Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ชวนอ่านรายงานสภาพเรือนจำไทยประจำปี 2569 ของ สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human rights – FIDH) ชี้ความแออัดเกินศักยภาพที่รับได้ยังเป็นปัญหาใหญ่ – พบผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำสูงถึง 43%

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (International Federation for Human rights – FIDH) เผยแพร่รายงานสภาพเรือนจำของประเทศไทยประจำ ปี 2569 ที่ร่วมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และ Freedom Bridge  จัดทำรายงานรวม 69 หน้า ให้ข้อมูลสำรวจสถานการณ์สิทธิของผู้ต้องขังด้านต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568

รายงานฉบับนี้ รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ต้องขัง และอดีตผู้ต้องขังที่ถูกควบคุมตัวในระหว่างที่มีการจัดทำรายงาน บทความข่าวและรายงานที่เชื่อถือได้ รายงานจากกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนเอกสารราชการที่เผยแพร่โดยหน่วยงานราชการไทยและสถาบันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดปี 2568

สภาพเรือนจำส่วนใหญ่มีผู้ต้องขังเกินความจุ ในขณะที่มาตรการปล่อยตัวก่อนกำหนดลดลง – มาตรการคุมขังนอกเรือนจำไม่มีความคืบหน้า

FIDH รายงานว่าสถิติในเดือน ธ.ค. 2568 อัตราของจำนวนผู้ต้องขังในระบบเรือนจำไทยยังคงเกินขีดความจุ โดยจากการสำรวจเรือนจำและสถานกักขังรวม 143 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับผู้ต้องขังได้จำนวน 248,330 คน แต่เรือนจำไทยในปลายปีดังกล่าวมีผู้ต้องขังอยู่ที่ 301,020 คน เกินความจุโดยรวมไปถึง 21%

ตลอดทั้งปียังมีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้นราว 20,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7% โดยจากในจำนวนดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกจำคุกจากคดียาเสพติดถึง 70%

จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ จากจำนวนเรือนจำทั้งหมดดังกล่าว มีเรือนจำถึง 120 แห่ง หรือ 84 % ที่มีจำนวนผู้ต้องขังเกินความจุ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากในปี 2567 ที่มี 102 แห่ง โดยเรือนจำที่มีความแออัดสูงสุด ได้แก่ เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์, เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด และเรือนจำจังหวัดกระบี่ โดยพบว่าเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์เป็นเรือนจำที่มีความแออัดมากที่สุดในประเทศไทยถึงสี่ปีติดต่อกัน โดยเกินมาตรฐานความจุถึง 517 %

รายงานยังระบุในประเด็นจำนวนผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดอย่างมีเงื่อนไข อันได้แก่ การปล่อยตัวจากการลดวันต้องโทษจากความประพฤติดี, การพักโทษ และการอภัยโทษ ลดลงไป 20 % โดยมีข้อน่าสังเกตว่าในปี 2568 ที่ผ่านมาการอภัยโทษครั้งใหญ่เกิดขึ้นครั้งเดียวในเดือน ก.ค. 2568 ซึ่งมีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขดังกล่าวมากที่สุดถึง 13,054 คน ขณะที่การปล่อยตัวผู้ต้องขังเด็ดขาดในรูปแบบลดวันต้องโทษ และการพักโทษมีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขดังกล่าวเพียง 2,830 คน และ 8,652 คนตามลำดับ

ในปี 2568 มีข้อน่าสังเกตในกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามพบว่า ผู้ต้องขังการเมืองที่คดีถึงที่สุดแล้วจำนวน 6 ราย ได้แก่ “อัญชัญ”, “ธนพร”, “ทีปกร” “สมบัติ ทองย้อย”, “สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ” และ “ธนายุทธ ณ อยุธยา”  เข้าเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษหรือได้รับการลดหย่อนโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568 ซึ่งทยอยได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำต่าง ๆ ที่คุมขังอยู่ในเดือน ส.ค. 2568 โดยไม่ได้เป็นการขออภัยโทษเป็นการเฉพาะราย และตลอดทั้งปี ก็ไม่พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีถึงที่สุดคนอื่น ได้รับการปล่อยตัวจากเงื่อนไขลดวันต้องโทษหรือพักโทษแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน รายงานยังระบุถึงความล้มเหลวในการนำมาตรการที่จะอนุญาตให้ควบคุมตัวผู้ต้องขังในสถานที่คุมขังทางเลือกนอกเรือนจำไปปฏิบัติ แม้จะมีความพยายามออกประกาศกำหนดแนวทางปฏิบัติในส่วนผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินคดีแล้ว แต่กรมราชทัณฑ์ระบุว่าการขาดแคลนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่สามารถนำมาตรการควบคุมตัวทางเลือกไปปฏิบัติได้

บังคับย้ายเรือนจำ ตามนโยบายการแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี พบมาตรฐานของเรือนจำที่แตกต่างกัน และจำนวนผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำสูง 43 %

สืบเนื่องจากวันที่ 9 เม.ย. 2568 ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ได้ประกาศตั้งให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นศูนย์ควบคุม (hub) ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ทำให้ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี และผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดถูกย้ายตัวไปคุมขังที่เรือนจำอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง

ตามนโยบายดังกล่าว ได้กำหนดกฎระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี อันประกอบไปด้วย การแต่งกายออกไปศาล ทรงผม การพบทนายความ และการเยี่ยมญาติ รวมไปถึงสิทธิการศึกษาและกิจกรรมนันทนาการ และสำหรับเรือนจำอื่น ๆ ให้ทำการแยกการคุมขังผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดีออกจากกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดอีกด้วย

ทั้งนี้ ตามรายงานของ FIDH พบว่าแม้จะมีการประกาศนโยบายดังกล่าวออกมา แต่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังควบคุมผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดบางส่วนประมาณ 20 % เอาไว้สำหรับช่วยงานเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติงานทั่วไปในเรือนจำ ซึ่งในทางปฏิบัติเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถโยกย้ายผู้ต้องขังเด็ดขาดทั้งหมดออกจากพื้นที่เรือนจำได้ และในบางรายก็ยังคงถูกคุมขังรวมกับกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี

ในขณะเดียวกัน FIDH ได้รายงานข้อมูลจากรมราชทัณฑ์พบว่า ในเดือน ธ.ค. 2568 มีนักโทษเด็ดขาดที่กำลังรับโทษจำคุกอยู่ถึง 91,633 คน หรือประมาณ 43 % จากจำนวนทั้งหมด 212,659 คน เป็นผู้กระทำผิดซ้ำ โดยสัดส่วนดังกล่าวยังคงเดิมระหว่างปี 2564 ถึง 2568 โดยสัดส่วนของกลุ่มผู้ต้องขังชายที่กระทำผิดซ้ำสูงกว่าผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญ

การแยกคุมขังตามโยบายดังกล่าวยังส่งผลกระทบในด้านการใช้ชีวิตของผู้ต้องขังอีกหลายด้าน จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายฯ พบว่าในปีที่ผ่านมา (2568) ผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวน 16 ราย (เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด 5 ราย) กลับถูกย้ายเรือนจำกะทันหัน และกระจายตัวกันออกไปในเรือนจำ 4 แห่ง โดยทุกกรณีไม่มีการแจ้งญาติให้ทราบล่วงหน้า ทำให้เกิดปัญหาการติดตามขอไปเยี่ยมในช่วงต้นของการโยกย้ายอีกด้วย

บางเรือนจำที่ถูกย้ายตัวไปอย่างเรือนจำกลางบางขวาง ก็พบว่าโดยปกติถูกใช้คุมขังผู้ต้องขังที่มีโทษสูง และเป็นคดีอุกฉกรรจ์ แต่กลับมีการโยกย้ายผู้ต้องขังที่โทษไม่มากนักไปยังเรือนจำดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังการเมืองหลายรายที่ถูกโยกย้ายเรือนจำกะทันหัน ได้เปิดเผยว่าเรือนจำใหม่ไม่แออัดเท่าเรือนจำเดิม และอาหารพอจะมีคุณภาพมากกว่า แต่ก็มีด้านที่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่แตกต่างกัน เผชิญกับการปรับตัวใหม่ รวมทั้งปัญหาเรื่องการเยี่ยมและการส่งจดหมายสื่อสารกับบุคคลภายนอก ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละเรือนจำแต่ละแห่ง

องค์กรสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าตรวจสอบเรือนจำ

จากรายงาน FIDH ให้ข้อสรุปเรื่องการจำกัดการเข้าถึงเรือนจำขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อตรวจสอบและติดตามการควบคุมตัวผู้ต้องขัง ว่ายังคงถูกจำกัดอย่างไม่เหมาะสม แม้จะมีข้อเสนอแนะจากกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศไปแล้ว

เมื่อช่วงปลายปี 2567  มีกลไกสหประชาชาติ 2 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (Committee Against Torture) และคณะทำงานว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อสตรีและเด็กหญิง (Working Group on Discrimination Against Women and Girls) ได้สื่อสารถึงรัฐบาลไทยเกี่ยวกับเรือนจำไทย โดยประเด็นหลัก ๆ ของทั้งสองกลไกได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความแออัดในเรือนจำ

ทั้งนี้ CAT ได้มีข้อกังวลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเรือนจำไทยยังจำกัดการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวอย่างเกินควรต่อองค์กรภายนอกที่ต้องการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ และติดตามสภาพการควบคุมตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมถึง กสม. และองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ โดยมีการเสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมในการตรวจสอบสถานที่ และรวมถึงให้มีตัวแทนขององค์กรเหล่านี้ในกลไกที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ และพิจารณาคำร้องขององค์กรเหล่านี้ที่ต้องการเข้าตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวได้อย่างอิสระ ไม่ถูกขัดขวาง และไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตลอดจนพูดคุยกับผู้ต้องขังได้โดยเป็นความลับ

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2568 ทาง FIDH และ สสส. ยังได้ส่งจดหมายถึงเรือนจำ 13 แห่งทั่วประเทศ เพื่อขอเข้าเยี่ยมและติดตามสภาพการควบคุมตัวผู้ต้องขัง โดยมีเพียงทัณฑสถานหญิงกลางฯ เพียงแห่งเดียวที่ตอบรับจดหมายฉบับดังกล่าว และเป็นครั้งแรกที่องค์กรได้รับอนุญาตให้เข้าตรวจสอบเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม จากรายงานฉบับนี้ การเข้าสัมภาษณ์ผู้ต้องขังหญิง 2 คน ในทัณฑสถานหญิงกลางฯ พบว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้ถูกคัดเลือกมาให้ล่วงหน้าแล้วจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ รวมถึงมีข้อจำกัดเรื่องความเป็นส่วนตัว และการไม่สามารถเลือกผู้ต้องขังที่จะสัมภาษณ์โดยอิสระ ทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ

อ่านและดาวน์โหลดรายงานบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/82569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง