Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ถึงแม้หลายคนอาจจะมองว่าการสังหาร 'อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี' ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจะช่วยแก้วิกฤตอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะในยุคสมัยใหม่นั้นการ "เด็ดหัวผู้นำ" ได้ก่อปัญหาใหม่คือความไม่มั่นคงภายในไปจนถึงสงครามภายในแทนที่จะเกิดผลในทางบวก อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบกระเทือนถึงการค้าโลกได้


อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน | แฟ้มภาพ Wikipedia

จอน บี อัลเตอร์แมน ประธานซบิกนีเยฟ เบรอซินสกีด้านความมั่นคงโลกและภูมิยุทธศาสตร์ที่ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติของวอชิงตัน พูดถึงกรณีสงครามอิหร่าน ที่นำมาสู่ปฏิบัติการสังหารผู้นำสูงสุดของประเทศคือ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ส่งผลต่อเนื่องเป็นวิกฤตที่กระทบต่อภูมิภาคและอาจจะสะเทือนไปถึงทั่วโลก

การสังหารคาเมเนอีอาจจะทำให้ใครหลายคนมองว่าจะกลายเป็นการสิ้นสุดวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่อัลเตอร์แมนก็ย้ำเตือนว่า คาเมเนอี นั้น เป็นแค่ฉากหน้าของปัญหาเท่านั้น

โฆษณา - Advertising

คาเมเนอี เป็นจอมหัวแข็งที่มีความยึดมั่นในการใช้อำนาจครอบงำภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นภัยคุกคามจากอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นโครงการนิวเคลียร์ กองกำลังกึ่งทหาร เครือข่ายกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของเขา และหน่วยงานข่าวกรอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแค่เป็นภัยคุกคามต่อชาวอิหร่านในประเทศตัวเองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับภัยก่อการร้ายทั่วโลกด้วย ดังนั้นแล้ว การที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลมีปฏิบัติการที่สังหารคาเมเนอีพร้อมกับที่ปรึกษาระดับสูงหลายคนได้นั้นอาจจะดูเหมือนเป็น "การแก้ปัญหา" ได้แล้ว แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ในอิหร่านตอนนี้มีผู้นำคนใหม่ที่อาจจะไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะดำเนินแผนการแบบเดียวกับคาเมเนอี หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นผู้นำที่ไว้ตัวและยอมอ่อนข้อ ทำตามความต้องการของสหรัฐฯ มากขึ้น แต่อัลเตอร์แมนก็มองว่าในประวัติศาสตร์นั้น การใช้วิธี "เด็ดหัวผู้นำ" นั้น ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด

อัลเตอร์แมนมองว่าในอดีตที่ผ่านมาเวลาสหรัฐฯ มีปฏิบัติการแบบนี้มักจะมีเป้าหมายทางการเมืองที่ทะเยอทะยาน แต่กลับมีข้อจำกัดในทางการทหาร ทำให้การใช้กำลังทหารแทรกแซงต่างชาติมักจะจบลงด้วยการทำลายเสถียรภาพไปจนถึงเกิดสงครามกลางเมือง ในบางกรณีก็ถึงขั้นทำให้เผด็จการตัวบุคคลกลุ่มใหม่มาแทนที่

มีการยกตัวอย่างกรณีของกลุ่มฮามาส ที่ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะทำการเด็ดหัวผู้นำฮามาสได้หลายครั้งหรือบางครั้งก็พยายามลอบสังหารแต่ไม่สำเร็จ เป็นแบบนี้นับตั้งแต่ฮามาสก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เป็นต้นมา แต่สุดท้ายแล้วมันก็ดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนทิศทางของกลุ่มฮามาสไปสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะฮามาสเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีลักษณะของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หมกมุ่นอยู่กับการพลีชีพและมีชีวิตอยู่เพื่อสู้ตายถวายหัวอยู่แล้ว

โฆษณา - Advertising

แน่นอนว่าอาจจะมีตัวอย่างในอดีตที่การเด็ดหัวผู้นำประสบความสำเร็จบ้างคือกรณีสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พอหลังจากมีการเด็ดหัวผู้นำนาซีแล้ว อดีตประเทศฝ่ายอักษะอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนีภายใต้ผู้นำรัฐบาลใหม่ก็ได้กลายเป็นคู่หูที่ดีของสหรัฐฯ ในอีกกรณีหนึ่งคือปานามา ประเทศนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นและมีประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นหลังจากที่มีการโค่นล้มผู้นำ มานูเอล โนเรียกา

ประวัติศาสตร์การโค่นผู้นำอิหร่าน

ในสมัยสงครามเย็นนั้น สหรัฐฯ กับอังกฤษก็เคยร่วมมือกันโค่นล้มนายกรัฐมนตรี โมฮัมเหม็ด มอสซาเดก เมื่อปี 1953 จนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ประมุขของประเทศคือ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ที่มีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์และใกล้ชิดกับชาติตะวันตก ทำให้ในตอนนั้นอิหร่านและซาอุดีอาระเบียกลายเป็น "เสาหลักคู่" ที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซียสำหรับชาติตะวันตก เนื่องจากสองชาตินี้ได้ให้ประโยชน์เป็นแหล่งน้ำมันต่อชาติตะวันตกแทนที่จะเป็นสหภาพโซเวียต

ก่อนที่ในยุคต่อมาอิหร่านจะมีการปฏิวัติโค่นล้มระบอบเดิม แล้วก็เริ่มก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามขึ้นในปี 1979 หลังจากนั้นอิหร่านก็เริ่มทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ รวมถึงยังเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย ซึ่งมีข้อสังเกตว่าอิหร่านหลังปฏิวัติอิสลามดูจะแสดงความบาดหมางต่อสหรัฐฯ มากเป็นพิเศษ

โฆษณา - Advertising

แต่ความสำเร็จในยุคสมัยหนึ่งอาจจะไม่ได้สะท้อนออกมาในอีกยุคสมัยหนึ่ง ในเวลาต่อมาสหรัฐฯ ก็พยายามทำแบบเดียวกันกับอิรัก ที่ในช่วงยุคสมัยรัฐบาล จอร์จ บุช จูเนียร์ มีมุมมองว่า กลุ่มเผด็จการในอิรักที่นำโดย ซัดดัม ฮุสเซน นั้นเป็นภัยต่อทั้งชาวอิรักและภูมิภาค ถ้าหากพวกเขาสามารถโค่นล้มกลุ่มผู้นำเหล่านี้ได้ก็จะทำให้การเมืองในอิรักดีขึ้น โดยที่ในตอนนั้นรัฐบาลบุชเน้นวางแผนการทหารเป็นหลัก โดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองมากเท่า

ดังน้ันแล้วหลังจากการขจัดฮุสเซนลงได้ อิรักก็เผชิญกับการก่อกบฎในแบบที่รุนแรง จนทำให้อิหร่านอาศัยโอกาสนี้ในการแทรกแซงอิรักได้ โดยอาศัยกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านคอยให้การสนับสนุน ทำให้กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้เข้าไปมีอำนาจควบคุมพื้นที่ประเทศอิรักได้จำนวนมาก และหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีอิรักทุกๆ สมัยก็จะต้องทำข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่าน อีกทั้งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็ใช้วิธีการอาศัยการแบ่งแยกในอิรักเพื่อเป็นเครื่องมือจัดการทางการเมือง การทำเช่นนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพในระยะสั้น แต่ทว่าจะกลายเป็นการทำให้รอยร้าวในสังคมอิรักแตกหักได้มากกว่าเดิม ทำให้อิรักอยู่ในสภาพคุ้มดีคุ้มร้ายไม่ว่าสหรัฐฯ จะใช้ทรัพยากรทุ่มเข้าไปเท่าไหร่ก็ตาม

ผู้นำอำนาจนิยมดับสิ้น แต่ระบบที่ครอบงำยังคงอยู่

มีตัวอย่างกรณียุโรปตะวันออกช่วงปลายยุคสงครามเย็น ซึ่งในตอนนั้นสหรัฐฯ มีบทบาทที่ไม่ชัดเจน แต่ก็มีบทบาทอยู่บ้าง ซึ่งในตอนนั้นหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายหลายประเทศในยุโรปตะวันออกก็กลายเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือทั้งจากสหรัฐฯ และยุโรป แต่ในอีกหลายกรณีหลังจากนั้น เช่น กรณีเฮติ หรือกรณีลิเบีย ก็มีแต่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำ แต่ระบอบเดิมยังคงอยู่

โฆษณา - Advertising

ในกรณีของลิเบียนั้นผู้นำเผด็จการ มุมมาร์ กัดดาฟี ถูกโค่นล้มแล้วเมื่อปี 2011 แต่ก็ทำให้มีสูญญากาศทางอำนาจตามมา กรณีต่อมาในช่วงไล่เลี่ยกันคือเยเมน ที่สหรัฐฯ ช่วยบีบให้ผู้นำ อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ออกจากตำแหน่ง แต่สิ่งที่เกิดตามมาคือความโกลาหล

อัลเตอร์แมนมองว่าเรื่องนี้สะท้อนถึงความยากในการเปลี่ยนแปลงระบบ เพราะแนวคิดล้าหลังแบบ "มหาบุรุษ" ที่ว่าการทำให้คนๆ หนึ่งหายไปปัญหาที่ซับซ้อนจะหายไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนเหล่านี้ก็เป็นผลผลิตของระบบเช่นเดียวกัน การเด็ดหัวผู้นำเหล่านี้จึงจะกลายเป็นแค่การเผยให้เห็นโรคร้ายที่กัดกินระบบของประเทศนั้นๆ อยู่เท่านั้น และเมื่อมีสูญญากาศทางอำนาจ กลุ่มที่มีอำนาจเงิน อำนาจจากกำลังอาวุธ และอำนาจเครือข่าย ก็จะเข้าไปยึดอำนาจมาเป็นของตัวเองได้

แล้วตัวอย่างที่ดีควรเป็นอย่างไร

อัลเตอร์แมนได้ยกตัวอย่างที่เขามองว่าเป็นตัวอย่างทีดี คือกรณีการเปลี่ยนผ่านในซีเรียหลังจากโค่นล้มเผด็จการบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อปี 2024 ซึ่งในตอนนั้น ผู้นำฝ่ายต่อต้านคือ อาห์เหม็ด อัล-ชาราอา ร่วมมือกับทีมฝ่ายต่อต้านของเขาในการสร้างเครือข่ายการปกครองที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มาเรื่อยๆ โดยใช้เวลาปักหลักเพื่อทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี รวมถึงมีการส่งเสริมข้าราชการที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างหน่วยความมั่นคงขนาดใหญ่ที่ภักดีและมีวินัย

โฆษณา - Advertising

ส่งผลให้เมื่อมีการโค่นล้ม อัสซาด ได้สำเร็จ กลุ่มต่อต้านของชาราอา จึงสามารถอาศัยเครือข่ายในการทำงานร่วมกันได้ ดำเนินการนโยบายต่างๆ ได้ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ส่วนหนึ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงจากภายในประเทศเองด้วย แทนที่จะเป็นการแทรกแซงจากภายนอก

อเล็กซานเดอร์ บี ดาวน์เนส นักรัฐศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่า "มากกว่า 40 เปอร์เซนต์ของรัฐที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงระบอบโดยมีต่างชาติเป็นผู้กำหนด การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า" ดาวน์เนสระบุในหนังสือที่เขาเขียนอีกว่า "การเปลี่ยนแปลงระบอบที่ได้มาง่ายๆ มักจะส่งผลลัพธ์ที่ไม่ดี และเมื่อมันได้มายากมักจะส่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า"

กรณีของอิหร่านจะเกิดอะไรต่อไป

มีหลายคนมองว่ากรณีของอิหร่านน่าจะใช้ไม่ได้กับความคิดข้างต้น เพราะรัฐบาลใหม่ของอิหร่านน่าจะเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้นรวมถึงยกเลิกโครงการนิวเคลียร์เพราะจะยิ่งทำให้ตกเป็นเป้าของสหรัฐฯ กับอิสราเอลจนถึงขั้นทำลายตัวเองได้

แต่ในอีกแง่หนึ่งการที่อิหร่านยังคงโจมตีอยู่อย่างต่อเนื่องก็เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นว่าอิหร่านจะยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์แบบต่อต้านสหรัฐฯ กับอิสราเอลอย่างไม่ยอมถอย และมันยังกลายเป็นการป้องปรามให้ต้องคิดหนักเวลาจะโจมตีอิหร่านอีกในอนาคตด้วย ถึงแม้ว่าอิหร่านจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้านทรัพยากรการทหาร แต่พวกเขาก็ใช้วิธีการแบบสงครามอสมมาตรที่สามารถสร้างความเสียหายจำนวนมากได้แม้จะใช้ทรัพยากรการทหารที่จำกัด เช่นวิธีการคุกคามประเทศใกล้เคียง ไปจนถึงคุกคามส่วนที่เป็นของอิสราเอลและสหรัฐฯ อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าอิหร่านจะยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของตัวเอง

ในเรื่องหลังสุดนี้ อธิบดีสำนักงานพลังงานนิวเคลียร์นานาชาติของยูเอ็น ราฟาเอล มาริอาโน กรอสซี ได้เปิดเผยว่า สงครามที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ได้ทำให้อิหร่านยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ได้โดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างมาก แต่ส่วนหนึ่งของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านก็จะยังคงอยู่

กรอสซี มองว่าปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีการทางการทหาร เขามองว่าอิหร่านเป็น "ประเทศที่ใหญ่มาก" ในแง่ที่ว่ามีฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และวิทยาการต่างๆ มีโครงการและห้องแล็บตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถึงแม้ว่าจะมีการใช้กำลังทำลายส่วนที่พัฒนาไปไกลที่สุดของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน แต่อิหร่านก็มีมากกว่าที่เห็น

กรอสซียังได้กล่าวประณามการโจมตีใส่ปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน เขามองว่า "ควรมีการหลีกเลี่ยงการโจมตีใดๆ ก็ตามต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เรื่องนี้สำคัญมาก"

บทวิเคราะห์ของอัลเตอร์แมนก็มองว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็ทำให้เกิดภาวะความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้เรื่องที่น่ากังวลอีกอย่างหนึ่งของวิธีการแบบเด็ดหัวผู้นำคือ การที่รัฐบาลล่มสลายจนไม่สามารถรักษาการควบคุมได้ ก็จะเปิดช่องโหว่ให้กับกลุ่มติดอาวุธเข้าไปยึดอำนาจแทน รวมถึงฝ่ายที่ไม่เข็ดหลาบในรัฐบาลก็อาจจะเข้าไปยึดอำนาจได้ด้วย เรื่องเหล่านี้อาจสร้างความโกลาหลตามมาในอีกหลายปีถัดจากนี้

เรื่องนี้ยังมีจุดสังเกตจากอัลเตอร์แมนอีกว่า คาเมเนอี นั้นอายุมากแล้วและกำลังมีข่าวเรื่องการหาผู้สืบทอด ถ้าหากมีการใช้วิธีอื่น สหรัฐฯ กับอิสราเอล ก็จะสามารถใช้ช่วงเวลาที่กำลังสืบทอดผู้นำคนใหม่ส่งอิทธิพลต่ออิหร่านให้ปรับตัวไปในแนวทางอื่นได้ แต่เมื่อมีการทำสงครามปลิดชีพผู้นำ โอกาสแบบนั้นก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

แล้วเรื่องนี้ให้ประโยชน์หรือให้โทษอะไรต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ

อัลเตอร์แมนวิเคราะห์ว่า ในมุมมองของรัฐบาลอิสราเอลแล้วจะมองว่าเรื่องเรื่องให้ประโยชน์กับพวกเขา เพราะอิสราเอลเชื่อว่าตัวเองถูกตรึงให้ต้องสู้รบกับอิหร่านอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงในอิหร่านที่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ดีกว่าสภาพการณ์แบบเดิม แต่เรื่องนี้ก็เป็นแค่มุมมองจากฝ่ายรัฐบาลอิสราเอลเท่านั้น

กับสหรัฐฯ แล้วเรื่องนี้มีความซับซ้อนในเชิงผลประโยชน์ เพราะสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านด้วย รวมถึงมีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น การที่อิหร่านหันมาเป็นภัยต่อประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลางมากขึ้นก็อาจจะทำให้อิทธิพลสหรัฐฯ ในภูมิภาคฝ่อลงได้ และกลายเป็นการกระทบการลงทุน รวมถึงส่งผลทางลบต่อการค้าโลก


เรียบเรียกจาก
Why Decapitation Will Not Solve the United States’ Iran Problem
War can't entirely eliminate Iran's nuclear program, the U.N. atomic energy chief says, NPR, 18-03-2026
 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/1953_Iranian_coup_d%27%C3%A9tat
https://en.wikipedia.org/wiki/Iranian_Revolution

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising