






รศ.นพ.อรรถวุฒิ ดีสมโชค หัวหน้าหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.เปิดเผยว่า “จากการศึกษาของหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ และคณะ พบว่า ในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 ในระดับสูง จะพบการเพิ่มขึ้นของภาวะกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วย โรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมถึง ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเฉียบพลัน และยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้
ฝุ่น PM10 หรือที่เรียกว่า ฝุ่นหยาบ (Coarse Particles) คืออนุภาคฝุ่นในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5–10 ไมครอน โดยพบว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจาก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง


ท้องฟ้าเชียงใหม่ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนามากจนมองไม่เห็นภูเขา
ขณะที่ PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งถือว่ามีอันตรายมากกว่า เนื่องจากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอดและกระแสเลือดได้ แหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจาก การเผาไหม้ เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาขยะ กระบวนการอุตสาหกรรม ควันไอเสียจากยานพาหนะ รวมถึงควันบุหรี่และควันธูป
เมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย มักมีก๊าซพิษปนเปื้อน เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการ ไอ จาม แสบจมูก หายใจลำบาก ระคายเคืองตา และคันผิวหนัง
ในระยะยาว การสัมผัสฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สมรรถภาพปอดลดลง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดค่าเฉลี่ย PM2.5 ในบรรยากาศภายใน 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
