อการพัฒนาหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งในอนาคตอีกด้วย

0000

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง